พิธีบูชายัญมนุษย์ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแม่ข้าว
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ศาสนาผีพื้นเมืองของอุษาคเนย์นั้น เชื่อว่า “ต้นข้าว” มี “ขวัญ” และมี “ชีวิต” เหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป ที่มีทั้งการเกิด การแก่ และการตาย
และถ้าจะว่ากันด้วยสำนวนของนักหนังสือพิมพ์ ควบตำแหน่งนักประวัติศาสตร์-โบราณคดีนอกเครื่องแบบอย่าง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือ “ศาสนาผี” (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2568 โดยสำนักพิมพ์มติชน) แล้ว ข้าวก็เหมือนกับมนุษย์ ที่เลือดของแม่จะให้กำเนิดลูก แล้วหล่อเลี้ยงด้วยเลือด จนลูกจำเริญเป็นทารกอยู่ในท้องของแม่จนกระทั่งคลอดเป็นตัวตน ดังนั้น ต้นข้าวจะงอกงามแล้วเจริญเติบโตมีเมล็ดข้าวสมบูรณ์ก็ต้องได้รับการหล่อเลี้ยงเยี่ยงเดียวกับคน
ดังนั้น จึงต้องมีพิธีบูชายัญมนุษย์ “คือ ฆ่าคน” เพื่อนำเลือดมาคลุกเคล้าดินผืนที่จะทำนา เมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงไป ต้นข้าวก็จะงอกงามแล้วเจริญเติบโตมีเมล็ดสมบูรณ์เต็มรวงข้าว
แม้ว่าข้อความข้างต้นผมจะคัดมาจากหนังสือของคุณสุจิตต์ แต่ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เป็นของปราชญ์ ผู้มีผลงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมเป็นจำนวนมากอย่าง พระยาอนุมานราชธน เจ้าของนามปากกา เสฐียรโกเศศ (พ.ศ.2431-2512) ที่เขียนเอาไว้ในบทความที่ชื่อ “แม่โพสพ” ตีพิมพ์ในวารสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่มที่ 1 ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ.2492 มาอีกทอดหนึ่ง เพียงแต่ถูกนำมาเรียบเรียงเสียใหม่โดยสำนวนของคุณสุจิตต์ก็เท่านั้น
ในบทความเรื่องเดิมของเจ้าคุณอนุมานฯ ยังได้ระบุถึง “แม่ข้าว” คือข้าวที่ขวัญสิงสู่อยู่ใน “ข้าวตก” ซึ่งชาวนาเก็บรักษาไว้แล้วเรียกอย่างยกย่องว่า แม่ข้าว ตามประเพณีความเชื่อโบราณหลายพันปี โดยอาจจะสรุปเป็นข้อๆ ตามสำนวนคุณสุจิตต์ได้ดังนี้
1) ข้าวทุกต้นมีขวัญเหมือนคน เรียกขวัญข้าว
2) ในฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อชาวนาใช้เคียวเกี่ยวข้าวต้นแรก เท่ากับได้ฆ่าข้าวต้นแรกตายลงไป ทำให้ขวัญของข้าวต้นแรก ซึ่งไม่ได้ตกตายตามต้นข้าวไปด้วย ต้องหนีไปสิงรวมอยู่ในต้นข้าวต้นถัดไป ที่ยังไม่ถูกฆ่าด้วยเคียวเกี่ยวข้าว และเหตุการณ์จะดำเนินซ้ำอย่างนี้ต่อไปจนถึงข้าวต้นสุดท้าย
3) ต้นข้าวต้นสุดท้ายที่ถูกเคียวเกี่ยวไป ทำให้ขวัญข้าวทั้งหมดที่สิงรวมอยู่ในข้าวต้นสุดท้าย ต้องไปสิงอยู่ในต้นข้าว ที่ชาวนาทำตกไว้ในท้องนา เรียกว่า “ข้าวตก” หรือ “รวงข้าวตก” ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็น “ร่างเสมือน” (substituted body) ของแม่ข้าว ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่จะมีคำพังเพยว่า “ข้าวหนีเคียว” ด้วยการเปรียบเปรยกับความเชื่อเรื่องขวัญข้าวที่หนีเคียวของชาวนา
