bg-single

กรือเซะถูกสาป ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ใครสร้าง ? สร้างเพื่อใคร ? สร้างทำไม ?

22.03.2026

โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ

กรือเซะเป็นชื่อมัสยิดร้างที่เข้าใจกันว่าสร้างไม่เสร็จ ตั้งอยู่พื้นที่รัฐปัตตานีโบราณในจังหวัดปัตตานี

ความเป็นมาของมัสยิดกรือเซะยังไม่สรุปลงตัว ไม่มีหลักฐานเป็นพยานยืนยันแน่ชัดพอให้เชื่อถืออย่างใดอย่างหนึ่งได้ จะมีก็เพียงตำนานบอกเล่าเคล้านิทานที่ยึดถือเป็นจริงไม่ได้ทั้งหมด แต่ยกเป็นเค้าเงื่อนบอกความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างคน ๒ กลุ่มได้ คือกลุ่ม คนพื้นเมือง มลายูอิสลาม กับกลุ่ม คนจีน จากเมืองจีน

ประเด็นความสัมพันธ์ของคนพื้นเมืองกับคนจีน มีร่องรอยเก่าสุดเป็นหลักฐานทางโบราณคดีประเภทเครื่องเคลือบและสิ่งของอื่นๆจากเมืองจีน ที่มีมาแต่ยุค “ทวารวดี-ศรีวิชัย” เมื่อราวหลัง พ.ศ.๑๐๐๐ สืบมาจนถึงยุคกรุงศรีอยุธยา ที่ขณะนั้นปัตตานียังเป็น รัฐอิสระเอกเทศ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา แต่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับเมืองจีนและเมืองท่าชายฝั่งของอุษาคเนย์อย่างกว้างขวางตลอดเวลา

มีตำนานบอกความสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นเมืองมลายูอิสลามกับคนจีนในรูปนิทานพระเจ้าอู่ทอง (ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา) บันทึกไว้ใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ.๒๑๘๒

วัน วลิต เป็นพ่อค้าชาวฮอลันดาเดินทางเข้ามาประจำสำนักงานการค้าอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ.๒๑๗๖-๒๑๘๕ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แล้วเรียนรู้ภาษาไทยด้วยนิทานเรื่องท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองที่จดไว้ วัน วลิต คงฟังมาจากคำบอกเล่าของชาวพระนครศรีอยุธยา ทั้งที่เป็นขุนนาง ข้าราชการ และพ่อค้าประชาชนสมัยนั้น อาจกล่าวว่ามีการบันทึกนิทานเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุดก็ได้

วัน วลิต จดคำบอกเล่าไว้ว่า พระเจ้าอู่ทองเดิมมีพระนามว่า เจ้าอู่ เป็นโอรสของจักรพรรดิจีน ต่อมา

ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองปัตตานี เพราะกระทำความผิดร้ายแรงแล้วเสด็จไปสร้างเมืองนครศรีธรรมราช เมือง

กุยบุรี เมืองพริบพรี เมืองคองขุดเทียม (หรือบางขุนเทียน) เมืองบางกอก ท้ายที่สุดทรงสร้างเมืองอยุธยา แล้วเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของสยาม มีพระนามว่าสมเด็จพระราชารามาธิบดีฯ แล้วไปสร้างเมืองนครหลวงไว้ที่กัมพูชาด้วย

มีเนื้อหารายละเอียดอยู่ในหนังสือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต (วัน วลิต แต่ง ดร.เลียวนาร์ด แอนดายา แปลเป็นภาษาอังกฤษจากภาษาฮอลันดา มิเรียม เจ. แวน เดน เบอร์ก คัดลอกจากต้นฉบับเดิม ศ.เดวิด เค. วัยอาจ บรรณาธิการ วนาศรี สามนเสน แปลเป็นภาษาไทยจากภาษาอังกฤษ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ตรวจ) มติชนพิมพ์ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๖

