bg-single

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)

10.06.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม

ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)

เมื่อใดก็ตามที่นึกถึงประวัติศาสตร์ไทย เดินชมพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ดูภาพยนตร์หรือสารคดีประวัติศาสตร์โบราณคดีสยาม เปิดแอนิเมชั่นเรื่องราวความเป็นไทยในอดีต แม้กระทั่งดูข่าวความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่เราทุกคนต้องได้ยินผ่านตาอยู่ตลอด คือ คำที่ใช้เป็นหมุดอ้างอิง “ยุคสมัย” ในการอธิบายอดีตที่จะปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ

อาทิ ลวดลายใน “สมัยอยุธยา”, ของชิ้นนี้อยู่ใน “ยุคทวารวดี”, ปราสาทหลังนี้คือ “ศิลปะลพบุรี” ไม่ใช่เขมร, ชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูป “สมัยเชียงแสน”, ศิลาจารึกนี้ทำขึ้นใน “สมัยสุโขทัย”, “ศรีวิชัย” มีศูนย์กลางที่ไชยา, เสื้อผ้า “ยุคต้นรัตนโกสินทร์” ฯลฯ

แม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองไม่สนใจประวัติศาสตร์เลย แต่เมื่อใดก็ตามที่พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับอดีต ทุกคนต่างต้องใช้คำเหล่านี้ในการคิดและสื่อสารสิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ตัวอย่างอัตโนมัติ เสมือนว่าเป็นสัจธรรมแท้จริงในการใช้อธิบายอดีตของไทย

น้อยคนที่จะทราบว่าชุดคำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา จากเนื้อหาในบทที่ 9 ของหนังสือพิมพ์แจกงานศพเล่มเล็กๆ เพียงหนึ่งเล่ม

ชุดคำและการแบ่งยุคสมัยดังกล่าวมีสถานะเป็นดั่งฐานรากที่ลึกที่สุดที่ทำหน้าที่ค้ำยันและกำกับวิธีคิดในการมองประวัติศาสตร์ให้แก่รัฐสยามสมัยใหม่ (ชาติไทยในเวลาต่อมา) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่ต่างจากกรงขังทางอำนาจที่คอยควบคุมและจำกัดความเป็นไปได้อื่นในการมองอดีตของชาติ

ลองคิดเล่นๆ ดูนะครับ ถ้าเราจำเป็นต้องเล่าอดีตโดยไม่ใช้คำเหล่านี้ เราจะยังสามารถอธิบายอดีตได้อยู่หรือไม่ และอดีตที่ถูกอธิบายโดยปราศจากคำดังกล่าวจะมีหน้าตาแตกต่างออกไปอย่างไร

ประเด็นสำคัญต่อมา ความเข้าใจอดีตที่ถูกสร้างจากงานเขียนทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีชิ้นนี้ยังเกี่ยวข้องแนบแน่นกับกระบวนการสถาปนารัฐสมัยใหม่ของสยาม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างรัฐก็ว่าได้

ผมเคยเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ขอยกบางส่วนมากล่าวซ้ำในที่นี้อีกครั้ง

งานศึกษาส่วนมากที่ผ่านมา เมื่อต้องการหาคำอธิบายการเกิดก่อตัวขึ้นของรัฐสมัยใหม่สยาม (รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์) มักมุ่งประเด็นไปที่การปฏิรูประบบราชการและการสร้างกองทัพสมัยใหม่เป็นหลัก ซึ่งแม้จะเป็นด้านสำคัญ แต่แท้จริงแล้ว การปฏิรูปเหล่านั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของกระบวนการมากมายหลายด้านในการสร้างรัฐสมัยใหม่ และด้านที่ดูจะขาดแคลนงานศึกษามากก็คือ ความเปลี่ยนแปลงในการสร้างองค์ความรู้ทางศิลปะและโบราณคดี

