bg-single

พระสยามเทวาธิราช ไม่ควรอยู่บนอาคารรัฐสภา | คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

10.03.2021

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 05/03/2021

 

หากมีแคมเปญไหนที่ผมอยากรณรงค์ในช่วงนี้ ก็คงเป็นการรณรงค์ให้เปลี่ยนการประดิษฐานเทวรูปพระสยามเทวาธิราชบนซุ้มจตุรมุขยอดอาคารรัฐสภาเกียกกาย หรือ “สัปปายะสภาสถาน” ให้เป็นพานรัฐธรรมนูญแทน

ขอกล่าวถึงตัวอาคารก่อน อาคารรัฐสภาใหม่นั้นมองแต่ไกลก็นึกว่าเป็นเจติยสถานจนเกือบจะเผลอยกมือขึ้นไหว้ ยอดจตุรมุขสีทองอร่ามบนหลังคาสูงลิบนั้น ผู้ออกแบบตั้งใจจะให้ประดิษฐานเทวรูปพระสยามเทวาธิราชไว้ภายใน

ที่จริงอาคารนี้โดนวิพากษ์วิจารณ์มาก ผมคิดว่าข้อวิจารณ์ที่น่าสนใจที่สุดเป็นของศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ที่ว่า “รัฐสภาหลังใหม่เป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่น่าผิดหวังที่สุด”

เนื่องด้วยการออกแบบที่มีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น การนำเอาแนวคิดทางศาสนาเข้าไปออกแบบ โดยเฉพาะหลักศีลธรรมทางศาสนาที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรม

อาจารย์ท่านเห็นว่า อันนี้ทำลายแนวคิดรัฐโลกียวิสัย (secular state) และทำให้รัฐเข้าใกล้คำว่ารัฐศาสนาเข้าไปทุกที

 

ที่ว่าเป็นการออกแบบที่เอาศีลธรรมทางศาสนามาใช้ เพราะผู้ออกแบบจำลองเขาพระสุเมรุจากไตรภูมิ อันเป็นวรรณกรรมแสดงบาปบุญคุณโทษ มาเป็นอาคารรัฐสภานี่แหละครับ

การออกแบบเช่นนี้สะท้อนความสับสนทางความคิดหลายอย่าง

เรื่องแรก พวกเราส่วนหนึ่งและผู้มีอำนาจในรัฐมักสับสนระหว่างศีลธรรมทางศาสนากับจริยธรรมทางโลก

ศีลธรรมทางศาสนามีลักษณะเฉพาะในแต่ละศาสนา เช่น ชาวพุทธเห็นสุราเป็นของผิดศีลธรรม ในขณะที่ชาวคริสต์ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น

หรือการไม่นับถือพระเจ้าเป็นลักษณะของชาวพุทธ แต่ศาสนาอื่นๆ มองเห็นเป็นเรื่องร้ายแรงสุดทีเดียว ฯลฯ

ถ้าเอาอันหนึ่งมาบังคับใช้กับทุกคน ย่อมจะเป็นปัญหาแน่นอน

ดังนั้น จึงไม่ควรนำศีลธรรมทางศาสนามาบังคับใช้หรือกลายเป็นนโยบายของรัฐ

แต่ควรใช้จริยธรรมทางโลกซึ่งมีลักษณะสากล (อันเป็นสิ่งเน้นย้ำในระบอบประชาธิปไตย) เช่น การยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลมาเป็นแนวทางมากกว่า

เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับการออกแบบอาคารรัฐสภา เพราะการออกแบบอาคารที่เน้นกิจกรรมทางโลก (คือการบริหารรัฐและออกกฎหมาย) โดยเอาศีลธรรมหรือแนวคิดพุทธศาสนามาใช้ ย่อมไม่สอดคล้องกับคุณค่าสากลที่กิจกรรมในอาคารนั้นควรยึดถือมากกว่า

ซึ่งก็คือคุณค่าแบบประชาธิปไตยในข้างต้นนั่นแหละ

 

แถมในรัฐสภาควรสะท้อนการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย เพราะมันเป็นสิ่งที่ประชาธิปไตยโอบอุ้มไว้

การออกแบบควรสะท้อนแนวคิดนี้ในการบริหารรัฐ

ฉะนั้น การชูพุทธศาสนาในทางรูปแบบและความคิดมาอยู่เหนือความเชื่ออื่นผ่านงานสถาปัตย์ ย่อมไม่ใช่การยอมรับความแตกต่างหลากหลายแน่

