ผลสอบชัด สุดทารุณ ทหารเกณฑ์ถูกบังคับกินฉี่ ให้เข้าเวร24ชม.ติด รุมซ้อมปางตาย สุดท้ายเสียชีวิต

กสม. ชี้ชัด ครูฝึกสุดทารุณ ซ้อม”น้องเน”ปางตาย ให้เข้าเวร 24 ชม.ต่อเนื่อง บังคับกินฉี่ สุดท้ายเสียชีวิต ยื่นเอาผิด ผู้บังคับบัญชาธำรงวินัย “ทหารเกณฑ์” จนตาย เคสแรก ตามกฏหมายป้องกันทรมาณฯ
ข่าวทหารเกณฑ์ตาย กลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมลึกลับในค่ายทหารที่อยู่คู่กันมานาน แม้จะมีการต่อสู้เรื่องสิทธิของทหารเกณฑ์ในค่ายทหารต่อเนื่อง แม้จะมีนโยบายไม่ให้ครูฝึกและผู้บังคับบัญชากระทำการใดๆจนทำให้ทหารถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ รวมถึงกระแสการยกเลิกการเกณฑ์ทหารที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องมายาวนาน แต่ก็ดูเหมือนวัฒนธรรมทำร้ายพลทหาร ไม่สามารถหายไปจากค่ายทหารโดยง่าย
อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น กับ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล หรือน้องเน อายุ 18 ปี พลทหารผลัดที่ 1/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการธำรงวินัยถูกลงโทษ ระหว่างการฝึก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา
คดีนี้เป็นข่าวดัง เริ่มจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “nitchanan wangkahat -น้ำ นิชนันท์” หรือ นางนิชนันท์ วังคะฮาต สมาชิกพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ทหารเกณฑ์ชลบุรีโดนซ้อม จากการซ่อมวินัยจนเสียชีวิต ทำพิธีเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมพูดคุยรายละเอียดกับพ่อแม่ของ นาย วรปรัชญ์ หรือน้องเน อายุ 18 ปี เป็นทหารเกณฑ์ที่สมัครใจไปรับราชการ ถูกซ่อมวินัยจนเสียชีวิต
ต้องมาเยี่ยมผมนะ อย่าทิ้งผมนะ
พ่อแม่ของพลทหารเล่าว่า
“น้องเน เป็นคนโรงโป๊ะ อ.บางละมุง เป็นลูกชายคนโต อายุ 18 ปี พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่น้อง อายุ 2 ขวบ น้องเติบโตอยู่กับแม่และยาย จนอายุครบ 17 ปี น้องไปขอขึ้นทะเบียนทหารกองเกินใบ สด.9”
“น้องเนได้ไปสมัครเป็นทหารอาชีพ อยากเป็นนายสิบ จะได้มีงานทำที่มั่นคงแล้วจะเรียนต่อ จะช่วยแบ่งเบาภาระช่วยเหลือแม่ได้ เดือน พ.ย. 2566 ไปสมัครทหารมวลร่างกายไม่ผ่าน สัดส่วนน้ำหนักส่วนสูงเกิน น้องเนจึงไปลดน้ำหนักตัวอีก 10 กิโลกรัม วันที่ 1 พ.ค. 2567 เข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี วันที่ 26 พ.ค. 2567 พบญาติคริ้งแรก แม่และยาย ไปเยี่ยมที่ค่าย ก็เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนไป น้ำหนักลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน จนแม่ถามว่าไหวไหม แต่น้องเนไม่ยอมเล่าเรื่องฝึกอะไรให้แม่ฟังเลย แต่บอกแม่ว่า ต้องมาเยี่ยมผมนะ อย่าทิ้งผมนะ”
จนวันที่ 22 มิ.ย.2567 น้องเนเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ติดเชื้อในกระแสเลือด น้องเนไม่ได้สติ ใส่ท่อช่วยหายใจ ร่างกายบวม ผลการตรวจพบว่า สมองบวม ซี่โครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก กระดูกสันหลักหัก สอบถามได้ความว่าน้องโดนครูฝึกซ่อมวินัย 2 รอบ รอบแรกได้รับบาดเจ็บไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล ให้ยากินรักษาแผลที่ขาในห้องพยาบาลเท่านั้น
“ครูฝึกได้ข่าวว่าน้องเนไปฟ้องผู้พัน แต่น้องยังไม่ได้ฟ้องเลย โดนครูฝึกซ้อมรอบที่ 2 อาการหนักกว่าเก่า ใช้ไม้ตีด้านหลักด้วย มีคนพบเห็นท่อนไม้ด้วย น้องเนหมดสติหยุดหายใจประมาณ 14 นาที ก็ไม่เร่งรีบพาไปส่งโรงพยาบาลให้ทันท่วงที รอพักใหญ่กว่าจะนำตัวไปส่งต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ น้องเนไม่ฟื้นจนเสียชีวิตวันที่ 2 ส.ค. 2567 รวมแล้ว 40 วัน”
“ครูฝึกรู้ว่าน้องเนเสียชีวิต จึงพยายามหนีไปประเทศลาว ผู้พันหน่วยพร้อมด้วยตำรวจรวบตัวมาดำเนินคดีได้ ซึ่งตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ภายในคุกทหารที่ชลบุรี ครูฝึกปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา”

คุณทำกับคนที่อยากมาเป็นทหารแบบนี้ได้ยังไง?