นิทานเรื่องท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองทางทะเลที่วันวลิตจดบันทึกไว้นี้ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถึงกระนั้นก็สะท้อนให้เห็นร่องรอยความจริงบางประการด้านสังคมและวัฒนธรรมยุคก่อนการสถาปนาพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓-๔ นั่นก็คือ มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (ปัจจุบัน) โดยทางทะเลเลียบชายฝั่งมาสู่ดินแดนสยาม

การเคลื่อนย้ายเหล่านี้ไม่ใช่ อพยพ อย่างถอนรากถอนโคน หากทยอยตามเส้นทางมรสุมมาแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์หลายครั้งหลายคราว และต่อเนื่องมาถึงสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา จนเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ กระทั่งยุค เสื่อผืนหมอนใบ ที่เรียกรวมๆ ว่า จีนโพ้นทะเล ในภายหลัง

การเคลื่อนย้ายตามเส้นทางคมนาคมเลียบชายฝั่งจากตะวันออกเฉียงใต้ของจีนมาสู่บ้านเมืองบริเวณอ่าวสยามยังมีอยู่ในนิทานเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (ที่ปัตตานี) เรื่องตาม่องล่าย (รอบๆ อ่าวไทย) เรื่องพ่อค้าจีน (ในลพบุรี) เป็นต้น ในทางกลับกันยังมีนิทานเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง (รวมอยู่ใหนังสือพงศาวดารเหนือ) จากกรุงอโยธยาเสด็จไปเมืองจีน แล้วได้ราชธิดาพระเจ้ากรุงจีนชื่อสร้อยดอกหมากเป็นชายาด้วย

คำบอกเล่าในรูปนิทานเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนกับรัฐปัตตานียังมียืนยันสอดคล้องกันอีก คือนิทานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวลงสำเภามาตามหาพี่ชายชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยมที่กำลังรับราชการกับเจ้าเมือง (ผู้หญิง) ปัตตานี เรื่องนี้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร (ภาคที่ ๓) ดังนี้

พงศาวดารปัตตานี

๏ เดิมเมืองแขกเมื่อครั้งยังเปนเมืองปัตตานีเมืองเดียว เจ้าเมืองแลภรรยาชื่อมิได้ปรากฏ ได้ความว่ามีแต่บุตรชายคนหนึ่งแต่ยังเล็ก ครั้นอยู่มาเจ้าเมืองปัตตานีตายลง ภรรยาของพระยาปัตตานีก็ว่าการเปนเจ้าเมืองแทนขึ้น เวลานั้นบ้านเมืองหรือที่เรียกกันว่าเมืองปัตตานีนั้น ตั้งอยู่ตำบลบ้านมะนาติดต่อกับบ้านโต๊ะโสมบ้านกะเสะฝ่ายตวันออก แต่บ้านพระยาปัตตานีเดี๋ยวนี้ ห่างกันทางประมาณสี่สิบเส้นเศษ ริมทางที่จะไปเมืองยิริง

ในระหว่างภรรยาเจ้าเมืองปัตตานีว่าการเปนเจ้าเมืองอยู่นั้น สมมุติเรียกกันว่านางพระยาปัตตานีศรีตวัน กรมการพลเมืองในอาณาเขตรเมืองปัตตานีก็อยู่ในบังคับบัญชานางพระยาปัตตานีเรียบร้อยเหมือนอย่างพระยาปัตตานีสามีว่าการอยู่แต่ก่อน

นางพระยาปัตตานีได้จัดแจงหล่อปืนทองเหลืองใหญ่ไว้สามกะบอก ตำบลที่หล่อปืนนั้นริมบ้านกะสะ ก่อด้วยอิฐเปนรูปโบถขึ้นหลังหนึ่งสามห้องเฉลียงรอบ แม่ปะธานกว้างประมาณหกศอก ยาวสิ้นตัวเฉียงสี่วาเศษ เครื่องบนแลพื้นในเวลานี้ชำรุดหมด ยังเหลือแต่ฝาผนัง แลฝาผนังเฉลียงนั้นก่อเปนโค้งทั้งสี่ด้าน พื้นแม่ปะธานสูงประมาณสองศอกเศษ พื้นเฉลียงสูงประมาณสองศอก

