bg-single

มหาวิทยาลัยกับปัญญาประดิษฐ์

30.10.2026

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ข่าวใหญ่ในแวดวงการศึกษาในประเทศสหรัฐเวลานี้ เห็นจะไม่มีข่าวไหนดังเกินข่าวว่า รองอธิการบดีของวิทยาลัยดาร์ทมัธที่มีชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่าใช้เอไอในการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์

โดยนายซานติอาโก ชเนล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ถูกกล่าวหาว่าใช้เอไอเขียนบทความเกี่ยวกับปัญหาของการใช้เอไอในมหาวิทยาลัย

และที่น่าสนใจมากๆ ก็คือว่า บทความนี้ถูกพบว่าใช้เอไอเขียนทั้งหมด

นักศึกษาของมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ ใช้โปรแกรม “แพนแกรม” (Pangram) ซึ่งเป็นโปรแกรมตรวจจับการใช้เอไอในงานเขียนที่กล่าวกันว่า “เกือบจะมีความผิดพลาดเป็นศูนย์” และได้รายงานเรื่องนี้ในเว็บไซต์ www.thedartmouth.com ซึ่งเป็นเว็บหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาเอง

โดยบทความในหนังสือพิมพ์นี้มีชื่อว่า Op-eds, academic articles by Provost Santiago Schnell flagged as ‘AI-written’ by ‘near-zero error’ AI detector Pangram

กรณีนี้นับว่าเป็นเรื่องของการที่นักศึกษาจับได้ว่าอาจารย์ของตัวเอง ซึ่งก็เป็นอาจารย์ที่มีตำแหน่งบริหารระดับสูง กลับใช้เอไอในบทความที่วิพากษ์การใช้เอไอในมหาวิทยาลัย

ที่พีกสุดของเรื่องนี้ก็คือว่า ชเนลเขียนไว้ในบทความแปลเป็นไทยได้ว่า “ใบปริญญาควรจะแยกแยะระหว่างสิ่งที่นักศึกษาทำได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งที่ตนเองทำได้ด้วยการใช้เอไอ”

นักศึกษาเอาบทความนี้ไปให้โปรแกรมแพนแกรมตรวจ และก็พบว่าบทความนี้ซึ่งก็น่าจะรวมถึงข้อความนี้ด้วย กลับเขียนด้วยเอไอ

อย่างไรก็ตาม ชเนลก็อ้างว่าตนเองใช้เอไอเฉพาะการช่วยเหลืออื่นๆ นอกเหนือจากคิดเนื้อหาด้วยตนเอง เขากล่าวว่า ได้ใช้เอไอไปเพื่อ “ขัดเกลาภาษา ตรวจภาษา ปรับปรุงงานให้ชัดเจนขึ้น เรียบเรียงงาน และทำให้กระบวนการเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

และตนเองก็ “ตรวจสอบข้อความในขั้นสุดท้าย และรับผิดชอบต่อเนื้อหา”

ปัญหาก็คือว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐ ต่างก็พยายามจะให้นักศึกษาถอยห่างจากการใช้เอไอในการเรียนและการเขียนงานของตนเอง

เหตุผลหลักในการห้ามเช่นนี้ก็คือว่า ถ้านักศึกษาให้เอไอเขียนงานได้หมด การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยก็จะไม่มีความหมาย

หน้าที่ของมหาวิทยาลัยก็คือสอนให้นักศึกษารู้จักคิดด้วยตนเอง และการแสดงข้อพิสูจน์ว่านักศึกษาคิดด้วยตนเองก็คือ การเขียนงานที่นักศึกษาได้แสดงความคิดของตนเอง

แต่ก็ปรากฏว่า แม้แต่อาจารย์เองซึ่งเป็นคนบอกให้นักศึกษาเขียนงานด้วยตนเองและไม่ใช้เอไอ ก็กลับเป็นฝ่ายใช้เอไอในการเขียนเสียเอง

แถมงานที่ตนเองใช้เอไอเขียน เป็นงานที่บอกว่านักศึกษาไม่ควรใช้เอไอ

ทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาคำถามว่า การใช้เอไอในมหาวิทยาลัยควรจะเป็นแบบใด

นักวิชาการบางคนเสนอว่า ควรจะแบนเอไอจากมหาวิทยาลัยอย่างถาวร ทั้งอาจารย์ทั้งนักศึกษาจะต้องไม่ใช้เอไอ และทำงานเหมือนกับในยุคที่เอไอเขียนงานได้ยังไม่เกิดขึ้น (ซึ่งก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้)

ผมไม่เชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะทำได้จริง ดังนั้น ก็ต้องคิดว่าการใช้เอไอในงานวิชาการควรจะอยู่ในรูปไหนกันแน่

