บทเรียนเลือดราคาแพง! โจ๋ 18 คลั่งบุกโรงเรียน ไล่ยิงนักเรียน-ฆ่า ผอ.สาว ผลพวง ‘ยาเสพติด’ เจ้าเก่า
คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญาข่าวสด
ในดินแดนใต้ที่ความตึงเครียดมักเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 กลับสร้าง ‘รอยแผล’ ที่ลึกเกินกว่าจะเยียวยา
นี่ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมจากคนคลั่งยา แต่มันคือการเผชิญหน้ากันระหว่าง ‘อสูรกายจากสารเสพติด’ กับ ‘จิตวิญญาณแห่งความเป็นครู’
ที่เดิมพันด้วยชีวิต!!?
ความเงียบสงบในย่านตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถูกทำลายลงในเวลา 15.00 น.
เมื่อเยาวชนชายวัยเพียง 18 ปี เปลี่ยนสถานะจากผู้ป่วยจิตเวชเป็น ‘มือปืนอันตราย’ ในชั่วพริบตา
จุดเริ่มต้นที่ขนำสวนยางพาราในพื้นที่ หมู่ 9 เสียงตะโกนคลุ้มคลั่งของเยาวชนชายวัย 18 ปี ดังระงมไปทั่วบริเวณ พร้อมอาวุธมีดพร้าในมือที่กวัดแกว่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง ที่พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยไม้ง่าม
ทว่าในจังหวะชุลมุนที่เจ้าหน้าที่ถอยร่นเพื่อไปหยิบปืนไฟฟ้า ชายคลั่งกลับอาศัยความไวพุ่งประชิดรถสายตรวจ ก่อนจะแย่งชิงอาวุธปืนซิกซาวเออร์ ขนาด 9 มม. กึ่งอัตโนมัติ ของราชการที่วางอยู่บนเบาะหลังรถไปได้
เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นเพื่อเปิดทาง ก่อนที่คนร้ายจะควบรถจักรยานยนต์คู่ใจมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาไม่ได้หนีเข้าป่า แต่กลับเลือก ‘สถานศึกษา’ เป็นสมรภูมิ เขาขี่จักรยานยนต์มุ่งหน้าสู่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โรงเรียนมัธยมย่านชานเมืองหาดใหญ่ ในช่วงเวลาที่มีช่องโหว่
นั่นคือ เวลาที่นักเรียนกำลังเตรียมตัวเลิกเรียน
โรงเรียนที่ควรจะเป็นเขตปลอดภัย กลับกลายเป็นสมรภูมิเลือดในพริบตา
เมื่อชายคลั่งพร้อมอาวุธปืนที่อยู่ในมือตรงเข้าไปในโรงเรียนท่ามกลางสายตาเด็กนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้าน
นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียน เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าขัดขวางเพื่อประวิงเวลาให้นักเรียนหนีรอด
แต่กลับถูกคนร้ายลั่นไกสังหารในระยะประชิด กระสุนเจาะเข้าหน้าอกซ้ายจนร่างทรุดลง
คนร้ายไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่ตรงเข้ากวาดต้อนครูและนักเรียนอีก 10 ชีวิตเข้าไปกักขังในห้องประชาสัมพันธ์
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องสนธิกำลังปิดล้อมพื้นที่ โดยมี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง
เพียงไม่นานก็มีภาพบีบหัวใจเจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งในชุดกีฬา วิ่งกุมชายโครงที่ชุ่มโชกเลือดหนีเอาชีวิตรอดออกมาอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
ตำรวจรีบพาตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลทันที
แต่เหตุความตึงเครียดภายในโรงเรียนยังไม่ลดลง
การเจรจาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง ท่ามกลางข้อเรียกร้องที่สับสนของคนร้าย
จนกระทั่งเวลา 18.38 น. เมื่อประเมินว่าตัวประกันเริ่มตกอยู่ในอันตราย ชุดปฏิบัติการพิเศษตัดสินใจใช้ยุทธวิธีขั้นเด็ดขาดเข้าชาร์จตัวหนุ่มคลั่งได้สำเร็จ
แต่ข่าวร้ายที่สั่นสะเทือนหัวใจคนทั้งประเทศกลับตามมาในเวลา 02.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
เมื่อโรงพยาบาลหาดใหญ่ยืนยันว่า ผอ.ศศิพัชรได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ จากบาดแผลฉกรรจ์ที่อวัยวะสำคัญ
ทิ้งไว้เพียงเกียรติประวัติของการเป็น ‘ครูผู้ปกป้อง’ จนวินาทีสุดท้าย
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับผู้บาดเจ็บจากเหตุสลดครั้งนี้ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัว
นอกจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีดำริไปยังคณะกรรมการกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีให้ใช้งบประมาณจากสำนักนายกฯ เยียวยาครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร โดยเห็นว่า เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และสมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เป็นจำนวน 1 ล้านบาท
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562
รับ 2 ทายาทเข้าเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หลังจบการศึกษา
สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัยและสดุดีในความกล้าหาญ เสียสละ การทำหน้าที่ต่อวิชาชีพของความเป็นครู และการอุทิศตนปกป้องและดูแลลูกศิษย์อย่างถึงที่สุด
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในวันที่ 12 กุมภาพันธ์
