bg-single

“อุทิศ เหมะมูล” ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และความปรักหักพังใน The Seventh Continent

16.05.2018

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์เก่าของ “อุทิศ เหมะมูล” ใน Underground Buleteen (ฉ.4, ปี 2548) ก็ชวนให้นึกถึงตอนที่อุทิศเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ในนิตยสาร Movie Time ซึ่งผู้เขียนเองได้ตามอ่านงานวิจารณ์ของอุทิศมาโดยตลอด โดยในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีตอนหนึ่งที่ถามว่า

ทะเยอทะยานกับการเขียนหนังสือมากน้อยแค่ไหน

“คิดว่าทะเยอทะยานนะ ถ้าไม่ทะเยอทะยานก็คงไม่เขียนหนังสือมั้งครับ ไม่มีความทะเยอทะยานเขียนหนังสือไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่รับผิดชอบชีวิตตัวเอง รับผิดชอบความฝันตัวเอง รับผิดชอบชะตากรรมตัวเอง รับผิดชอบคุณธรรมของตัวเอง ผมคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบสูง ถ้าไม่มีความทะเยอทะยานผมว่าทำไม่ได้หรอก ผมเชื่อเรื่องนี้”

ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา อุทิศได้พิสูจน์ตัวเองจนประสบความสำเร็จเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2552 จากนวนิยายเรื่อง “ลับแลแก่งคอย”

เกริ่นถึงอุทิศ เพราะเกริ่นนำในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ได้เขียนถึงอุทิศในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ประจำนิตยสาร Movie Time ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่สะกิดให้ผู้เขียนย้อนกลับไปอ่านงานวิจารณ์ชิ้นเก่าของอุทิศอีกครั้ง (ในฐานะเศษกระดาษที่ยังฉีกเก็บใส่แฟ้มไว้)

อุทิศ

และเกิดแรงดลใจอยาก re-plays หยิบม้วนวิดีโอเทปพะยี่ห้อ “แว่นวิดีโอ” ออกมาดูและเขียนถึงหนังนอกกระแสหรือหนังอาร์ตที่อุทิศเคยเขียนสมัยนั้น

ในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ Stranger than Paradise (1984, ผู้กำกับฯ จิม จาร์มุช) อุทิศตั้งคำถามได้อย่างน่าสนใจว่า

“ทุกวันนี้ชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวจากแรงเฉื่อยแปลกแยกต่อกันมากขึ้น ผู้คนยิ่งดำดิ่งลงไปในโลก (อุดมคติ) ของใครของมันมากขึ้นทุกที ชีวิตผู้คนในยุค Post Modern ที่ต้องแบกรับชะตากรรมแห่งความงุนงงสงสัยในชีวิตที่เป็นผลพลอยต่อสารสาระอันตกค้างมาจากคนยุคก่อน นี่คือวิกฤตอันเบาหวิวที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เราเกิดมาทำไม? อนาคตเพื่ออะไร?”

ผู้เขียนมิสามารถคัดง้างต่อข้อเขียนดังกล่าวได้เลย

และเห็นตรงไปตรงมาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนที่หนังหลายเรื่องหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาพูดถึง เช่น Doom Generation (1995) ของเกร็ก อารากิ

เมื่อตัวละครอย่างจอร์แดนกล่าวขึ้นมาลอยๆ ว่า “เราเกิดมาทำไมบนโลกใบนี้” (ก่อนนำไปสู่จุดจบอันเป็นโศกนาฏกรรมอันโหดร้าย) หรือหลายตัวละครที่ต้องทนทุกข์อยู่กับสภาพชีวิตซ้ำซากจำเจ ไม่สามารถหลุดพ้นจากกรอบกฎเกณฑ์ทางสังคมออกไปได้ มีชีวิตไปวันๆ อย่างซังกะตายใน American Beauty (1999) ของแซม เมนเดส ที่สะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของสังคมอเมริกันได้อย่างแสบสันต์

แต่ที่น่าขนลุกขนพองสุดๆ เห็นจะเป็นการวิพากษ์ตัวเองของครอบครัวๆ หนึ่งใน The Seventh Continent (1989) งานพิพากษาสังคมชั้นเยี่ยมของมิคาเอล ฮาเนเก้ ด้วยการนำเสนอการกระทำอัตวินิบาตกรรมยกครัว!