ชเนลบอกแก่นักศึกษาดาร์ทมัธว่า การใช้เอไอควรจะใช้ในงานที่อยู่รอบๆ การคิดการเขียน เช่น การตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจภาษา หรืออื่นๆ ทำนองเดียวกัน แต่การที่ระบบตรวจเอไอบอกว่า ชเนลเองก็ใช้เอไอเขียน ก็ทำให้คำกล่าวของเขากลวงเป็นอย่างยิ่ง

แล้วเราควรจะทำอย่างไร

เวลานี้ คนที่ท่องเฟซบุ๊กหากมีความสัมพันธ์กับวงการศึกษาบ้างเล็กน้อย ก็จะพบกับโฆษณาที่บอกว่า สามารถสอนการใช้เอไอในการทำงานวิชาการ ช่วยให้ได้ตำแหน่งเป็น ผศ. รศ. หรือ ศ. ในเวลาอันรวดเร็ว หรือไม่ก็เสนอคอร์สสำหรับนักศึกษา สอนการใช้เอไอในการทำวิทยานิพนธ์ ทำให้เรียนจบในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน

การบริการเช่นนี้ดูจะไม่ต่างกับการบริหารในสมัยก่อน ที่มีการเสนอว่าจะทำวิจัยให้ โดยมีการจ่ายค้าจ้างให้แก่ “มือปืนรับจ้าง” ที่เป็นคนตัวเป็นๆ

เพียงแต่ว่าสมัยนี้จ่ายค่าเอไอให้มันเขียนงานให้ หรือถ้าใช้เอไอฟรีก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการใช้เอไอที่ทำงานด้านภาษา หรือที่เรียกว่า “แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่” ก็คือว่า มันจะทำงานภายใต้กรอบของข้อมูลที่มาใช้กันเพื่อ “ฝึกหัด” มันเท่านั้น

และเนื่องจากว่า มันไม่มีร่างกาย ไม่มีหู ไม่มีตา มันเลยไม่สามารถรับรู้อะไรได้เอง ต้องอาศัยข้อมูลจากภาษาที่มีอยู่ก่อน และการทำงานของมันก็อยู่ในรูปที่ว่า มันจะใช้การทำนายหรือพยากรณ์ทางสถิติ กำหนดว่าคำต่อไปที่มันจะสร้างขึ้นมา เพื่อตอบคำถามของเรา ควรจะเป็นคำอะไร

ดังนั้น เมื่อเราพูดเกี่ยวกับประเทศไทย มันก็จะเสนอคำพูดที่ค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับประเทศไทย เช่น การเมืองวุ่นวาย หรือนายกฯ เปลี่ยนบ่อย อะไรพวกนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างหนึ่งที่มันทำไม่ได้ก็คือ การคิดอะไรที่ “นอกกรอบ” จริง

“นอกกรอบ” ในที่นี้ก็คืออะไรที่ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้มาก่อน เช่น ถ้าพูดถึงประเทศไทย ก็พูดเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แบบนี้ ในชุดข้อมูลที่มาฝึกหัดแบบจำลองภาษา สองเรื่องนี้จะไม่เกิดพร้อมกัน

พูดอีกอย่างก็คือว่า ในบรรดาภาษาที่ผู้คนพูดกันเขียนกันที่เก็บเป็นฐานข้อมูล คำว่า “ประเทศไทย” มักจะเกิดขึ้นคู่กับ “ความไม่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์” มากกว่าคำที่มีความหมายตรงกันข้าม

ดังนั้น ถ้าใครเขียนหรือพูดอะไรเกี่ยวกับ “ประเทศไทย” และ “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์” ก็จะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะมีในฐานข้อมูลที่ใช้ฝึกเอไอ

ผลก็คือว่า โอกาสที่เอไอจะพูดอะไรแบบนี้จะมีน้อยกว่า

ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการฝึกการคิด

การฝึกการคิดที่สำคัญก็คือ การพยายามคิดอะไรที่ไม่เหมือนกับที่มีในฐานข้อมูล ซึ่งก็คือการคิดอะไรที่ไม่เหมือนกับที่คนทั่วๆ ไปพูดกัน การทำแบบนี้เป็นเครื่องหมายของการเสนออะไรที่เป็นของใหม่จริงๆ ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน

เนื่องจากว่าแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ถูกฝึกมาแบบที่ได้กล่าวมา การคิดอะไรที่ใหม่จริงๆ แบบนี้ก็จะเป็นอะไรที่เอไอทำไม่ได้

ซึ่งก็หมายความว่าเราจะคิดอะไรที่เอไอทำไม่ได้ เป็นการคิดที่แหวกแนวแบบที่เอไอทำไม่ได้

หน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัยก็คือการฝึกให้นักศึกษาทำแบบนี้เป็น ไม่ใช่การคิดการเขียนอะไรตามๆ กันไปตลอด แบบนั้นก็จะแพ้เอไอแน่นอน เพราะเอไอมันถูกฝึกแบบนี้มาตั้งแต่ต้น และข้อมูลของมันมีมากมหาศาล

เคล็ดก็คือ คิดอะไรที่มาจากการเชื่อมโยงคำที่ต่างกันมากๆ เอามันมาพูดด้วยกัน ทำเป็นเนื้อความเดียวกัน ในแบบที่ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ อันนี้แหละเอไอทำไม่ได้

กลับมาที่มหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ เรื่องที่พีกอีกเรื่องก็คือว่า ใครที่รู้เรื่องประวัติความเป็นมาของปัญญาประดิษฐ์ จะรู้ว่าปัญญาประดิษฐ์หรือการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ ถือกันว่าได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธแห่งนี้

โดยในปี ค.ศ.1956 นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จอห์น แมคคาร์ธี ได้เสนอให้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ที่รวมเอานักวิชาการคอมพิวเตอร์จากที่ต่างๆ ที่สนใจเรื่องการเขียนชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์คิดได้เหมือนมนุษย์ กับการคิดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ว่าถ้าคอมพิวเตอร์จะคิดได้เหมือนมนุษย์จะต้องทำอย่างไร

และในเอกสารข้อเสนอโครงการจัดประชุมครั้งนี้ แมคคาร์ธีเสนอคำว่า ‘Artificial Intelligence’ เพื่อใช้พูดถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่คิดได้เหมือนมนุษย์

จากปี 1956 จนถึงปีนี้ 2026 ก็เจ็ดสิบปีพอดี พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ก็มีทั้งรุ่งเรืองและไม่ค่อยจะรุ่งเรืองเท่าไร แต่พอมีการคิดค้นวิธีที่ให้เครื่องจักรเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง กับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลยิ่ง

สองอย่างนี้ทำให้เกิดเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ แบบที่เรากำลังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

และเป็นแบบที่ทั้งอาจารย์กับนักศึกษาใช้กันอยู่ ทำให้เกิดปัญหาข้อถกเถียงที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่นี้

ดังนั้น เมื่อรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของดาร์ทมัธเองเขียนบทความที่โปรแกรมตรวจจับบอกว่า ใช้เอไอเขียน แถมเนื้อหาบอกว่า นักศึกษาต้องแยกแยะระหว่างการเขียนเองคิดเองกับการให้เอไอคิดแทน ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะดาร์ทมัธถือว่า ตนเองเป็น “จุดกำเนิด” ของเอไอเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว

แล้วตกลงเราจะใช้เอไอในงานวิชาการกันอย่างไร?

เรื่องนี้ผมเคยเขียนใน “มติชนสุดสัปดาห์” ไปก่อนแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลักๆ ก็คือว่า เราต้องใจแข็ง รู้ตัวอยู่ตลอดว่าเราเสนอความคิดอะไร แล้วใช้เอไอทำอะไร

แต่อย่างไรก็ตาม การรู้ว่าเราเสนอความคิดอะไร ใช้เอไอทำอะไร แล้วที่เสนอในบทความนี้ก็คือว่า คนเป็นอาจารย์ เวลาบอกว่าให้นักศึกษาทำอะไร หรือห้ามไม่ให้นักศึกษาทำอะไร ตัวเองก็ต้องทำแบบเดียวกัน แล้วก็ห้ามทำแบบเดียวกันด้วย

บอกนักศึกษาว่าอย่าใช้เอไอเขียนงาน ตัวเองก็ต้องไม่ใช่เอไอเขียนงานแบบเดียวกันนี้ด้วย ไม่งั้นนักศึกษาจะไม่ให้ความเคารพอาจารย์อีกต่อไป

แม้ว่าอาจารย์คนนั้นจะเป็นถึงรองอธิการบดีก็ตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แมวชุมชน
โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมแล้วหรือทำธุรกิจกับเมียนมา
หรือเราหลงเข้าสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว?
การเมืองท้องถิ่นฝ่ายก้าวหน้าของแคนาดา
มหาวิทยาลัยกับปัญญาประดิษฐ์
หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางบรรจบเพื่อการพัฒนาร่วมกัน
หลังผลการเลือกตั้งอิสราเอลยังไม่เปลี่ยนแปลง
หอไอเฟลลุกเป็นไฟ | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
ยิ้มไม่ย้อม
ไฟที่ไม่เคยมอด | กวีกระวาด : มีนา ฟ้าศุกร์
นกจร | เรื่องสั้น : สุชาติ สุขประสิทธิ์
ถึงเวลาที่หนุ่มสาวต้องปกป้องอนาคตตนเอง