ต่างประเทศ
ผ่านมาแล้ว 13 ปีที่จีนได้เสนอข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งตามคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในที่ประชุมข้อริเริ่มหนึ่งแถบและหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 3 ที่กรุงปักกิ่ง
ข้อริเริ่มดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันใน 5 มิติ ได้แก่ นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน การค้า การเงิน และประชาชน
รวมถึงกระตุ้นให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก สร้างโอกาสใหม่สำหรับการพัฒนาทั่วโลกและเวทีใหม่สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ถึงกระนั้น สิ่งที่แฝงอยู่คือผลประโยชน์แห่งชาติของจีนเอง ทั้งการขยายตลาด กระจายการส่งออก และเสริมสร้างอิทธิพลของจีนในเวทีระหว่างประเทศ
ทว่า คงจะทรงคุณค่าและยั่งยืนกว่า หากการต่างประเทศสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ไม่ใช่แค่สร้างผลบวกให้แก่จีน
แต่ยังส่งผลดีแก่ประเทศอื่นๆ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้สามารถก้าวข้ามความท้าทายคณานับในปัจจุบัน ที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งแต่เพียงลำพัง
ข้อริเริ่ม BRI ได้ผลักดันให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางขนส่ง และระบบโลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญ
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนระบุว่า ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จีน ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยเป็นปลายทางลงทุนสะสมอันดับที่ 3 ของจีน
โดยมูลค่าการค้าของจีนในไทยรวม 21,950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2025
บริษัทจงเช่อ รับเบอร์ ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีนและติดอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลก เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ามาลงทุน โดยได้ดำเนินการในไทยมา 11 ปีแล้ว
นายโป จาง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจงเช่อ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน เนื่องจากไทยมีระบบการผลิตยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทเลือกเป็นเป้าหมายในการลงทุนระหว่างประเทศภายใต้กลยุทธ์ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก
ประโยชน์ที่จงเช่อได้รับจากการลงทุนในประเทศไทยไม่ได้เป็นประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังช่วยส่งเสริมการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน
นายโป จาง กล่าวว่า ในด้านการจัดหาวัตถุดิบ บริษัทใช้ยางธรรมชาติที่จัดหาในประเทศไทยทั้งหมด 100%
ขณะที่วัตถุดิบเสริมบางประเภทมีสัดส่วนการจัดหาในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศในอัตราส่วนประมาณ 50 : 50 ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ควบคู่กันนี้ การลงทุนจากต่างประเทศยังมีส่วนช่วยลดช่องว่างด้านการจ้างงานในไทย โดยทางบริษัทมีสัดส่วนการจ้างงานพนักงานชาวไทยต่อชาวจีนอยู่ที่ 95 : 5
เมื่อถามว่า สอบถามถึงเหตุผลที่บริษัทให้ความสำคัญกับการจ้างแรงงานไทย นายโป จาง กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยการสร้างงานแก่คนไทยเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
ขณะที่ในด้านสิ่งแวดล้อม จงเช่อให้ความสำคัญกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิต และมีการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น เศษยางที่ติดอยู่กับผ้าใบ ซึ่งสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางนำวัสดุยางที่ผ่านการใช้งานหรือเหลือจากกระบวนการผลิตมาแปรรูป โดยใช้กระบวนการแยกองค์ประกอบเพื่อนำน้ำมันและทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง และในปีนี้ได้เพิ่มการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน และมีการส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สอดรับกับนโยบายของไทยที่ตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
บริษัทบีวายดี ออโต้ เป็นอีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตยานยนต์จากจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย
แหล่งข่าวระดับสูงของบีวายดีให้ข้อมูลว่า ได้เข้ามาในตลาดไทยตั้งแต่ปี 2022 ภายใน 40 วัน ยอดจองทะลุมากกว่า 10,000 คัน ทำให้มีความมั่นใจในการเข้ามาสร้างโรงงานที่ไทย
และที่สามารถพัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้ เพราะไทยมีสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งมีกำลังการผลิตของจะอยู่ที่ 5,000-6,000 คันต่อเดือน
พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันบีวายดีมีพนักงานไทยประมาณ 5,500 คน โดยเมื่อเทียบกับปี 2024 สัดส่วนพนักงานชาวไทยได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 90
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานยังคงดำเนินการผลิตเพียง 1 กะ แต่หากบริษัทขยายการผลิตเป็น 2 กะภายในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะทำให้จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 9,000 คน และสัดส่วนพนักงานชาวไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 94
นอกจากนี้ ตำแหน่งหัวหน้างานและหัวหน้ากลุ่มในปัจจุบันล้วนเป็นบุคลากรชาวไทย ขณะที่บริษัทมีวิศวกรชาวไทยมากกว่า 300 คน
สะท้อนให้เห็นถึงการจ้างงาน รวมถึงการส่งเสริมให้บุคลากรไทยมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการภายในโรงงาน
ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว บีวายดียังได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะองค์กรที่มีคุณูปการต่อประเทศไทย โดยบีวายดีเป็นหนึ่งในสองบริษัทจากประเทศจีนที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ร่วมกับบริษัทหัวเว่ย
และบอกว่า บริษัทบีวายดีมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยนอกจากโรงงานประกอบรถยนต์แล้ว บริษัทยังมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ ชุดแบตเตอรี่ เบาะนั่ง และระบบปรับอากาศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว
นับเป็นโอกาสร่วมกันของไทยและจีนในการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