(“ร่างเสมือน” คือ สิ่งที่ถูกขึ้นเพื่อให้เป็นตัวแทนของผู้ตายอย่างถาวร ถือเป็นการพยายามรักษาตัวตน (person) ของผู้ตาย เพื่อใช้แทนที่ศพที่มีแต่จะเน่าสลายเสื่อมโทรมลง ซึ่งในทางความเชื่อนั้น ก็เปรียบเหมือนการสร้างร่างกาย และสถานที่ที่ผู้ตายจะจดจำได้จนชั่วกัลปาวสาน ว่าเป็นร่างกายใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อตัวแทนของผู้ตายเอง โดยร่างเสมือนนี้อาจถูกสร้างด้วยไม้ หิน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็ได้)
ความเชื่อเรื่อง “ขวัญข้าว” ในทำนองนี้เอง ที่ส่งเสริมให้มีแนวคิดเรื่องการบูชายัญมนุษย์ เพื่อรวงข้าวอันอุดมสมบูรณ์ ในอุษาคเนย์ อย่างที่ผมได้เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่แรก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีตัวอย่างที่สำคัญมาจากพวกว้ากลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกว่า “ว้าฮ้าย” (คือ ว้าร้าย) หรือ “ว้าเลิน” โดยในเอกสารหลายชิ้นมักจะเรียกว้ากลุ่มนี้ว่า “ว้าป่าเถื่อน” ซึ่งหลายครั้งก็ถูกมองว่าเป็นครึ่งคน ครึ่งภูตผีปีศาจไปเลยทีเดียว
เหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกว้ากลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “ร้าย” นั้น เป็นเพราะพวกเขามีประเพณีการ “ล่าศีรษะมนุษย์” เพื่อนำไปบูชา “ผีไร่” เป็นประจำทุกปี โดยในปีหนึ่งๆ พวกว้าจะล่าศีรษะมนุษย์กันเพียงแค่ 3 เวลาเท่านั้น ได้แก่
1) เวลากำลังจะเริ่มปลูกข้าวไร่
2) เวลาเก็บเกี่ยวข้าวไร่ เรียกกันว่า “ไปหาหัวฮ้า” ฮ้า คือ ร้า หรือของบูดเน่าของหมักดองอย่างปลาร้านั่นเอง
และ 3) ก่อนปีใหม่สัก 7-8 วัน ตกราวเดือนเมษายน ทั้งนี้ เพื่อให้ฝนตกลงมา จะได้ปลูกข้าวไร่
จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลาในการล่าศีรษะมนุษย์ของพวกว้าฮ้ายนี้ เกี่ยวข้องอยู่กับการเพาะปลูก และแนวคิดเรื่องความอุดมสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด
ที่สำคัญก็คือ ในบางหมู่บ้าน ก็เอาไม้ไผ่ทะลุปล้องศีรษะมนุษย์เอาไว้ทางด้านบน แล้วเอาไปปักไว้ที่ลานหน้าบ้าน โดยมีลำรางไม้รองรับน้ำเหลืองให้ไหลลงสู่พันธุ์ข้าวไร่ที่อยู่ในกระบุงทางด้านล่าง ซึ่งก็ต้องตรงกันกับรายละเอียดในนิทานสำคัญที่เล่าถึงต้นกำเนิดของพวกว้าเองอย่างมีนัยยะสำคัญอีกด้วย

ภาพประกอบ : โพสพ
เรื่องมีอยู่ว่า แต่ก่อนนั้นมีเขาสูงลูกหนึ่ง ตั้งอยู่เหนือเมืองข่า บนเขาสูงลูกนั้นมีหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่งชื่อ ‘หนองเขียว’ เป็นถิ่นกำเนิดของกบยักษ์ 2 ตัว ที่เป็นสามีภรรยากัน โดยสามีชื่อ ยาถำ ส่วนภรรยาชื่อ ยาไถ่ (บางสำนวนว่าชื่อ ยาต่อม กับยาต่าย)
ยาถำกับยาไถ่จับสัตว์น้อยใหญ่กินเป็นอาหาร แต่มีอยู่วันหนึ่งจับมนุษย์มาได้คนหนึ่ง จึงแบ่งกันกิน แล้วเอาหัวกะโหลกแขวนไว้ดูเล่น