Chandra Mukerji เคยเขียนบทความเรื่อง “Artisans and the Construction of the French State : The Political Role of the Louvre’s Workshops” โดยอ้างอิงไอเดียคลาสสิคของ Howard S. Becker เกี่ยวกับ “โลกศิลปะ” (art worlds) เอาไว้ว่า ความสำเร็จของการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศสในราวศตวรรษที่ 17 นั้นมิใช่เกิดจากการเข้ามายึดกุมอำนาจในการควบคุมกองทัพได้สำเร็จของกษัตริย์ จนเป็นผลให้อำนาจของขุนนางลดลงหรือแม้กระทั่งการปฏิรูประบบราชการอื่นๆ

แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการที่ราชสำนักสามารถสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “โลกศิลปะ” ขึ้นภายในราชสำนักและสังคมขุนนางชั้นสูงได้สำเร็จ โลกศิลปะดังกล่าวก่อให้เกิดจินตกรรมว่าด้วยรัฐและโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจรูปแบบใหม่ที่เอื้อให้กับการถือกำเนิดขึ้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส

คุณ Mukerji ขยายความแนวคิดนี้ต่อว่า ราชสำนักฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อาศัยกลไกทางศิลปะเข้ามาสร้างโลกจำลองในอุดมคติขึ้นโดยมีตัวแบบคือ “อาณาจักรโรมัน”

ราชสำนักได้จ้างศิลปินและช่างฝีมือเป็นจำนวนมากเข้ามาทำการเปลี่ยน พระราชวังแวร์ซายให้หมุนย้อนกลับไปสู่ยุคโรมัน (Roman revival) งานศิลปกรรม, สถาปัตยกรรม, เฟอร์นิเจอร์, การจัดสวน, การจัดพิธีการต่างๆ, การแสดงละคร ไปจนกระทั่งการแต่งกายในพิธีการต่างๆ ของขุนนางถูกออกแบบอย่างตั้งใจประหนึ่งการจำลองยอดเขาโอลิมปัสของเหล่าทวยเทพยุคโรมัน

พลังของงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ที่ผนวกเข้ากับการมองเห็น สัมผัส รับรู้และใช้สอยในทุกวันๆ ของเหล่าขุนนางราชสำนักและผู้ดีชั้นสูง ได้เข้ามาทำหน้าที่ในเชิงสัญญะที่กระตุ้นและสร้างความรู้สึกให้แก่ชนชั้นนำฝรั่งเศส ณ ขณะนั้นว่า ฝรั่งเศสสามารถจะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้ในแบบเดียวกับที่อาณาจักรโรมันเคยเป็นได้

พระราชวังลูฟร์ก็เช่นกัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำการเปลี่ยนพระราชวังให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของสะสมของพระองค์ และกลายมาเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างโลกจำลองแห่งพระราชอำนาจขึ้น

การจัดแสดงห้องต่างๆ ภายในล้วนเต็มไปด้วยงานประติมากรรม ภาพเขียน พรม ฯลฯ ที่แสดงเรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆ ของโรมัน ศิลปวัตถุล้ำค่ามหาศาลทำหน้าที่เป็นดั่งอาภรณ์เสริมบารมีให้แก่พระองค์ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ประกาศภาพลักษณ์ของการเป็นเทพเจ้าให้เกิดขึ้น ในกรณีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเปรียบตนเองเป็นดั่ง “สุริยะกษัตริย์อะพอลโล” (sun-god Apollo)

ทั้งหมดคือการสร้างความชอบธรรม (ผ่านงานศิลปะ) ในการขึ้นเป็นกษัตริย์และสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์

คุณ Mukerji สรุปในงานศึกษาชิ้นนี้ไว้น่าสนใจว่า การประกาศแรงปรารถนาอย่างเปิดเผยและแสดงออกผ่านนโยบายแห่งรัฐอย่างจริงจังเพื่อบอกถึงเป้าหมายในการเดินตามรอยอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ในห้วงขณะที่ฝรั่งเศสยังเป็นเพียงรัฐก่อนสมัยใหม่อันอ่อนแอดูจะเป็นเรื่องน่าขบขันและอันตรายไปพร้อมกัน