การนำเสนอภาพในลักษณะ Fade-in Fade-out ที่ทำให้ภาพในแต่ละซีนดูแล้วชวนหดหู่ อึดอัด เสมือนคนดูตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดของตัวละครและเฝ้าติดตามอยากรู้อยากเห็นว่าคนในครอบครัวนี้ (อันประกอบไปด้วย พ่อ-แม่-ลูก) กำลังนึกคิดกระทำสิ่งใด

โดยเฉพาะการให้กล้องโคลสอัพเข้าไปที่ใบหน้าอันเฉยชาเยือกเย็นอยู่บ่อยครั้ง

แม้กระทั่งการสื่อสารด้วยดวงตาของตัวละครยังดูน่าฉงนสนเท่ห์

หนังเริ่มต้นด้วยกิจวัตรประจำวันปกติโดยทั่วไป ตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว รับประทานอาหารเช้า

พ่อ-แม่ (ซึ่งเป็นหมอด้วยกันทั้งคู่) แยกย้ายกันไปทำงาน ลูกรีบไปเข้าเรียน

ต้นฉบับอันคุ้นเคยที่ผู้คนส่วนใหญ่ยอมให้ชีวิตมีโซ่ตรวนถูกบังคับด้วย “เวลา” (ดังคำกล่าว เวลาเป็นเงินเป็นทอง) เวลาอันมีค่าจึงมีอำนาจเหนือเราในทุกๆ ทาง ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องรีบไปให้ทันหรือทำให้ทันเวลา

เวลาจึงมีความน่ากลัวเคลือบแฝงอยู่ในทุกๆ อิริยาบถของชีวิตเรา

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว “มัน” เป็น “นาย” เหนือเราในทุกสิ่ง

การจำกัดชีวิตตัวเองในหลายๆ ส่วน เพื่อแลกกับความสุขสบายตามมาตรฐานชนชั้นกลางจำต้องมีคือหน้าที่การงานที่ดี บ้านหลังใหญ่โต รถยนต์หรูขับ พรั่งพร้อมไปด้วยเงินทองมากมาย และการยอมรับนับหน้าถือตาในสังคม ถ้าเพียงเท่านี้คือความพร้อมสมบูรณ์ แล้วทำไมคนที่มีพร้อมอยู่แล้วจึงคิดฆ่าตัวตาย!

The Seventh Continent ทำให้ผู้เขียนขบคิดว่าทำไมครอบครัวนี้ถึงพร้อมใจฆ่าตัวตายกันยกครัว อันเนื่องมาจากเหตุผลกลใด?

ภาพจาก https://www.amazon.co.uk/Seventh-Continent-DVD-Michael-Haneke/dp/B001UEGZBI

ยิ่งในฉากตอนล้างรถที่ฝ่ายภรรยานั่งร้องไห้ด้วยแล้วยิ่งน่าเวทนา อดสงสารไม่ได้จริงๆ

อีกทั้งในหลายๆ ฉากแววตาของคนในครอบครัวนี้มันช่างบ่งบอกถึงจิตวิญญาณอันอ่อนล้าโรยแรง (ต่อโลก) ที่เป็นอยู่เหลือเกิน

หรือมันคือการก้าวกระเถิบไปสู่อะไรสักอย่างที่ไม่มีตัวตน ที่ไม่สามารถจับต้องมันได้เลย

หรือมันคือความสุขจอมปลอมมวลสารในสุญญากาศที่มนุษย์ล้วนต่างเฝ้าถวิลหากันใช่หรือไม่!