ต่อมาไม่นานยาไถ่ก็ตั้งครรภ์แล้วคลอดออกมาเป็นมนุษย์ผู้ชาย 9 คน กับผู้หญิงอีก 9 คน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ยาถำกับยาไถ่จึงบูชาหัวกะโหลกมนุษย์ โดยเอามาแขวนไว้บนเสากลางลานบ้าน
ต่อมาลูกๆ ทั้ง 18 คนก็แต่งงานกันเอง แล้วแยกย้ายไปสร้างครอบครัวกันที่หุบเขา 9 แห่งจนสืบลูกหลานต่อไป ส่วนยาถำกับยาไถ่ถึงจะมีลูกเป็นมนุษย์ แต่ก็ยังติดใจในรสชาติเนื้อของมนุษย์ จึงไปจับมากินอยู่เนืองๆ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ไปจับเอาหลานตัวเองมากินมันเสียอย่างนั้น
บรรดาลูกๆ ของยาถำและยาไถ่ทราบเรื่องเข้าก็มานั่งประชุมกัน แล้วสรุปว่า พ่อแม่ของพวกตนนั้นแก่เฒ่าจนเลอะเลือน ซ้ำยังเป็นสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว กินแต่เนื้อมนุษย์ ไม่รู้ว่าวันไหนจะมาจับพวกตนไปกินบ้างหรือเปล่า?
ดังนั้น จึงตกลงใจ แล้วพากันไปจับยาถำและยาไถ่มาฆ่ากินบ้าง โดยมักจะอ้างกันว่า ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เกิดเป็นธรรมเนียมฆ่าบิดามารดาเมื่ออายุมากสืบกันต่อมา
ภาพของกะโหลกมนุษย์ที่ยาถำและยาไถ่เอาไปแขวนบนเสากลางลานบ้านของตัวเอง ก็ดูจะชวนให้นึกถึงไม้ไผ่ที่แทงทะลุปล้องศีรษะมนุษย์ ที่ปักอยู่ตรงลานหน้าบ้านของพวกว้าฮ้าย เพราะเสาที่ว่านี่ก็คือ “เสาหลักบ้าน” ที่จะพัฒนาต่อไปเป็น “เสาหลักเมือง” ซึ่งก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์อยู่ให้เพียบเช่นกันนั่นเอง
จะสังเกตได้ว่า ในกรณีของนิทานเรื่องยาถำกับยาไถ่ “กะโหลกมนุษย์” เป็นสัญลักษณ์ของ “พลังชีวิต” คือ “ขวัญ” ที่นำมาซึ่ง “ความอุดมสมบูรณ์” ดังนั้น กะโหลกของมนุษย์คนที่ถูกกบยักษ์ทั้งสองจับมากินนั้น จึงดลบันดาลให้เกิดลูกชาย ลูกสาวเป็นจำนวนมาก โดยในทัศนะของคนโบราณนั้น พืชพันธุ์ธัญญาหารที่พวกเขาเพาะปลูกก็ไม่ต่างอะไรไปจากลูกหลานของผืนไร่นา
การนำศีรษะมนุษย์ไปเซ่นบูชา “ผีไร่” ซึ่งก็คือผู้ปกปักผืนไร่นั้น จึงเป็นแนวคิดในทำนองเดียวกันกับเรื่องของยาถำกับยาไถ่นี่เอง
เรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตมนุษย์เป็นเครื่องเซ่นสังเวย เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารนั้น มีปรากฏเป็นร่องรอยอยู่หลายแห่งทั่วโลก โดยหลายครั้งผู้ที่กลายเป็น “เชื้อแห่งความอุดมสมบูรณ์” นั้นก็เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในวัฒนธรรมแห่งนั้น เช่น กรณีของเทพเจ้าโอซิริส (Osiris) ในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ
โดยทั่วไปแล้ว “โอซิริส” ถูกนับถือว่าเป็นเทพบดีแห่งความตาย ปกรณัมของชาวอียิปต์ระบุว่า พระองค์ถูกน้องชายของตนเองที่มีชื่อว่า “เซธ'” (Seth) สังหาร แล้วไปเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองอยู่ในโลกของคนตายทั้งปวง แต่เทพเซธไม่เพียงแค่ปลิดชีพของพระองค์อย่างธรรมดาสามัญ เพราะเขายังได้หั่นพระศพของเทพโอซิริสออกเป็นท่อนๆ แล้วนำไปโปรยปราย หรือฝังเอาไว้ทั่วดินแดนไอยคุปต์อีกด้วยต่างหาก