ที่สุเหร่าก่อด้วยอิฐนี้ มลายูในแหลมปัตตานีเรียกชื่อว่าสับเฆ็ด ห่างจากสับเฆ็ดนี้ไปฝ่ายทิศตวันออกเฉียงเหนือประมาณสองเส้นเศษ เปนรอยเตาที่หล่อปืนดินที่สุกเปนรอยเค้าเตาอยู่ต้นไม้แลหญ้าไม่ได้ขึ้น กว้างประมาณแปดศอกเศษสี่เหลี่ยม พลเมืองในปัตตานีได้ทราบกันทั่วไปมาจนเดี๋ยวนี้ว่าเปนที่หล่อปืน

แลนายช่างผู้ที่หล่อปืนสามกะบอกนั้น สืบได้ความว่าเดิมเปนจีนมาจากเมืองจีน เปนชาติหกเคี้ยมแส้หลิมชื่อเคี่ยม เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกะเสะ จีนเคี่ยมคนนี้มาได้ภรรยามลายู จีนเคี่ยมก็เลยเข้าสาสนามลายูเสียด้วย พวกมลายูสมมุติเรียกกันว่าหลิมโต๊ะเคี่ยมตลอดต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แลในตำบลบ้านกะเสะซึ่งหลิมโต๊ะเคี่ยมอยู่มาก่อนนั้น พลเมืองที่อยู่ต่อมาจนเดี๋ยวนี้ยังนับถือหลิมโต๊ะเคี่ยมว่าเปนต้นตระกูลของพวกหมู่บ้านนั้น แลยังกล่าวกันอยู่เนืองๆ ว่าเดิมเปนจีน

หลิมโต๊ะเคี่ยมนายช่างหล่อปืนนี้มาอยู่ในเมืองปัตตานีหลายปี น้องสาวหลิมโต๊ะเคี่ยมชื่อเก๊าเนี่ยว ตามมาจากเมืองจีน มาปะหลิมโต๊ะเคี่ยมที่เมืองปัตตานี อยู่เฝ้าอ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมให้ละเสียจากเพศมลายูกลับไปเมืองจีน หลิมโต๊ะเคี่ยมก็ไม่ยอมไป เก๊าเนี่ยวเปนน้องสาวแต่เฝ้าอ้อนวอนหลิมโต๊ะเคี่ยมมานั้นประมาณหลายปี หลิมโต๊ะเคี่ยมก็ไม่ยอมไปแขงอยู่ เก๊าเนี่ยวซึ่งเปนน้องสาว มีความเสียใจหลิมโต๊ะเคี่ยมผู้พี่ชายผูกคอตาย

ครั้นเก๊าเนี่ยวน้องสาวผูกคอตายแล้ว หลิมโต๊ะเคี่ยมผู้พี่ก็จัดแจงศพเก๊าเนี่ยวน้องสาวฝังไว้ในตำบลบ้านกะเสะ ทำเปนฮ่องสุยปรากฏอยู่ตลอดมาจนเดี๋ยวนี้ พวกจีนก็เลยนับถือว่าเปนผู้หญิงบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เปนคนรักชาติตระกูลอย่างหนึ่ง ได้มีการเซ่นไหว้เสมอทุกปีมิได้ขาดที่ศพเก๊าเนี่ยวนี้

๏ แลเวลาที่หลิมโต๊ะเคี่ยมจะหล่อปืนทองเหลืองใหญ่สามกะบอกนั้น ได้เทปืนสองกะบอกเสร็จแล้ว ปืนกะบอกที่สามเทไม่ลง หลิมโต๊ะเคี่ยมนายช่างก็ได้ตั้งการเซ่นไหว้บวงสรวงแลบนบานขึ้นหลายอย่าง ปืนกะบอกที่สามนั้นก็ยังเทไม่ลง