หลังเป็นข่าวดัง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม รองโฆษกกองทัพบก จึงยอมแถลงความคืบหน้าการสืบสวน ว่าในระหว่างการฝึกทหารใหม่ในเดือนมิถุนายน 2567 ได้ถูกครูฝึกที่เป็นกำลังพลชั้นยศนายสิบ และครูผู้ช่วยที่เป็นทหารกองประจำการ ร่วมกันลงโทษด้วยการกระทำเกินกว่าเหตุจนมีอาการบาดเจ็บ จากนั้นหน่วยฝึกได้ส่งเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี และส่งต่อไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 ผู้ป่วยได้มีอาการทรุดลงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า หน่วยต้นสังกัดเมื่อทราบเหตุว่ามีการลงโทษพลทหารดังกล่าวเกินกว่าเหตุ แล้วได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกำลังพลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว
ขณะที่ง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การทหาร ทราบข่าวจึงได้เชิญ กองทัพบก, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด มาชี้แจงที่กรราธิการทหารฯ แต่ทาง กองทัพบก แจ้งเลื่อนการเข้าชี้แจง
นายวิโรจน์ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมคิดว่าควรยกเลิกความรุนแรงในค่ายทหารได้แล้ว ความมีวินัย ความเข้มแข็งของพลทหารไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการซ้อมทรมาน ผมตั้งคำถามซี่โครงหัก ปอดฉีกขาด อวัยวะภายในหลายแห่งบอบช้ำ แบบนี้คือการธำรงวินัยหรือไม่ และที่สำคัญผู้เสียชีวิตสมัครมาเป็นทหาร ต้องตั้งคำถามว่าคุณทำกับคนที่อยากมาเป็นทหารได้ยังไง” นายวิโรจน์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้กมธ.ทหาร จะต้องไปลงพื้นที่เลยไหม? นายวิโรจน์กล่าวว่า เขามีหน้าที่ต้องมา ผมไม่มีหน้าที่ต้องไป ถือเป็นการเย้ยและท้าทายกรรมาธิการการทหาร เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเกรงใจเหมือนกัน ว่าไปตามกฎหมาย

ขอร้องอย่าฟ้องคดีกองทัพบก
ด้านทนายความของครอบครัวผู้เสียชีวิต ได้ชี้แจงในกรรมาธิการว่า ก่อนที่พลทหารวรปรัชญ์จะเสียชีวิต มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 13 คนได้ ซึ่งเป็นนายทหารยศระดับนายสิบและครูฝึก ซึ่งมีครูฝึกหลบหนี และถูกจับกลุ่มในเวลาต่อมา และได้ถูกฝากขัง โดยพนักงานสอบสวน สภ.ชลบุรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยพ่อ กับทนายความ ได้เดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม ฐานความผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย เพราะถือว่า การกระทำของครูฝึก เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ทำให้บุคคลได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย
จากนั้น นายทหารระดับนายพัน ได้เชิญพ่อแม่ของพลทหารวรปรัชญ์ เข้ามาพูดคุยถึงเรื่องการรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายทหารคนดังกล่าวในฐานะผู้บังคับบัญชาค่าย ได้ดูแลครอบครัวของผู้เสียหายอย่างดี ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เช่น ค่าใช้จ่าย การประสานงานติดตามจับกุมผู้ต้องหา แต่ครอบครัวพลทหารวรปรัชญ์ ยืนยันว่ากองทัพบอกต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เพราะเรื่องนี้เป็นการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยนายทหารคนดังกล่าว ขอร้องไม่ให้ญาติพลทหารวรปรัชญ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับกองทัพบก แต่ทนายความได้ยืนยันไปว่า เป็นสิทธิของญาติที่จะฟ้องกองทัพได้ โดยมีการนัดหมายจะหารือกันอีกครั้งในวันที่ 3 กันยายนนี้
โดยนายวิโรจน์ได้สอบถามครอบครัวพลทหารวรปรัชญ์ ว่าเพราะเหตุใดพลทหารคนดังกล่าวถึงถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ทนายความชี้แจงว่าเป็นการธำรงวินัย ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในค่ายนวมินทร์ฯหลายครั้ง โดยมีพลทหารอีกหลายคนเป็นพยาน