แต่การประกาศแรงปรารถนาผ่านโลกศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกว่า อีกทั้งยังก่อให้เกิดความรู้สึกและแรงขับดันภายในขึ้นในกลุ่มชนชั้นนำฝรั่งเศสขึ้นอย่างที่เครื่องมือและกลไกประเภทอื่นให้ไม่ได้

ประเด็นสำคัญของกรอบแนวคิดแบบนี้ก็คือ สมมุติฐานที่เชื่อว่า ศิลปวัตถุ ภาพเขียน ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ การแต่งกาย ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในระดับรายละเอียด มีพลังในการก่อรูปความคิดและจิตสำนึกให้แก่ผู้พบเห็น สัมผัส และใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งของเครื่องใช้และสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้

หากกล่าวตามคำของ Matthew S. Hull ก็คือสิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนเป็น “vehicle of imagination” เป็นสื่อกลางหรือภาชนะที่ช่วยรองรับหรือนำพาให้จินตนาการหรือแรงปรารถนานั้นเกิดขึ้นจริงได้

หรือหากพิจารณาบนกรอบแนวคิดว่าด้วย material culture ซึ่งให้ความสนใจในการศึกษาความสัมพันธ์ของแง่มุมต่างๆ ระหว่างวัตถุสิ่งของกับมนุษย์และสังคมที่ผลิตและใช้สอยมัน ก็จะพบว่าวัตถุสิ่งของทั้งหลายมิได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองประโยชน์ใช้สอยอย่างง่ายๆ เท่านั้น แต่มีสถานะเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการก่อรูปประสบการณ์และจิตสำนึกของผู้คน

วัตถุจึงทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน “ตัวละครหลัก” ในปฏิบัติการทางสังคม (ไม่ว่าจะเป็นผ่านรูปแบบ การใช้งาน ไปจนถึงพิธีกรรมและการจัดวางแสดง)

ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบย้อนกลับมากล่อมเกลาความคิด พฤติกรรม และสถาปนาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของผู้คนในสังคมที่ใช้สอยมันได้อย่างลึกซึ้ง

หากเรามองสิ่งที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำ เทียบเคียงกับสิ่งที่ราชสำนักสยามทำในครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 25 เราจะพบรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แม้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์จะต่างกันออกไป

ชนชั้นนำสยามมุ่งมั่นในโครงการระยะยาวเพื่อสำรวจและรวบรวมศิลปวัตถุทั่วอาณาจักร ราวกับกำลังเนรมิตโลกจำลองขึ้นมาใหม่ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี” ซึ่งผลสรุปรวบยอดของปฏิบัติการนี้ถูกบรรจุไว้อย่างสมบูรณ์ในหนังสือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม”

ข้อเสนอหลักของผมก็คือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ได้สถาปนาสิ่งที่ผมขอเรียกว่า “จินตกรรมรัฐสยามทางศิลปะ” ให้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นนำสยาม จินตกรรมชุดนี้เป็นทั้งเครื่องมือในการสถาปนาอำนาจรวมศูนย์ให้แก่ราชสำนักที่กรุงเทพฯ ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็น “โลกจำลอง” ที่ช่วยในการจินตนาการถึงภาพของรัฐสยามสมัยใหม่ตามความใฝ่ฝันของชนชั้นนำสยามว่ามีรูปธรรมทางกายภาพอยู่จริง มองเห็นได้ และจับต้องได้

แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ในคำนำหนังสือว่า ต้นฉบับถูกเขียนขึ้นอย่างรีบเร่งเพื่อให้ทันงานศพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างความคิดทั้งหมดได้ถูกประกอบสร้างทีละเล็กละน้อยมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี

ซึ่งเราจะมาพูดถึงอย่างละเอียดในสัปดาห์ต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์