ในตอนที่สุดหลิมโต๊ะเคี่ยมมีความแค้นใจ กล่าวคำปฏิญาณว่าขอให้เทปืนครั้งนี้ลงดีแล้ว หลิมโต๊ะเคี่ยมยอมเอาชีวิตหลิมโต๊ะเคี่ยมเส้นถวาย ครั้นกล่าวคำปฏิญาณเช่นนี้แล้ว พเอิญเทปืนลงได้เต็มบริบูรณ์พอดี

ฝ่ายหลิมโต๊ะเคี่ยมนายช่างก็จัดแจงแต่งปืนสามกะบอกเกลี้ยงเกลาเสร็จแล้ว เวลาจะลองยิงปืนสามกะบอกนั้น จัดแจงแต่งเครื่องบวงสรวงเส้นไหว้แล้วประจุปืนเข้าทั้งสามกะบอก ก็จุดปืนกะบอกที่หนึ่งที่สองเปนลำดับไป ครั้นถึงจะจุดกะบอกปืนที่สาม หลิมโต๊ะเคี่ยมนายช่างก็เข้าไปยืนตรงปากกะบอกปืน แล้วกล่าวคำว่าที่หลิมโต๊ะเคี่ยมได้ปฏิญาณไว้ ถ้าปืนกะบอกนี้เทลงดีแล้วจะเอาชีวิตเปนเครื่องเส้นไหว้ปืน ครั้งนี้หลิมโตีะเคี่ยมได้ปลงใจยอมดังที่ปฏิญาณไว้แต่ก่อนแล้วก็บอกให้คนจุดปืน พอปืนลั่นออกแรงดินหอบพาหลิมโต๊ะเคี่ยมสูญหายไปในเวลานั้น

แลปืนที่นางพระยาปัตตานีให้หลิมโต๊ะเคี่ยมเปนนายช่างหล่อขึ้นสามกะบอกนั้น กะบอกที่หนึ่งให้ชื่อว่านาง (บานัง?) ปัตตานี กะบอกที่สองชื่อศรีนัครี กะบอกที่สามชื่อมหาหล่าหลอ

อยู่ต่อมานางพระยาปัตตานีตาย สุลต่านในวงษ์ญาติเปนเจ้าเมืองปัตตานีขึ้น

นิทานเรื่องเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ยกมา คงบอกเล่าสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่จดเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชกาลที่ ๕ แล้วรวมพิมพ์เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ ปัญหาเกิดขึ้นตามประเพณีในนิทานที่สืบทอดด้วยการเล่าปากเปล่า คือผู้เล่าต่อๆ กันมาต่างแต่งเติมเสริมต่อข้อความเนื้อหาให้โลดโผนพลิกแพลงขึ้นตามแต่ ปากกับใจผู้เล่า ขณะนั้น เป็นเหตุให้มีเนื้อหาพิสดาร เช่น ให้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสาปก่อนตายว่าพี่ชายสร้างมัสยิดกรือเซะไม่สำเร็จ ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายๆ อย่าง

นี่เองเป็นต้นเรื่องว่า กรือเซะถูกสาป ซึ่งควรพินิจพิจารณาให้ลึกลงไปว่าผู้เล่าที่แต่งเติมเรื่องเดิมให้ กรือเซะของแขก ถูกสาปจากหญิงจีน มีเจตนาอะไร ? แล้วเติมเข้าไปครั้งไหน ? ซึ่งควรหลังจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ปฏิรูปการปกครองผนวกเอารัฐปัตตานีแต่เดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ราชอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์

“ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” กรณี “กรือเซะถูกสาป” ต้องช่วยกันรู้เท่าทันด้วยว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่มีผู้สร้างขึ้นด้วยเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่บริสุทธิ์ จึงไม่ควรยกมาเป็นเรื่องสำคัญว่า “ถูกสาป” ในเหตุการณ์รุนแรงสังหารหมู่ในสุเหร่ากรือเซะ เมื่อ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย