จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

เคยถูก ‘อำ’ ไหม รสชาติอย่าบอกใคร บางคนสติแตกโวยวายลั่น บางคนร้องไห้ บางคนแค่นหัวเราะ บ้างก็หงุดหงิด บ้างก็ขำๆ หรือเกิดความรู้สึกหลากหลายระคนกัน

‘อำ’ ในที่นี้เป็นได้ทั้งพูดดักคอ พูดหลอกเพื่อให้ตกใจหรือขบขัน (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) พูดหรือทำทั้งเท็จหรือจริงให้คนอื่นเสียหน้า อับอาย หรือตกใจ (พจนานุกรมฉบับมติชน)

อีกความหมายหนึ่งคือ ปิดบัง ปกปิด หนังสือ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 มีคำอธิบายว่า

“อำ, คือ งำ ปิดไว้เสีย เช่น คนมีความลับไม่ปราถนาจะให้ผู้ใดรู้สงบความเสียนั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘พระอายการอาญาหลวง’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 มีข้อความตอนหนึ่งว่า ใครก็ตามที่รู้เรื่องกบฏและคนร้าย หากสมรู้ร่วมคิดและปิดบังย่อมได้รับโทษหนัก

“ถ้าแลผู้ใดไปลอบลักเจรจากระซิบกระซาบคบหากันไปกินอยู่หลับนอนในกลางวันกลางคืนก็ดี แลตนได้รู้ได้เหนแลได้ยินได้ฟังให้เอาคดีนั้นมาบอก แก่ขุนมุนนายอนาพยาบานตน ให้เรียกมาพิจารณาคดี ภอจะพิดทูลแก่พระเจ้าอยู่หัวก็ดี ก็ให้เร่งว่ากล่าวพิดทูลจงพลัน ถ้าแลสมเลด้วยเจ้าแลขุนมุนนายแลอำไว้ ท่านรู้ด้วยประการใดให้ลงโทษจงสาหัศ ภอจะฆ่าตีฉันใดให้ลงโทษฉันนั้น”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

คํานี้มีใช้ใน “ลิลิตพระลอ” วรรณคดีสมัยอยุธยาเช่นกัน ตอนหนึ่งนางรื่นนางโรย (พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง) ได้กล่าวแก่นายแก้วนายขวัญ (พี่เลี้ยงของพระลอ) ว่า

“มาจะหัวให้หายหิวเข้า เชิญบอกอันจริงเจ้า

แก่น้องอย่าอำ หนึ่งรา ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ความหมายคือ เรามาหัวเราะกันให้หายหิวข้าวเถิดนะ เชิญบอกความจริงแก่น้อง อย่ามาปิดบังกันเลย

ความหมายเดียวกันนี้ยังปรากฏสมัยต้นรัตนโกสินทร์ในวรรณคดีเรื่อง “ลิลิตเพชรมงกุฎ” ตอนที่พระเพชรมงกุฎตรัสถามยายเฒ่าคนธาคนเฝ้าสวนให้ตอบมาอย่าปิดบัง

“พระฟังยายแล้วถาม ความใดบอกอย่าอำ เถ้าตอบคำเกี่ยงโกรธ”

นอกจากนี้ ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตั้งแต่นางพิมพิลาไลยเห็นเณรแก้วก็เริ่มหวั่นไหว พอเห็นนางสายทองใส่บาตรเสร็จแล้วยังเดินนวยนาด ก็ยิ่งขัดใจ พยักหน้าเรียกพี่เลี้ยงเข้ามาซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมถึงใส่บาตรช้านัก มัวคุยอะไรกับเณรแก้ว สายทองปฏิเสธว่าไม่ได้คุยกัน เตือนนางพิมให้รีบไปกินข้าว กินเสร็จจะได้ไปปั่นฝ้าย บ่ายๆ จะได้ไปอาบน้ำด้วยกัน นางพิมไม่พอใจ ต่อว่าต่อขานพี่เลี้ยงทันที

“ถึงข้าวจะให้กินไม่ยินดี ไม่บอกจะเซ้าซี้ให้ยังค่ำ

เห็นยืนยิ้มพรายพูดกันหลายคำ แต่เพียงนี้พี่ยังอำไม่บอกกัน”

นางพิมตัดพ้อพี่เลี้ยงว่าเห็นพูดกับเณรแก้วตั้งมากมาย เรื่องแค่นี้พี่ยังมาปิดบังกันได้

คําว่า ‘อำ’ ยังมีอีกความหมายหนึ่ง คือ ‘ผีอำ’ เป็นอาการตอนนอนเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกเหมือนมีใครมาครอบงำ ปลุกปล้ำ ยื้อยุดฉุดคร่า หรือมานั่งคร่อมนั่งทับจนอึดอัดหายใจไม่ออก นอนต่อไปไม่ได้ คนถูกผีอำถึงจะเหนื่อยหอบตื่นตระหนกแค่ไหนก็มิอาจวิ่งหนีไปได้จนตกใจตื่นเอง หรือมีผู้ปลุกให้ตื่นขึ้น อาการผีอำนี้ในวรรณคดีมีกล่าวถึงเช่นกัน

ในบทละครเรื่อง “ระเด่นลันได” หลังจากท้าวประดู่ (แขกเลี้ยงวัว) จับได้ว่านางประแดะเอาข้าวกล้องและปลาสลิดแห้งให้ลันได (แขกขอทาน) ชู้รัก ก็โกรธจัด ทุบตีและขับไล่เมียออกจากบ้านไป ตกดึกลันไดเข้าหานางประแดะตามที่นัดแนะกันและคิดว่าท้าวประดู่ที่นอนอยู่คือนางประแดะ ท้าวประดู่คิดว่าเมียกลับบ้านมาง้อ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายคือนางประแดะ เลยเกิดรักพลิกล็อก

“๏ เมื่อนั้น ลันไดล้วงสลักชักกลอนได้

เปิดประตูเยื้องย่องเข้าห้องใน เข้านั่งใกล้ในจิตคิดว่านาง

สมพาสยักษ์ลักหลับขึ้นทับบน ท้าวประดู่เต็มทนอยู่ข้างล่าง

พระสรวมสอดกอดไว้มิได้วาง ช้อนคางพลางจูบแล้วลูบคลำ

๏ เมื่อนั้น ท้าวประดู่ผุดลุกขึ้นปลุกปล้ำ

ตกใจเต็มทีว่าผีอำ ต่างคนต่างคลำกันวุ่นไป”

ท้าวประดู่นอกจากถูกกอดจูบลูบคลำเป็นพัลวัน ยังถูกลันไดนอนทับอยู่บนตัว ทำให้ตื่นตกใจว่าตนเองกำลังถูกผีอำ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนถูกผีอำแล้วส่งเสียงออกมาก็มี ดังจะเห็นได้จากบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายว่านักโทษของระตูมะงาดาร่ายอาคมให้ชาวกาหลังหลับใหล โดยเปรียบว่าคนที่กำลังฝันเคลิบเคลิ้มอยู่นั้น พูดจาอู้อี้ราวกับถูกผีอำ

“เหล่าเล่นเต้นรำร้องรับ ต้องอาคมล้มหลับอยู่กับที่

บ้างฝันเห็นเคล้นเคลิ้มสมประดี พูดจาอู้อี้ดังผีอำ”

ตัวละครที่ใช้สถานการณ์ผีอำเอาตัวรอดคือขุนช้าง ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ขุนช้างเป็นตัวการเพ็ดทูลสมเด็จพระพันวษาให้ทรงทราบว่าพลายแก้ว เมืองสุพรรณบุรีเก่งกาจเหมาะอาสาไปทำศึก

สมเด็จพระพันวษาจึงมีพระบัญชาให้ขุนช้างนำตำรวจไปตามพลายแก้วมาเข้าเฝ้า

คืนนั้นพลายแก้วเลี้ยงดูตำรวจกับขุนช้างและจัดให้สองคนนอนพักที่เรือนหอของตน พลายแก้วและนางพิม (เจ้าบ่าวเจ้าสาวหมาดๆ ผู้ผ่านการเข้าหอมาไม่นานเท่าไร) ต่างเศร้าสร้อยทุกข์ใจที่พลายแก้วต้องจากไปทำศึกเมืองไกล

ทุกลีลาความรักของสองผัวเมียในห้องข้างๆ ขุนช้างที่คอยเงี่ยหูฟังได้ยินเต็มสองหู ทำเอาปั่นป่วนจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

“เจ้าพลายแก้วลั่นดาลเข้าเรือนนอน

ระทวยทอดกอดน้องประคองสวาท ใจจะขาดกระเด็นเป็นท่อนท่อน

กระซิบสั่งสนทนาด้วยอาวรณ์ ขุนช้างชูคอร่อนรำคาญใจ

ขยดนอนเข้าให้ชิดติดฝาประจัน ได้ยินเสียงกระดานลั่นเข้าไม่ได้

มือกุมหน้าแข้งขึ้นแกว่งไกว เหงื่อไหลโซมหน้านัยน์ตาชัน

๏ เจ้าพลายแก้วกอดนางไม่วางรัด เกี่ยวกระหวัดจูบประทับแล้วรับขวัญ

จะจากน้องหมองตรมอารมณ์ครัน หลายวันเว้นไปมิได้ชม

เจ้าพิมน้ำตาตกกับอกผัว เมียกลัวรบลาวจะแหลกล่ม

เจ้าพลายแก้วปลอบว่าอย่าปรารมภ์ ประคองนมถนอมจูบไม่จืดเลย”

ขุนช้างพยายามข่มใจและกายที่พลุ่งพล่านเมื่อได้ยินเสียงกระดานห้องข้างๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด ทุกเสียงหอมดังฟอดๆ ของพลายแก้วฟังแล้วยิ่งทำให้ใจกระเจิดกระเจิง ขุนช้างสะกดกลั้นอารมณ์ฟุ้งซ่านด้วยการพลิกตัวนอนคว่ำ ร้องโวยวายว่า “ถูกผีอำ ผีเรือนนี้ร้ายนักมาอำข้าได้” กวีบรรยายภาพขุนช้างยามนี้ว่า

“ขุนช้างได้ยินฟอดทอดตัวคว่ำ ผีอำลูกแล้วพ่อคุณเอ๋ย

ผีเรือนแรงร้ายกระไรเลย ข้ามาใหม่ไม่เคยมาอำกัน ฯ”

คำว่า ‘อำ’ ในข้อความว่า ‘ข้ามาใหม่ไม่เคยมาอำกัน’ ‘อำ’ ในที่นี้มีความหมายว่า กดทับ ครอบงำ ทำให้อึดอัดตกใจขยับตัวไม่ได้ ทำให้อยู่ในอำนาจนั่นเอง

ตระกูล ‘อำ’ ยังออกลูกออกหลานมากมาย บางคำยังใช้อยู่ในปัจจุบัน บางคำเลิกใช้แล้ว

มีอะไรบ้าง ฉบับหน้ามาคุยต่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ตระกูล ‘อำ’ (1)
เขตปกครองพิเศษ พัทยา
The Ribbon Hero สังเวยบางกลุ่มเพื่อให้สังคมอยู่รอด
KOKUHO | ‘ศิลปะประจำชาติ’
‘มูรินโญ่’ ที่เบร์นาเบว หนังม้วนเดิมที่ (คงจะ) จบไม่สวย
จอห์น สจวร์ต เบลล์ ผู้เปลี่ยนปรัชญาควอนตัม ให้เป็นคณิตศาสตร์ที่ทดสอบได้
พิธีบูชายัญมนุษย์ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแม่ข้าว
เรื่องเล่าจากเซินเจิ้น : จากเจ้าแห่งของก๊อป สู่เมืองยอดนวัตกรรมชีวภาพ (3)
ปริ๊นเตอร์จากปากยุง
คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ เปิดทางคืนถิ่น : เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อย ของอาเซอร์ไบจาน
เลี้ยงลูก (2)
นักกีฬาทำอย่างไร เมื่อเกิดปวดปัสสาวะ อุจจาระ ขณะแข่งขัน