ฉากทำลายล้างของครอบครัวมีอันจะกิน ส่งผลกระทบให้เราเห็นภาพของความเป็นปัจเจกสามัญได้ดียิ่งนัก ถ้าสิ่งที่คนในสังคมต้องการคือจุดสูงสุดของชีวิต ฉากความเป็นสามัญคงไม่ต่างกันเท่าใดนักกับการเกิดของมนุษย์ เมื่อแรกเกิดเราไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ความเป็นสามัญของครอบครัวนี้จึงทำให้เราเห็นว่า ถ้าจากไปก็ต้องทำทุกอย่างให้กลับสู่สถานะเดิม

ความเป็นไปของครอบครัวนี้ได้เล่าผ่านจดหมายหลายฉบับไปยังพ่อแม่ของเขา (ที่แทบจะไม่มีเวลาไปหา)

จนมาถึงฉบับสั่งลาสุดท้าย ซึ่งหนังมิได้สร้างภาพชวนหดหู่แต่อย่างใด ทุกคนพร้อมใจกันตายทีละคนอย่างสงบ นอนหลับบนที่นอนเหมือนการนอนหลับปกติเฉกเช่นทุกวัน เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ซากปรักหักพังภายในบ้าน ซึ่งแทบจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ขยะ” ดีๆ นี่เอง

ขยะที่คนในสังคมต่างขวนขวายหามันเพื่อให้ได้มาครอบครอง

อาจเป็นความคิดที่ขมขื่นเกินไป ถ้าการพรากชีวิตของตนคือการ “ปลดปล่อย”

แต่กฎเกณฑ์ใดเล่าจะมาคัดง้างหรือห้ามกระทำ การฆ่าตัวตายเป็นเพียงหลักทางศาสนาที่เรายึดถือกันมาช้านานว่าเป็นบาป (แม้แต่ต่างประเทศยังมีกฎหมายว่าด้วยการห้ามฆ่าตัวตาย) ความเชื่อเหล่านี้ล้วนสืบทอดกันมาโดยมนุษย์ด้วยกันเองทั้งนั้น

เมื่อมนุษย์คือผู้กำหนด มนุษย์ย่อมมีสิทธิ์ทำลายได้ไม่ใช่หรือ?

การปลดปล่อยตัวตนในทัศนะของครอบครัวนี้จึงถือเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม

ซึ่งในอีกหลายปีต่อมาจนวันนี้ ดังที่เราได้เห็นกันแล้วว่าอุทิศได้ทุ่มเทเอาจริงเอาจังกับงานเขียนที่รักมากจริงๆ และมาไกลมากจากวันแรกที่ก้าวเข้ามา ซึ่งในตอนเริ่มอุทิศก็เหมือนนักเขียนหน้าใหม่โดยทั่วไป

“ผมพยายามบอกตัวเองว่าเดือนหนึ่งต้องเขียนเรื่องสั้นให้ได้เรื่องหนึ่ง มากสุดก็ 2 เรื่อง แล้วก็ส่งไปตามหน้านิตยสาร ก็พยายามเขียนเรื่องให้ลง อยากจะให้เดือนหนึ่งอย่างน้อยมีลง หรือโชคดีก็จะมีเรื่องสั้นตัวเองลง 2 เรื่อง”

และที่ทำควบคู่กันมากับการเขียนหนังสือคือการเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ในฐานะคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร Movie Time ในขณะนั้น ที่ว่าอุทิศเอาจริงเอาจัง มีวินัย จึงไม่ได้เป็นการพูดเกินเลยแต่อย่างใด หากย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นเดียวกันนี้อีกครั้ง

“โดยปกติอาทิตย์หนึ่งผมต้องเขียนบทวิจารณ์ 2 เรื่อง ผมก็ใช้วิธีคือ ผมเขียนทีเดียวเลย ไปหามา แล้วก็ลุยดูภายใน 2 อาทิตย์ ผมก็หามา 16 เรื่อง แล้วก็ลุยดูภายใน 2 อาทิตย์ แล้วก็เขียนให้เสร็จ แล้วผมก็จะได้ฟรี 6 สัปดาห์ ซึ่งผมก็จะให้กับการเขียนหนังสือ ผมจัดเวลาแบบนี้ใช้กับการเขียนนิยาย ก็จะใช้เวลา 6 สัปดาห์นั่งเขียนนิยาย” (ในบทสัมภาษณ์อุทิศไม่ได้พูดถึงชื่อนิยายที่กำลังเขียนอยู่ ซึ่งในอีกหลายปีต่อมาคือนวนิยายรางวัลซีไรต์ ลับแลแก่งคอย นั่นเอง)

อุทิศอาจปลดปล่อยตัวตนเก่าในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์