นางนิชนันท์ วังคะฮาต สมาชิกพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ กล่าวว่า มีพลทหาร ในค่ายนวมินทร์ฯส่งข้อความมาแจ้งเบาะแสเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก สาเหตุที่พลทหารวรปรัชญ์ถูกทำร้ายร่างกาย หรือธำรงวินัย เนื่องจากเป็นคนมีบุคลิกเชื่องช้า ไม่รวดเร็ว จึงมักจะถูกธำรงวินัยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่สมเหตุสมผล อย่างเช่น มาช้า ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ ก็มักจะถูกซ้อม ถูกเตะ ต่อย กระทืบ ถูกสั่งให้เข้าเวรยาม 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง ถูกบังคับให้กินปัสสาวะตัวเอง จนทนไม่ได้และป่วย และแม้ป่วยอยู่ก็ยังถูกธำรงวินัย จนร่างกายไม่ไหว ทั้งนี้พลทหารได้เคยแจ้งหัวหน้าหน่วยแล้วแต่ถูกเพิกเฉย จนทำให้ป่วยหนักและเสียชีวิตในที่สุด
นอกจากนี้ ทนายได้เปิดเผยว่า ทางผู้บัญชาการค่ายนวมินทร์ฯ ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาในการดูแลเรื่องนี้ เพียงแต่ให้คำยืนยันกับญาติว่าจะดูแลพลทหารที่มาเป็นพยานให้ที่สุด เพื่อไม่ให้นายทหารที่ถูกดำเนินคดี เข้ามาข่มขู่หรือยุ่งเหยิงกับรูปคดีเด็ดขาด..

รุนแรงจนต้องเอาผิดตามกม.ป้องกันทรมาณฯ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงเรื่องนี้ โดยผลการชันสูตรพบว่า อวัยวะภายในบอบช้ำ กระดูกสันหลังหัก ซี่โครงหัก และปอดฉีกรั่ว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ส.ค.67 กองทัพบก ชี้แจงว่ากองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินการทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชาที่ขาดการกำกับดูแล จำนวน 3 ราย ตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวดจนถึงผู้บังคับกองพัน และพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นกำลังพลนายสิบและทหารกองประจำการ จำนวน 13 ราย ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้วนั้น
กสม.ได้ติดตามข่าวประกอบกับได้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่า พลทหารวรปรัชญ์ ถูกเตะ ต่อย กระทืบ ให้เข้าเวรยาม 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง และถูกบังคับให้ดื่มปัสสาวะตนเอง จนสภาพร่างกายทนไม่ไหวและมีอาการป่วย แต่หน่วยงานไม่ส่งตัวไปรักษา ต่อมาเมื่ออาการป่วยรุนแรงจึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่าย และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตามลำดับ จนกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา กสม. เห็นว่าการธำรงวินัยและวิธีลงโทษของครูฝึก ครูผู้ช่วย รวมถึงกำลังพลที่เกี่ยวข้องที่กระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของพลทหารวรปรัชญ์ ถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การลงโทษโดยการให้ดื่มปัสสาวะ การเตะ ต่อย หรือรุมกระทืบ เป็นการกระทำในลักษณะการลดทอนคุณค่าหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งหากผู้บังคับบัญชาทราบแต่ไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมต้องรับผิดกับผู้ใต้บังคับบัญชาตามกฎหมายนี้ด้วย กสม.เห็นว่า กรณีดังกล่าวซึ่งมีการกระทำทรมานจนเป็นเหตุให้พลทหารได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิตนั้น การดำเนินการทางวินัยและการดำเนินคดีอาญาข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น อาจไม่เพียงพอและครบถ้วนตามพฤติการณ์แห่งการกระทำ
ดังนั้น กสม.จะส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพิ่มเติม เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และป้องกันมิให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้ตาย ซึ่งจะต้องมีการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายทั้งด้านร่างกายและจิตใจต่อไป
