bg-single

เสื่อมจนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?

14.08.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

มีแต่คุณศิริกัญญา ตันสกุล ที่รู้ว่าตัวเองคิดอย่างไรที่หลั่งน้ำตาขณะพูดว่า “สู้ยังไงมันก็สู้กับกำแพง เอายังไงก็เอามันไม่ลง”

แต่การตอบโต้ระหว่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล กับพรรคประชาชนสะท้อนว่า “กำแพง” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการถกเถียงกันว่าประเทศนี้เปลี่ยนแปลงได้ หรือประเทศนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลย

ฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาชนโจมตีว่า “กำแพง” หมายถึง “สถาบัน” ถึงคุณศิริกัญญาไม่ได้พูดคำนั้นเลย และก็เหมือนกับหลายเรื่องที่พอลากไปเรื่อง “สถาบัน” ก็กลายเป็นการยกพวกตีกันหมด ทั้งที่หัวข้อการสนทนาวันนั้นคือ “ความชอบธรรม” ของผู้มีอำนาจในสังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม

สรุปสั้นๆ คุณศิริกัญญาอยู่บนเวทีที่นักวิชาการพูดว่าสังคมต้องการความเปลี่ยนแปลง ประชาชนเองก็อยากเปลี่ยนประเทศ ผู้มีอำนาจไม่มีความชอบธรรมเท่าเดิม แต่พรรคการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลงเท่าที่ประชาชนคาดหวังไม่ได้

คุณศิริกัญญาจึงน้ำตาคลอแล้วพูดเรื่อง “เอามันไม่ลง” ขึ้นมา

ความอยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกเป็นความรู้สึกของคนไทยเหมือนคนทุกสังคม เรื่องแบบนี้ไม่เท่ากับเรื่อง “สถาบัน” โดยตัวเอง เพราะประเทศที่ไม่เปลี่ยนก็เหมือนน้ำนิ่งที่กลายเป็นน้ำเน่า ถ้าเป็นคนก็วิ่งไม่ทันโลก ถ้าเป็นบริษัทก็เจ๊ง และถ้าเป็นประเทศก็ถอยหลังลงคลอง

สังคมไทยมีปัญหาเรื่อง “ความชอบธรรม” ของผู้มีอำนาจคืออะไรจริงๆ และความชอบธรรมนี้ตัดสินไม่ได้โดยแค่ดูว่า “อำนาจมาจากการเลือกตั้ง” หรือ “อำนาจมาจากการแต่งตั้ง” รวมทั้งความคิดต่อเรื่องสถาบันอย่างที่บางกลุ่มยุให้คนไทยตีกัน เช่นเดียวกับความคิดเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย

ตัวอย่างง่ายๆ “ฝ่ายขวา” คนหนึ่งบ่นกับผมว่ารัฐบาลอยู่มา 4 เดือน แต่เหมือน 4 ปี แล้วบ่นต่อว่าประเทศไทยวันนี้มีเรื่องวุ่นที่ไม่เคยพบเห็นเต็มไปหมด ไม่ว่าเทพศิรินทร์ นนทบุรี, คดีไอ้ป๋อง, เรื่องฉลอง เรี่ยวแรง, เรื่องโกงสอบ ฯลฯ

และสรุปว่าถึงเวลาประเทศต้องทำบุญหรือสั่งสอนรัฐบาลสักที

โชคดีรุ่นพี่ “ฝ่ายขวา” คนนี้พบผมก่อนคุณอนุทินจะให้สัมภาษณ์เรื่องพกปืนว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” เพราะคำพูดนี้ถูกด่าไม่มียั้งโดยกองเชียร์รัฐบาลที่เป็นสื่อ, ทนายความ, พิธีกร, อินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ จนมีการประเมินโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับว่ารัฐบาลจะเสียคะแนนเสียงไป 15%

“ฝ่ายขวา” เป็นกองเชียร์ของรัฐบาลมั้ย? คำตอบคือเป็นแน่ๆ และเป็นมากด้วย คุณอนุทินจึงหาเสียงและสื่อสารเรื่องที่ได้คะแนนกลุ่มนี้เยอะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัมพูชา เรื่องสถาบัน ด่าพรรคส้ม หรือแม้แต่บอกว่าทำไทยช่วยไทยพลัสตามลุงตู่ ซึ่งทำให้คุณอนุทินได้คะแนนคนกลุ่มนี้ไปเต็มๆ

ปัญหาของนักการเมืองที่ต้องการคะแนน “ฝ่ายขวา” คือคนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยในแง่ผู้ลงคะแนน ถึงจะเสียงดังในแง่อิทธิพลทางการเมือง การได้เสียงฝ่ายขวาจึงไม่การันตีชัยชนะทางการเมือง แต่การเสียเสียงฝ่ายขวาเพียงนิดเดียวจะมีผลทางการเมืองมาก เพราะผู้สนับสนุนที่เสียงดังจะหายไปทันที

หลักการของฝ่ายขวาคือความเชื่อว่าสังคมในอดีตและปัจจุบันนั้นดีจนไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไรเลย หรือถ้ามี อะไรที่ว่านั้นก็เป็น minor error เล็กๆ ที่ปะนิดแก้หน่อยก็ดีขึ้น การแก้ปัญหาที่ระบบหรือ “โครงสร้าง” จึงเป็นคำต้องห้ามของคนกลุ่มนี้ถึงขั้นพูดปุ๊บโดนข้อหา “ล้มเจ้า” หรือ “ฝ่ายซ้าย” ทันที