เหมือนความตายเพื่อหลุดพ้นพันธนาการในภาพยนตร์ The Seventh Continent

แต่อุทิศกลับจุติตัวตนขึ้นใหม่ในฐานะนักเขียนนวนิยายคนหนึ่งได้อย่างที่ตั้งใจ

“อย่างมีวินัย ความมุ่งมั่นในการเขียนยิ่งเข้มชัด ทั้งกล้าแกร่ง เกรี้ยวกราด และเปราะบางปะปนกันไป สุดท้ายเวลาสองปีนั้นทำให้ผมรู้ซึ้งว่า มันเป็นโมงยามแห่งความรัก เป็นการงานแห่งความผูกพัน ผมข้ามผ่านความแคลงใจในตนเองต่อความ “อยาก” จะเป็นนักเขียน สู่ความเป็นนักเขียนเต็มคน” (ลับแลแก่งคอย,จากนักเขียนนวนิยายคนหนึ่ง)

ปัจจุบันอุทิศยังคงมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ (แต่อาจไม่มีบทวิจารณ์ภาพยนตร์แล้ว) และมิใช่เพียงผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือที่เขียนเสร็จแล้ว

แต่อุทิศยังรู้จักประชาสัมพันธ์ตัวเองอยู่เบื้องหน้า โดยมีกลุ่มแฟนๆ เฝ้าติดตามกันอย่างเหนียวแน่น

และด้วยความสนใจในด้านวาดรูปที่เคยเรียนมา อุทิศจึงได้นำกลับมารับใช้ในผลงานใหม่ของเขา และได้จัดแสดงนิทรรศการภาพวาดเป็นของตัวเอง (อันเป็นที่มาของนวนิยายเรื่อง “ร่างของปรารถนา”)

ล่าสุดในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา อุทิศมีรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ “ติดอยู่ระหว่างเดินทาง” ผลงานรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 4 ออกมาให้แฟนๆ ได้อ่านกัน (อุทิศมีผลงานรวมเรื่องสั้นออกมาแล้วด้วยกัน 3 เล่มคือ “ปริมาตรรำพึง” ปี 2548, “ไม่ย้อนคืน” ปี 2551 และ “สามานย์ สามัญ” ปี 2557)

ส่วนหนึ่งของบทความนี้ จึงถือเป็นการยกจอกดื่มให้กับ “อุทิศ เหมะมูล” ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ควบคู่ไปกับความมานะอุตสาหะจนได้ประทับตรานักเขียนรางวัลซีไรต์ ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา เราได้เห็นแล้วว่าอุทิศยังคงมุ่งมั่นอุทิศตนอยู่บนเส้นทางสายนักเขียนไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบสูง ถ้าไม่มีความทะเยอทะยานผมว่าทำไม่ได้หรอก ผมเชื่อเรื่องนี้”

ข้อมูลประกอบการเขียน

– UNDERGROUND BULEteen วารสารหนังสือใต้ดิน ฉ.4 ประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2548

The Catcher in the Rye ผู้ไล่คว้าในทุ่งกว้าง อุทิศ เหมะมูล, เรื่องโดย เขี้ยว คาบจันทร์

เครดิตภาพประกอบ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ขายสิทธิ์เข้าถึง ‘ทรูธ โซเชียล’ เมื่อ ‘ทรัมป์’ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ฝ่ายค้าน ซ้อมย่อย ลับมีดรอชำแหละ เวทีซักฟอก รบ. ‘อนุทิน’
ทรัมป์กับข้อจำกัดในสงครามเต็มพิกัดกับอิหร่าน
ถ้าโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น…เป็นระบบโจรโกงเลือก ส.ว.จะต้องเป็น…ระบบมหาโจร
มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เมื่อความคาดหวังทะลุเพดาน คำถามตัวโตๆ ถึง ‘ตัวการใหญ่’ รัฐบาลต้องตอบ!
E-DUANG | การตัดสินใจ เดือนสิงหาคม 2566 การตัดสินใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(รัฐบาล) Ultra (ไม่) Smooth
‘ฟุตบอลศาสตร์’ ของ ‘ครูลูกหนังชาวสเปน’ | ปราปต์ บุนปาน
กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา