คอลัมน์ Agora กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เจ้าฟ้าและสามัญชน (6)
บุพเพสันนิวาส
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ท้ายที่สุดแล้วก็ได้เข้าพิธีสมรสกับสาวยูเครนนามว่า “เอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกายา” หรือ “คัทริน เดสนิตสกี” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “แคทยา”
แต่กว่าที่เรื่องราวลงเอยเช่นนี้ พระองค์ก็เคยเกือบจะได้ครองคู่กับสาวคนอื่นมาแล้วอย่างน้อยสามคน
โดยครั้งสุดท้ายก่อนพบแคทยานั้น พระองค์ทรงชอบพอกับพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระขนิษฐาต่างมารดา คือมีศักดิ์เป็นน้องสาวนั่นเอง
หากเหตุการณ์นั้นไม่ถูกกระงับยับยั้งเอาไว้เสียก่อน เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็คงไม่ได้พบรักกับแคทยา และทำให้ไม่หลุดจากสายลำดับของการสืบราชสันตติวงศ์ไปด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาในแง่นี้ ชีวิตของพระองค์กับแคทยาก็อาจเรียกว่าเป็น “บุพเพสันนิวาส” ก็ได้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2446-2447 เมื่อนักเรียนไทยทั้งสองได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านชั่วคราวหลังออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานถึง 7 ปี
ทั้งคู่กลับคืนสู่เหย้าอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวปลายปี พ.ศ.2446 ซึ่งคราวที่เดินทางออกจากสยามครั้งแรกนั้น ทั้งสองเพิ่งสัมผัสโลกมาได้เพียง 13 ปี
แต่พอถึงวันนี้ เด็กน้อยในวันนั้นก็เติบใหญ่เป็นชายชาตรีวัยฉกรรจ์ที่มีอายุถึง 20 ปีแล้ว
การหวนคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของหนุ่มรูปงามดีกรีนักเรียนนอก ณ ห้วงเวลาที่หาได้มีเทคโนโลยีสื่อสารอันล้ำสมัยเฉกเช่นปัจจุบัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าย่อมทำให้ทั้งคู่ตื่นเต้นดีใจเกินกว่าที่คนยุคนี้จะจินตนาการได้
ระหว่างที่กำลังเดินทางข้ามโลกอย่างยาวนาน คงมีบ้างที่บางครั้งจะหวนระลึกย้อนไปถึงวันแรกของการผจญภัยพร้อมกับคณะเดินทางอีกหลายคน เช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และนายนกยูง (พระยาสุรินทราชา) เป็นต้น
พิธีการส่งเด็กๆ เดินทางไปเรียนนอกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก โดยมีพระเจ้าแผ่นดินและสมเด็จพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระองค์เองถึงสิงคโปร์ ก่อนแยกจากกันในวันที่ 29 พฤษภาคม 2439
ดังถ้อยความที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ได้บรรยายไว้ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ว่า
“ใน พ.ศ.๒๔๓๙ ทูลหม่อมปู่ได้ตกลงพระทัยส่งพ่อไปศึกษาวิชาในทวีปยุโรปตามธรรมเนียมในบรรดา ๗ พระราชโอรสในสมัยนั้น และเพราะพ่อเป็นลูกรักอย่างยิ่ง ทั้งทูลหม่อมปู่และย่าได้พาพ่อไปส่งถึงสิงคโปร์โดยพระองค์เอง โดยเสด็จไปในเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำเก่า) เวลานั้นเป็นคราวที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่าทูลหม่อมปู่น้อย กำลังจะเสด็จไปเที่ยวทวีปยุโรป จึงได้ทรงรับฉันทะให้พาพ่อข้าพเจ้าไปด้วย และพ่อจึงได้เสด็จเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปอังกฤษเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๙”
เวลาล่วงผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 7 ปีต่อมา ทั้งสองกลับบ้านโดยล่องเรือมายังสิงคโปร์ ซึ่งมีราชองครักษ์รอคอยรับเสด็จอยู่
จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยเรือพระที่นั่ง ใช้เวลาสามวันก็ถึงจุดหมาย
ทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2446 ปรากฏให้สองสหายได้เห็นอย่างเต็มตา เช่นเดียวกับสายตาของฝูงชนมากมายที่จับจ้องมายังทั้งคู่ ซึ่งบัดนี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวราวกับดาราที่กระโดดออกมาจากหน้าจอ
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ มีพระพักตร์คล้ายคลึงกับพระบิดาอย่างมาก จึงเป็นพระราชโอรสพระองค์โปรด หรือกล่าวเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเป็น “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” นั่นเอง
ส่วนพุ่มมาจากชนชั้นล่าง เขาเป็นสามัญชนที่ขยันขันแข็งและมีสติปัญญาเป็นเลิศ บิดาของพุ่มชื่อซุ้ย เป็นคนเชื้อสายจีน บ้านนี้ไม่ใช่ตระกูลขุนนาง หากแต่มีความใกล้ชิดกับพวกทหาร จึงทำให้พอมีช่องทางส่งลูกเข้าเรียนหนังสือที่พระตำหนักสวนกุหลาบและเทพศิรินทร์ได้
สองสหายยิ่งตื่นเต้นดีใจมากขึ้นไปอีก เมื่อพบว่ามีพิธีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปบ้านใครบ้านมัน
โดยเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงประทับอยู่กับเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธฯ ที่พระราชวังสราญรมย์อันเป็นที่ประทับเดียวกันกับจักรพรรดิซาร์นิโคลาสที่ 2 เมื่อครั้งเสด็จเยือนสยามในปี พ.ศ.2436 ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร
ระหว่างที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงพำนักอยู่นั้น ก็ได้พบปะผู้คนมากมายในงานเลี้ยงต้อนรับอันหรูหราใหญ่โต ตลอดจนงานฉลองต่างๆ ซึ่งรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก ในฐานะที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา
ท่ามกลางบรรดาผู้คนเหล่านี้มีอยู่คนหนึ่งซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงชอบพอเป็นพิเศษ หรือมีจิตปฏิพัทธ์ให้ แต่ก็ถูกยับยั้งจากพระบิดาเสียตั้งแต่แรก เนื่องจากสตรีผู้นั้นเป็นญาติพี่น้องที่มีสายเลือดใกล้ชิด คือมีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างแม่ หรือเป็นลูกพี่ลูกน้องกันนั่นเอง
แม้ครั้งอดีต การสมรสกันภายในวงศ์วานว่านเครือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในราชสำนักก็ตาม ทว่าพอสยามเข้าสู่การเปลี่ยนให้เป็นสมัยใหม่ ค่านิยมนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรัชกาลที่ 5 ซึ่งแม้พระองค์ทรงเคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ได้เปลี่ยนโลกทัศน์ไปแล้ว จากการรับแนวคิดและวิทยาการตะวันตก
ดังเนื้อความตอนหนึ่งในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” ซึ่งหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ ได้บรรยายไว้ว่า
“ครั้นเมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงแสดงความสนพระทัยในพระขนิษฐาต่างพระมารดาองค์หนึ่ง พระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงไม่พอพระทัยและได้ตรัสกับพระองค์ว่า การแต่งงานแบบนี้ล้าสมัยแล้ว พระราชโอรสที่มีสิทธิที่จะเป็นองค์รัชทายาท ย่อมเลือกอภิเษกสมรสกับใครก็ได้ตามพระประสงค์ ซึ่งจริงๆ แล้วคงจะหมายความว่า พระราชโอรสของพระองค์ย่อมสามารถเลือกอภิเษกกับสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองไทยได้เมื่อถึงเวลา แม้ว่าการอภิเษกสมรสร่วมสายโลหิตกันจะยังคงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ในสังคมไทยขณะนั้น แต่ดูเหมือนว่า พระจุลจอมเกล้าฯ จะไม่โปรดวิธีการนี้อีกต่อไป”
“และยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังอาจเกรงว่าหากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอภิเษกสมรสในเวลานั้นก็จะเป็นปัญหาต่อการเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซีย และหน้าที่การงานในอนาคตได้ พระจุลจอมเกล้าฯ เองคงจะทรงเสียพระทัยยิ่งนัก หากทรงทราบว่า พระราชดำรัสของพระองค์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องจริงในเวลาต่อมา”
อ่านต่อฉบับหน้า