เอาเข้าจริงการออกแบบนี้ยังสะท้อนความสับสนเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์-สาธารณ์, ความเป็นไทย-ความเป็นสากล, การเมือง-ไม่การเมือง ฯลฯ ในหัวของคนออกแบบ และของผู้มีอำนาจจ้างวาน (หรือบงการ) ด้วย

ความเป็นไทยถูกทำให้ง่ายๆ เพียงแค่อะไรก็ได้ที่เหมือนวัด มียอดสูงสีทองวิบวับและไม้สักเป็นพันๆ ต้นที่จะถูกตัดเอามาใช้ นี่คือความเป็นไทยที่เราอยากอวดชาวโลกกระนั้นหรือ

ที่สำคัญ การออกแบบนี้ยังก้าวไปไม่พ้นมโนสำนึกเรื่องนักการเมืองเลวที่ต้องขัดเกลาด้วยศีลธรรมทางพุทธศาสนา จึงจัดให้พวกนี้ซึบซับไตรภูมิเสียเลย จนกว่าจะกลายเป็น “เทวดา” อันควรค่าที่จะอยู่ในวิมานอันสัปปายะนั้น

นักการเมืองหรือใครก็ “คน” ทั้งนั้นครับ ไม่มีเทวดาที่ไหน

การเมืองแบบประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการคนดีหรือเทวดามาปกครอง แต่มีระบบกลไกที่สามารถตรวจสอบติดตามนโยบายการบริหารและกิจกรรมทางการเมืองของนักการเมืองและรัฐบาลได้เสมอ

 

มาถึงเรื่อง “พระสยามเทวาธิราช” ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสุดของอาคารนี้ เทวดาองค์นี้เป็นเทวดาสร้างใหม่ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่สี่เท่านั้นเอง

สำหรับผมแล้ว พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น

เป็น “ผี” ที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างไทย (ที่รับมาจากพราหมณ์) เหมือนรูปเคารพพระภูมิที่เราเห็นกัน แต่มีป้ายชื่ออย่างจีนอยู่ด้วย

พระสยามเทวาธิราชมีไว้บอกว่า ประเทศสยามและองค์พระมหากษัตริย์มีเทวดาคุ้มครองปกปักรักษาอยู่ ใครอย่าได้คิดไม่ซื่อหรือระรานเชียว

ซึ่งนี่คือเรื่องการเมืองนั่นแหละครับ

พระสยามเทวาธิราชมิได้มีองค์เดียว ในสมัยรัชกาลที่ห้ามีการสร้างพระสยามเทวาธิราชขึ้นอีกองค์หนึ่ง มีลักษณะเทวดาอย่างองค์เดิม และมีพระป้ายเขียนพระนามแบบจีนเช่นกัน

แต่ที่สำคัญ พระสยามเทวาธิราชองค์นี้มีพระพักตร์เป็นรัชกาลที่สี่เลยทีเดียว ว่ากันว่ารัชกาลที่ห้าทรงบูชาอยู่เป็นประจำ

เรื่องนี้ทำให้ผมได้คำตอบที่เคยสงสัยว่า เหตุใดคนถึงบอกกันว่า พระสยามเทวาธิราชคือดวงวิญญาณของบูรพกษัตริย์หรือพระราชบรรพบุรุษในราชวงศ์จักรี

หลักฐานคือการที่พระสยามเทวาธิราชองค์ที่สองมีพระพักตร์เป็นรัชกาลที่สี่ และการมี “ป้ายจีน”

ผมคิดว่า ป้ายอันนี้คือธรรมเนียมเดียวกับ “ป้ายวิญญาณ” ของบรรพชน (ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกซินจู๊) ที่ชาวจีนส่วนใหญ่กราบไหว้นั่นแหละครับ

นั่งคิดตั้งนานว่า ทำไมเทวรูปอย่างไทยถึงต้องอยู่คู่กับป้ายภาษาจีนมาตลอด ที่แท้ก็น่าจะเป็นป้ายวิญญาณจีนที่เอามาผสมกับเทวรูปสถิตผีตามแบบไทยๆ นั่นเอง

 

ที่จริงการช่วงชิงความหมายของเทวดาองค์นี้ยังเกิดขึ้นในฝ่ายคณะราษฎรด้วยนะครับ

มีการใช้พระสยามเทวาธิราชในเหรียญปราบกบฏ (บวรเดช) สมัยคณะราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้ในเหรียญตราสมัยรัชกาลที่ห้าก็มีการใช้รูปพระสยามเทวาธิราชมาแล้วในวาระต่างๆ

ผมถึงเคยบอกไปว่า เทวดานั้นเลือกข้างได้ อยู่ที่เราจะช่วงชิงมาอยู่ฝ่ายไหน

แม้กระทั่งในปัจจุบันพระสยามเทวาธิราชมักถูกนำมาใช้ด่าแช่งฝ่ายนักศึกษาและประชาธิปไตยอยู่เนืองๆ

เวลาลุง-ป้าส่งรูปสวัสดีวันอังคารวันพุธนั่นแหละครับ หรือรูปที่พวกไอโอชอบเอาไปก๊อปวางในคอมเมนต์ บางทีก็มีพระสยามเทวาธิราชพร้อมข้อความด่าแช่งพวกชังชาติให้วิบัติฉิบหายอะไรทำนองนั้นเสมอ

เหตุใดจึงไม่ควรนำพระสยามเทวาธิราชไปไว้ในซุ้มบนยอดอาคารรัฐสภา

 

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาในความเชื่อเฉพาะ คืออยู่ในความเชื่อแบบผี พราหมณ์ พุทธ และยังมีความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณของบูรพกษัตริย์อีก จึงเป็นรูปเคารพ “ทางศาสนา” ไม่ใช่สัญลักษณ์คุณค่าสากลทางการเมืองหรือจริยธรรม

การนำรูปเคารพทางศาสนาไปอยู่บนสุดของอาคาร ซึ่งคืออยู่ “เหนือหัว” ของทุกๆ คนที่เข้ามาใช้อาคารนั้น ย่อมขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่ไม่ควรให้ความเชื่อทางศาสนาใดอยู่เหนือความเชื่ออื่นๆ

การนำพระสยามเทวาธิราชไปอยู่เหนือหัวทุกคน จึงทำลายคุณค่าของประชาธิปไตยไปอีกขั้นในทางสัญลักษณ์ (นอกจากที่ตัวอาคารเองทำไปแล้ว) รัฐไทยใช้ความเชื่อหนึ่งกดขี่ความเชื่ออื่นๆ มานานแล้ว ไม่ควรตอกย้ำอีก หากเราจะเป็นประเทศที่นานาชาติยอมรับ แล้วยิ่งหากจะอวดอาคารนี้แก่ต่างชาติ เราจะตอบคำถามแก่เขาถึงคุณค่าของอาคารนี้อย่างไร จะกล้าตอบไหมว่า พวกเราทุกคนในอาคารนี้อยู่ใต้ “ผี” และความเชื่อของราชสำนัก

หากจะเคารพเทวดาไหน ไม่ว่าจะพระสยามเทวาธิราชหรือพระภูมิเจ้าที่ ก็ทำศาลแยกไปเถอะครับ ยังพอรับได้มากกว่า

 

ข้อเสนออีกอย่างที่มีผู้เสนอไว้ก่อนแล้วคือ เมื่อไม่นำเทวรูปพระสยามเทวาธิราชขึ้นไปตั้งบนยอดอาคารแล้ว หากยังต้องการสิ่งที่จะประดิษฐานไว้เป็นสัญลักษณ์ สิ่งที่ควรประดิษฐานที่นั่น ก็อาจเป็น “พานรัฐธรรมนูญ” จะเหมาะสมกว่า

พานรัฐธรรมนูญถูกยกย่องเชิดชูมากในสมัยคณะราษฎรและถูกใช้แม้แต่ตามศาสนสถาน เป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดขึ้นของการปกครองแบบประชาธิปไตย มีประวัติศาสตร์ความทรงจำของตัวเอง เป็นความศักดิ์สิทธิ์อีกแบบหนึ่งที่ต่างจากเดิม

ในทางอุดมการณ์ก็ไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตยที่สะท้อนว่าทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายสูงสุด ทั้งยังสะท้อนความเป็นนิติรัฐ นิติธรรมอีกด้วย

ที่สำคัญ จะได้ตอกย้ำแก่ผู้ที่เข้ามาในอาคารรัฐสภา ไม่ว่าจะในเชิงพิธีการหรือในการใช้งานว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทุกคนต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

จึงเหมาะควรที่จะไปอยู่บนยอดสูงสุดแห่งรัฐสภานั้น

ช่วยลดความน่าผิดหวังไปได้อีกหน่อย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ท่าทีที่ต่าง ต่อ รัฐธรรมนูญ ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย
“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