เทศมองไทย
บทบรรณาธิการของ หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นี้ พูดถึงภาวะน้ำมันขาดแคลนไว้อย่างน่าสนใจว่า หลังจากตลาดพลังงานโลกตกอยู่ในสภาพถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการสูญเสียน้ำมันดิบ 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนเมษายน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้รับการบรรเทาผลกระทบลงด้วยการดึงเอาน้ำมันจากคลังสำรองและช่องทางฉุกเฉินอื่นๆ ดังนั้น แม้ว่าในหลายๆ ประเทศในแอฟริกาและเอเชียจะเผชิญกับการขาดแคลน เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่
แต่นอกเหนือจากราคาน้ำมันจะสูงขึ้น ค่าเดินทางด้วยเครื่องบินจะแพงขึ้นแล้ว อย่างอื่นก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ นั่นเพราะจุดที่ร้ายกาจที่สุดยังมาไม่ถึง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เตือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของโลกลดระดับลงอย่างรวดเร็วชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหลงเหลืออยู่ให้ใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมในประเทศยากจน น้ำมันเชื้อเพลิงถึงได้หายากมากขึ้น และในประเทศมั่งคั่งราคาก็สูงขึ้นพรวดพราด
เป็นสัญญาณเตือนว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล บริษัทห้างร้าน หรือผู้บริโภคทั่วไป ก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะน้ำมันไม่มี ที่จะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นาน
ความพยายามลดการบริโภคน้ำมันลง ช่วยบรรเทาให้เรามาจนถึงตอนนี้ ก่อนหน้าที่สงครามอิหร่านจะเกิดขึ้น น้ำมันที่อยู่ระหว่างการเดินทางอยู่ในท้องทะเลมีมากกว่าปกติ
บรรดาชาติผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียแห่กันผลิตน้ำมันมากขึ้นราวกับรู้ว่า วิกฤตกำลังจะเกิดขึ้นตามมา
การที่ไออีเอแถลงปล่อยน้ำมันดิบจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันมานับตั้งแต่กลางเดือนเมษายนก็ช่วยได้มาก เมื่อผสมผสานกับการที่สหรัฐอเมริกาส่งออกน้ำมันมากขึ้นและจีนนำเข้าน้ำมันลดลง บรรดาโรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายพากันใช้น้ำมันสำรองเป็นหลักแทนที่การสั่งซื้อน้ำมันราคาแพงลิ่ว
แต่ไออีเอประเมินว่า โลกต้องการใช้น้ำมันมากกว่าที่ผลิตได้ ราว 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคลังน้ำมันสำรองของโลกถึงได้เหือดหายไปอย่างรวดเร็วนัก เมื่อไม่มีน้ำมันดิบใหม่เติมเข้ามา และน้ำมันที่อยู่ระหว่างการเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คลังสำรองก็ต้องหดหายไปอย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา
การปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรอง อยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้ผ่านได้ใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อน้ำมันส่วนนี้หมดลง รัฐบาลต่างๆ ก็ต้องหันมาดึงน้ำมันอีกส่วนจากคลังสำรองที่มีหลงเหลืออยู่ราว 1 ใน 3 ของ คลัง 1,200 ล้านบาร์เรลแต่เดิม เพื่อป้องกันการขาดแคลนและน้ำมันส่วนนี้ก็จะหมดลงอย่างรวดเร็ว บริษัทผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นมีสำรองอยู่อีกราว 3,000 ล้านบาร์เรล แต่ส่วนใหญ่แล้วผูกโยงอยู่กับการทำงานของบริษัทจึงไม่สามารถปล่อยออกมาได้
เจพีมอร์แกน วาณิชธนกิจชื่อดัง ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันจะลดลงจนถึงระดับ “ตึงเครียด” ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
ราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนท์ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลดลงจากระดับสูงสุด 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังสูงกว่าระดับราคาก่อนสงครามกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ราคาที่ว่านี้อิงอยู่กับสมมุติฐานที่ว่า ฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งภายในไม่ช้าไม่นาน
ซึ่งดูแล้วยังยาก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้แน่ และแม้ว่าทุกอย่างจะจบสิ้นลงอย่างกะทันหัน เรือเดินสมุทรสามารถแล่นผ่านฮอร์มุซได้ในทันที ทุกอย่างก็จำเป็นต้องใช้เวลาจนกระทั่งถึงปลายปี กว่าที่การเปิดช่องแคบจะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติเต็มที่
นั่นหมายความว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงมากขึ้นไปอีกตามแรงบวกของความต้องการ ประเทศผู้บริโภคจะพากันแข่งขันเสนอราคาเพื่อซื้อหาน้ำมันที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างเช่น น้ำมันเครื่องบินและน้ำมันดีเซล
ดังนั้น ถึงแม้โรงกลั่นจะพยายามยกระดับการกลั่นน้ำมันเครื่องบิน แต่การขาดแคลนจากตะวันออกกลางก็ทำให้คลังสำรองน้ำมันเครื่องบินในยุโรปลดลงถึงระดับเหลือใช้เพียงแค่ไม่ถึง 5 ปี
น้ำมันดีเซลซึ่งไม่ใช่จำเป็นเฉพาะกับยานพาหนะเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อการเกษตรและโรงงานผลิตต่างๆ อีกด้วย ไม่นานราคาก็จะพุ่งสูงในยุโรปและในแอฟริกา
ไออีเอระบุว่า ตอนนี้มีราว 80 ประเทศทั่วโลกประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับภาวะน้ำมันไม่มีที่จะมาถึง ประเทศกำลังพัฒนาล้วนเผชิญกับปัญหาเลวร้ายที่สุด การอุดหนุนราคาที่เคยใช้เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากราคาตลาดโลกที่พุ่งสูง ยิ่งนานยิ่งทำไม่ได้ขึ้นทุกที
แต่บรรดาประเทศในยุโรป ยังมีช่องทางในการหันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้บริโภคผ่านทางมาตรการ อย่างเช่น การลดภาษีน้ำมันลง ซึ่งชาติในเอเชียบางชาติก็นำมาใช้ เพียงแต่ต้องใช้ควบคู่ไปกับมาตรการสำคัญเพื่อลดปริมาณการใช้ลง อย่างเช่น กระตุ้นให้เลือกใช้การทำงานจากบ้าน หรือใช้บริการรถสาธารณะมากขึ้น
ถึงที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้คงทำให้หลายประเทศต้องเรียนรู้กับการใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางปริมาณเชื้อเพลิงที่จำกัดจำเขี่ยมากขึ้นอยู่ดี