ในผลงานชิ้นเอกระดับขึ้นหิ้งของนักมานุษยวิทยา ชาวสกอตแลนด์อย่าง เซอร์เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ (Sir James Goerge Frazer, พ.ศ.2397-2484) ที่มีชื่อว่า “The Golden Bough : A Study in Magic and Religion” (กิ่งไม้ทองคำ : การศึกษาเกี่ยวกับเวทมนตร์และศาสนา, ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2433) ได้อธิบายถึงลักษณะเชิงอุปลักษณ์ของเทพปกรณ์อียิปต์ตอนนี้เอาไว้ว่า
“ตำนานที่ว่าโอซิริสทรงเป็นเทพเจ้าผู้ที่สอนให้มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากธัญพืชนั้น ก็ดูสมเหตุสมผลที่สุดหากจะกล่าวถึงเทพเจ้าแห่งธัญพืชโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวที่ว่าพระวรกายอันถูกสับเป็นชิ้นส่วนของพระองค์ถูกนำไปโปรยปรายทั่วดินแดนและฝังไว้ในสถานที่ต่างๆ อาจเป็นการถ่ายทอดเชิงตำนานถึงขั้นตอนการหว่านเมล็ด หรือการฝัดข้าว เพื่อแยกเมล็ดออกจากแกลบ ซึ่งข้อสันนิษฐานหลังนี้ได้รับการสนับสนุนจากเรื่องเล่าที่ว่าไอซิส (Isis, ชายาของเทพโอซิริส ตามเทพปกรณ์ของอียิปต์) ได้วางชิ้นส่วนพระวรกายของโอซิริสลงบนตะแกรงร่อนข้าว หรือมีความเป็นไปได้มากว่าก็คือ ตำนานนี้อาจเป็นการสะท้อนถึงธรรมเนียมการสังหารมนุษย์เพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งธัญพืช แล้วนำเนื้อหรือเถ้าถ่านไปโปรยหว่านลงในไร่นาเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดิน”
เฟรเซอร์ยังระบุต่อไปด้วยว่า มีหลักฐานจากบันทึกของแมนิโธ (Manetho) นักบวชชาวอียิปต์โบราณ ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงราว พ.ศ.250 ระบุว่า ชาวอียิปต์โบราณได้เผาชายที่มีผมสีแดง แล้วนำเถ้าถ่านไปโปรยหว่านด้วยกระด้งฝัดข้าว
เรื่องนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแมนิโธได้ระบุไว้ด้วยว่า พิธีบูชายัญนี้ถูกกระทำขึ้นโดยกษัตริย์ ณ สถานที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหลุมฝังพระศพของโอซิริสเอง บันทึกของแมนิโธจึงทำให้ข้อเสนอของเฟรเซอร์หนักแน่นขึ้นอีกจนบานตะเกียงเลยทีเดียว
อันที่จริงแล้ว ในยุคสมัยที่เฟรเซอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ในยุโรปก็ยังมีธรรมเนียมสร้างหุ่นจำลองรูป “ความตาย” (Death) เพื่อฉีกออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปฝังดินเพื่อให้พืชผลเจริญงอกงามดี ซึ่งก็มีความหมายเกี่ยวข้องกับการบูชายัญเช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้ชีวิตของมนุษย์จริง มาเป็นหุ่นจำลองแทน
ในหลายครั้ง และหลากวัฒนธรรม จึงมีพิธีกรรมเพื่อวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพื่อสร้างพลังชีวิตใหม่ให้ก่อกำเนิดขึ้นมา ไม่ได้มีจำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเท่านั้นนั่นเอง