ขณะที่นายกฯ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ของลูกๆ ญาติ เหล่าศิษย์ เพื่อนครู และประชาชนที่ไปร่วมไว้อาลัยเนืองแน่น วัดยูงทอง หมู่ที่ 4 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ในเย็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์
ในทางคดีความ ตำรวจแจ้ง 7 ข้อกล่าวหา ต่อเยาวชนชายผู้ก่อเหตุ ประกอบด้วยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, พยายามฆ่าผู้อื่น, พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, กักขังหน่วงเหนี่ยวฯ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ, ชิงทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์
ส่วนประเด็นน้องสาวที่เป็นนักเรียนโรงเรียนดังกล่าว ถูกครูชั้น ม.3 ทำโทษ จนอาจเป็นอีกปมที่โจ๋คลั่งรายนี้มุ่งเป้าก่อเหตุในโรงเรียน อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่
นอกจากนั้น ยังส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินสภาพจิตอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ เพื่อนำผลประกอบสำนวนและพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า แนวทางในการสืบสวนคดีในเบื้องต้นการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุได้มีแนวทางในการดำเนินคดีทางประมวลกฎหมายในความผิดฐานตั้งแต่เรื่องฆ่าและพยายามฆ่า และขั้นตอนต่อไปคือการส่งตัวไปให้แพทย์ประเมินอาการทางจิต
ผลการประเมินออกมาอย่างไร ก็จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไป
ด้านแรงจูงใจในการก่อเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากทางผู้ใหญ่บ้านว่า ผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่ง ส่วนจะมีเหตุจากปัจจัยอื่นหรือไม่ ยังต้องรอการสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่
ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ก่อเหตุสามารถแย่งชิงอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ไปได้
เพื่อพิจารณาว่าเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นเหตุสุดวิสัย พร้อมกำชับให้เร่งสรุปผลโดยเร็ว
เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้มีการทบทวนมาตรการป้องกันและระงับเหตุคนคลุ้มคลั่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน
ผบ.ตร.ระบุว่า การทบทวนจะครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเข้าระงับเหตุ การติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ไปจนถึงการป้องกันเหตุซ้ำ โดยเน้นย้ำหลักสำคัญคือ “ต้องไม่ให้เกิดความสูญเสีย” ทั้งต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ พร้อมกำชับให้มีการฝึกซ้อมยุทธวิธีอย่างเข้มข้นและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ายุทธวิธีของตำรวจล้มเหลวหรือไม่
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐยืนยันว่า วิธีการไม่ได้ล้มเหลว เนื่องจากการเข้าระงับเหตุตั้งแต่เริ่มต้นเป็นไปตามยุทธวิธีที่กำหนดไว้ แต่สถานการณ์มีความซับซ้อน
เพราะคนร้ายมีการใช้อาวุธแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองก่อนจึงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้
ในช่วงหนึ่งของเหตุการณ์ คนร้ายสามารถแย่งชิงอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้ ส่งผลให้การปฏิบัติการมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการฝึกทบทวนยุทธวิธีให้รัดกุมและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
ผบ.ตร.ยอมรับว่า เหตุคนคลุ้มคลั่งมีหลายรูปแบบ บางกรณีไม่แย่งอาวุธหรือไม่ทำร้ายผู้อื่น แต่ในเหตุการณ์นี้มีการทำร้ายบุคคลอื่นอย่างชัดเจน
ตำรวจจึงต้องใช้ดุลยพินิจตามสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก
คดีนี้เกิดข้อกังขาถึงความล้มเหลวของระบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชหลังการบำบัด
เมื่อผู้ป่วยกลับสู่ชุมชนเดิมที่มีสิ่งเร้าและขาดการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด สมองที่ถูกทำลายด้วยสารกลุ่มแอมเฟตามีนจะสูญเสียการควบคุมพฤติกรรมอย่างสิ้นเชิง จนเกิดภาพหลอนและอาการคลุ้มคลั่งก่อเหตุอุกอาจ
เพราะจากการตรวจสอบย้อนหลัง พบความจริงที่น่าตกใจว่า เยาวชนชายรายดังกล่าวเพิ่งออกจากโรงพยาบาลจิตเวชได้เพียง 2 เดือน หลังเข้ารับการบำบัดอาการคลุ้มคลั่งจากการเสพสารเสพติดจนสมองเสียหายถาวร
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนคลั่งวิกลจริต แต่เป็นอาชญากรรมจากผลพวงยาเสพติด ที่ลุกลามจากชุมชนเข้าสู่โรงเรียน
หากรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังไร้มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการขจัดภัยร้ายชนิดนี้จากสังคม
‘ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร’ คงมิใช่รายสุดท้าย…
ที่ต้องสังเวยชีวิต!!?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
