โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
คติเก่าแก่ของบ้านเมืองในภูมิภาคนี้มีว่า ห้ามเผาศพสามัญชนหรือคนอื่นๆ ในเขตกำแพงเมือง ยกเว้นพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายชั้นสูง ที่ต้องทำพระเมรุมาศขึ้นมาเฉพาะที่ท้องพระเมรุ (ปัจจุบันคือ สนามหลวง) เท่านั้น
แต่คนเราต้องตาย แม้อยู่ในเขตกำแพงเมืองก็ต้องตาย จึงมีคติทำประตูพิเศษไว้ที่กำแพงทางทิศตะวันออกของเมืองสำหรับเอาศพคนตายออกไปเผาและทำพิธีกรรมอื่นๆ นอกเมือง แล้วเรียกชื่อเฉพาะกันสืบมาว่า ประตูผี หลักฐานเก่าสุดที่พบขณะนี้มีอยู่ที่นครธมในเขมร แล้วส่งอิทธิพลถึงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เชียงใหม่ ฯลฯ
เหตุที่ต้องทำประตูเป็นพิเศษต่างหาก ก็เพราะประตูเมืองทั่วไปเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จต้องมีพิธีกรรมลงคาถาอาคมเลขยันต์ป้องกันภยันตรายภูตผีปีศาจทั้งมวลมิให้เข้า-ออกจากเมือง ศพในเมืองจึงจะเอาออกทางประตูปกติไม่ได้ ถือเป็นเสนียดจัญไร ต้องออกทางประตูผีที่ไม่มีพิธีลงคาถาอาคมเลขยันต์ไว้ แต่ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งในเมืองคอยสกัดป้องกันมิให้ผีที่ออกไปกลับเข้ามารังควานในเมืองได้
กรุงเทพฯ มีประตูผีตามคติเก่าแก่ เป็นช่องทางเฉพาะหามศพในเมืองออกไปเผานอกเมืองทางทิศตะวันออก เช่น ที่วัดสระเกศ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็วางผังไว้ให้ประตูผีอยู่กำแพงเมืองด้านตะวันออกตรงกับพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งต้องหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เท่ากับพระแก้วมรกตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาความเป็น “เมือง” ของกรุงเทพฯ ให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งมวล และไม่ให้ผีร้ายลอบเข้ามาทางประตูผี
ความสัมพันธ์ระหว่างพระแก้วมรกตกับประตูผี มีผู้อธิบายไว้คือ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของกรมศิลปากร มีความว่า ประตูผีจะต้องมีองค์ประกอบร่วมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในตัวเมือง โดยมีทิศทางหันหน้าตรงไปยังช่องประตู ซึ่งให้ความหมายเกี่ยวกับความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองภายใต้การปกป้องคุ้มครองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น
“จากแนวคิดดังได้อธิบายมานี้จะเห็นว่ามีความเหมือนกันกับเมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเมื่อเริ่มแรกนั้นประกอบด้วยกำแพงและคูเมืองสองชั้น คูเมืองชั้นในเริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงที่ปัจจุบันเป็นสะพานพระปิ่นเกล้า อ้อมสนามหลวง พระบรมมหาราชวัง วัดพระเชตุพนฯ ฯลฯ ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งที่ปากคลองตลาด คูเมืองชั้นนอกคือคลองบางลำพู ปลายคลองข้างหนึ่งไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาแถวบริเวณหัวถนนจักรวรรดิ มีวัดสระเกศอยู่ริมคูเมืองชั้นนอกฝั่งนอกเมือง เป็นสุสานในการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับศพสำหรับพระนคร โดยมีประตูผีและสะพานข้ามคูเมืองชั้นนอกไปยังวัด
ภายในเมืองตรงกับประตูผีคือพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประดิษฐานพระแก้วมรกตหันหน้าตรงไปยังประตูผี มาแต่เริ่มต้น มิให้ความชั่วร้ายอัปมงคลเข้ามาสู้พระนครโดยทางประตูผี
อนึ่ง ในหน้าคำนำของกรมศิลปากรในหนังสือตำนานพระแก้วมรกตฉบับสมบูรณ์ ของสำนักพิมพ์บรรณาคาร (๒๔๐๕) กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการสถาปนาพระแก้วมรกตในพระอุโบสถโดยไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น แต่เดิมมีพระราชพิธีใหญ่ๆ เช่น พระราชพิธีตรุษ ก็จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธี โดยเฉพาะเมื่อมีคนล่มตายอย่างมาก เมื่อคราวอหิวาตกโรคระบาดในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้น ได้จัดให้มีพระราชพิธีอาพาธพินาศโดยอัญเชิญพระแก้วมรกตออกแห่ด้วย เรื่องเหล่านี้ได้แสดงหน้าที่ของพระแก้วมรกตอย่างชัดเจน เกี่ยวกับการอยู่ดีมีสุขของบ้านเมืองเมื่อเริ่มแรกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
แต่ภายหลังต่อมาน่าจะเป็นสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับเฝ้าระวังประตูผี ได้เปลี่ยนไปจากพระแก้วมรกต จึงปรากฏปูชนียสถานอื่นมาตั้งขวางพระแก้วมรกตกับประตูผี รวมทั้งการวางแนวถนนสายใหม่ๆ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายเส้น บางเส้นมีการตัดขวาง และบางเส้นก็มีขนาดใหญ่ (ถนนราชดำเนิน) ซึ่งมีแนวเบี่ยงเบนไปจากเส้นแนวระหว่างพระแก้วมรกตไปยังประตูผี คนรุ่นหลังจึงไม่อาจสังเกตเห็นความหมายของแนวเส้นแกนหลักดั้งเดิมเส้นนี้ของกรุงรัตนโกสินทร์ได้”
