ต่างประเทศ
เนิ่นนานก่อนที่จะเกิดสงครามในฉนวนกาซา กองทัพอิสราเอลได้ก่อรูปยุทธศาสตร์สำเร็จรูปในการรุก รู้จักกันในชื่อ “ดาฮิยา ดอคทรีน” แนวความคิดเบื้องหลังเรื่องนี้ก็คือ การสร้างความเสียหายให้เกิดกับฝ่ายศัตรูให้มากที่สุด รวมถึงความเสียหายทางด้านพลเรือน หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความรู้สึก “เข็ดขยาด” แล้วไม่เข้ามาข้องแวะกับอิสราเอลอีกต่อไป
วิธีการนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงระหว่างสงครามปี 2006 กับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ผลก็คือ ชานกรุงเบรุตทางตอนใต้กับกองบัญชาการใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ถูกทำลายย่อยยับ
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่คิดค้นวิธีการนี้ขึ้นมาคือ กาดี้ ไอเซนค็อท (Gadi Eisenkot) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอลในเวลานั้น
เรื่องนี้ควรได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะตอนนี้อิสราเอลเพิ่งจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นมา
และผลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า พรรคที่นำโดย ไอเซนค็อท มีแนวโน้มที่จะได้สิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล และไอเซนค็อทก็มีวี่แววว่าจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
เพราะจากเอ็กซิทโพลพบว่า พรรคแนวทางสายกลางของไอเซนค็อทน่าจะกวาดที่นั่งในสภาที่มี 120 ที่นั่งไปถึง 52 ที่นั่ง ตรงกันข้ามกับพรรคร่วมรัฐบาลผสมปีกขวาของนายเบนจามิน เนทันยาฮู ที่น่าจะได้ที่นั่งเพียง 50 ที่นั่ง และมีพรรคสายอาหรับเล็กๆ ครองอีก 18 ที่นั่ง
หากผลเอ็กซิทโพลที่ว่านี้เป็นไปตามนั้นจริงๆ และเนทันยาฮูต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้คงสร้างความพึงพอใจให้กับหลายคนในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นในอิสราเอล
แต่ข่าวร้ายก็คือว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นโยบายบางอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อาทิ นโยบายต่อฉนวนกาซา, นโยบายต่อพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (เวสต์แบงก์) และนโยบายเรื่องการแก้ไขโดยยอมรับให้มีทั้งรัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์
ข้อเท็จจริงคือ ในประเด็นเหล่านี้ไอเซนค็อทไม่ได้ยึดถือแนวทางที่ผิดแผกแตกต่างไปจากเนทันยาฮูแต่อย่างใด
ในวอชิงตัน มีผู้คนไม่น้อยที่เบื่อหน่ายกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “โรคจิตของเนทันยาฮู” (Bibi Derangement Syndrome)
แต่ในเวลาเดียวกันก็ยากที่จะบอกออกมาได้ว่า นายกฯ อิสราเอลผิดตรงไหน และอะไรคือสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ไม่ชอบใจ
เกี่ยวกับการเมืองของอิสราเอล โรคที่ว่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการปราศจากความสามารถทั้งในส่วนของผู้ที่สนับสนุนเนทันยาฮูแบบสุดลิ่มทิ่มประตู และส่วนของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลในฐานะประเทศทั่วๆ ไปที่ต้องมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและออกแรงยับยั้ง ด้วยเหตุที่ว่า เนทันยาฮูนำพาผู้คนมากมายไปผิดทิศผิดทาง
ถึงขนาดเจมส์ เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ถึงกับออกปากว่า นโยบายของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่บนพื้นฐานของ “คำโกหกและบิดเบือน”
บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีอเมริกัน ซึ่งพบเนทันยาฮูเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1996 ถึงกับต้องระเบิดอารมณ์ออกมาหลังจากนั้นว่า “มันคิดว่ามันเป็นใครกันวะ ผู้นำชาติมหาอำนาจหรืออย่างไร”
และคนอย่างบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีอเมริกัน ถึงขนาดไม่สามารถอยู่ร่วมในห้องเดียวกับเนทันยาฮูได้
ในขณะที่จาเรด คุชเนอร์ ถ่ายทอดเอาไว้ในหนังสือเกี่ยวกับรัฐบาลทรัมป์ในสมัยแรกว่า ทรัมป์คาดหวังว่า เนทันยาฮูอาจลดราวาศอกให้เขาได้บ้าง
ส่วนโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี ที่คิดว่าตนเองรู้จักอิสราเอลดีกว่าใครๆ ถึงกับยอมรับว่า การรับมือกับเนทันยาฮูต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก
แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดก็ต้องยอมรับว่า เนทันยาฮูได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวอิสราเอลมากจนน่าเหลือเชื่อ
เมื่อ 26 กันยายนที่ผ่านมา ไอเซนค็อทกับผู้นำพรรคการเมืองอื่นที่จับมือกันเป็นพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม อาทิ นาฟทาลี เบนเน็ท, แยร์ ลาพิด, อาวีดอร์ ลีเบอร์แมน และแยร์ โกลัน เผยแพร่เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่จะให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ
หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ การต่อเติมหรือรื้อฟื้นการตรวจสอบหาสาเหตุโดยคณะกรรมการสอบสวนหาที่มาของความล้มเหลวในการป้องกันการโจมตีของฮามาส ในวันที่ 7 ตุลาคม 2023
ต่อด้วยการขยายการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และคัดค้านการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร
ไม่มีอะไรเกี่ยวพันไปถึงฉนวนกาซา หรือการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ของคนอิสราเอลในเวสต์แบงก์ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการเดินทางของชาวปาเลสไตน์ในดินแดนดังกล่าว
ไม่มีการกล่าวถึงการแก้ปัญหาด้วยการยอมรับการคงอยู่ของรัฐปาเลสไตน์ ไม่ใช่ละเลยไปเพื่อจะใส่กลับเข้ามา
หากแต่เป็นการจงใจละเลยไป เพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวอิสราเอลให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลอิสราเอลชุดนี้ปฏิเสธการคงอยู่ของรัฐปาเลสไตน์ ในทัศนะของพวกเขา หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมแล้ว ปาเลสไตน์ก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับอะไรจากอิสราเอลอีกต่อไป นอกจากเขตปกครองตนเองเล็กๆ ในเวสต์แบงก์ ที่พวกเขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงประหนึ่งว่าตกเป็นของอิสราเอลทั้งหมดแล้วโดยชอบธรรม
ด้วยเหตุนี้ หลังเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่รากเหง้าแห่งความขัดแย้งสำคัญยังคงดำรงอยู่ ไม่มีเปลี่ยนแปลงผันแปรสักนิด