ขวาไทยไม่เชียร์พรรคใดตลอดกาล เพราะเมื่อไม่มี Agenda เรื่องระบบก็ไม่จำเป็นต้องเลือกใครไปแก้ระบบ ทุกพรรคเป็นเครื่องมือให้เลือกเพื่อต่อต้านพรรคอื่นหรือฝ่ายอื่น เมื่อเลือกแล้วจึงไม่จำเป็นต้องอวยพรรคนั้นตลอดชาติหรือเชียร์พรรคนั้นตลอดกาล แต่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา

หลังผมฟังเสียงบ่นที่จบด้วยการทำบุญจนเมื่อย “ฝ่ายขวา” คนนั้นก็พูดต่อว่าทนไม่ไหวที่รัฐบาลโกง และหลังจากผมนั่งฟังว่าใครโกง โกงแค่ไหน โกงอะไร คำตอบที่ได้คืออาจารย์ฝ่ายขวาท่านนี้โกรธรัฐบาลมากเรื่องโกงสอบท้องถิ่นและโกง ส.ว. โดยเฉพาะประเด็นที่ “ตัวใหญ่” ที่ผิดมีแค่อธิบดี 2 คน

ไม่มีใครเชื่อว่าลำพังอธิบดี 2 คนจะมีปัญญาซื้อขายตำแหน่งราชการได้กว่า 5 พันคน “โกงสอบราชการ” จึงต้องมี “ตัวใหญ่” กว่าอธิบดี และคนที่เชื่อว่าปลัดหรือรัฐมนตรีเกี่ยวข้องก็มีมากด้วย ถึงคนที่เชื่อแบบนี้จะไม่มีใครมีอำนาจจนไม่มีใครมีหลักฐานชัดๆ ที่ยืนยันว่าปลัดหรือรัฐมนตรีเกี่ยวก็ตาม

ประชาชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน เข้าถึงเอกสารราชการไม่ได้ ซ้ำยังเรียกใครมาไต่สวนก็ไม่ได้ด้วย และเอกสารราชการบ้านเราที่ปกปิดไม่ให้ประชาชนเข้าถึงก็เยอะไปหมด จะให้ประชาชนไปเอาหลักฐานจากไหนมาได้อย่างไร?

หลักฐานที่ง่ายที่สุดในคดี “โกงสอบ” คือรายงานที่คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ ยื่นให้คุณอนุทินวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งระบุว่า การโกงสอบเอื้อทุจริตและขัดต่อกฎหมายแทบทุกขั้นตอน สั่งแก้ผลสอบหลายครั้ง แก้คะแนนคนสอบตกเป็นสอบได้ เพิ่มคะแนนให้คนสอบได้ลำดับสูงขึ้น และมอบหมายให้คนนอกแก้ผลสอบเลย

ด้วยข้อมูลแบบนี้ ใครที่เชื่อว่าโกงสอบมีผู้บัญชาการสูงสุดเป็นอธิบดี 2 คน ถ้าไม่ใช่รัฐบาล, คนของรัฐบาล ก็คงต้องเป็นคนที่เชื่อรัฐบาลจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเท่านั้นเอง

โกงสอบข้าราชการเป็นปฏิบัติการโกงที่ประเจิดประเจ้อไม่ต่างจากโกง ส.ว. เพียงแต่รัฐบาลทำท่าขึงขังเรื่องโกงสอบ แต่จบด้วยการเอาผิดอธิบดี 2 คน ขณะที่เรื่องคดีโกง ส.ว.ไม่มีความขึงขังจากรัฐบาลเท่ากับการเอาผิดคนที่วิจารณ์ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล รวมทั้งไม่มีแม้การตอบความสงสัยของสังคม

โกง ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งยิ่งขุดยิ่งเห็นความไม่ชอบมาพากลของ ส.ว., กกต. และคนของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกพาดพิง

สรุปง่ายๆ คือวันนี้ฝ่ายที่เชื่อว่ามีการ “โกง ส.ว.” ทำให้สังคมเห็นแล้วว่ามีหลักฐานเรื่องเส้นเงิน, มีพยานวัตถุ และมีพยานบุคคลที่ยืนยันได้ว่าน่าสงสัยว่ามีการ “โกง ส.ว.” จริงๆ

สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวรายวัน พรรคประชาชนโดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ และภาคประชาชนโดย “ไอลอว์” เปิดเผยข้อมูลจำนวนมากที่แสดงการโอนเงินจากคนของพรรคการเมือง, คนของรัฐมนตรีและเพื่อนรัฐมนตรี และคนที่ได้เป็น ส.ว.ไปยังคนกลุ่มต่างๆ เพื่อลงคะแนนเลือกคนที่ได้เป็น ส.ว.

เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ห้ามไม่ให้ใช้เงินเพื่อจูงใจให้คนลงคะแนน การเลือก ส.ว.มีการใช้เงินจ้างคนไปสมัคร ส.ว., จ้างคนไปลงคะแนน, จ่ายค่าเดินทางไปลงคะแนน, จ้างคนให้โหวตตามโพย แต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ส.ว.หลังโหวตเสร็จ ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดผิดกฎหมายแบบไม่มีอะไรให้โต้แย้งได้เลย

ขณะที่รัฐบาลเชื่อว่าตัวเองแก้ปัญหาโกงสอบข้าราชการดีเยี่ยมโดยเอาผิดอธิบดี 2 คน ส่วนโกง ส.ว.ก็ใช้วิธีฟ้องปิดปากคนที่เปิดโปงเรื่องนี้เยอะไปหมด สิ่งที่รัฐบาลไม่เข้าใจคือยิ่งทำแบบนี้คนยิ่งระแวงว่ารัฐบาลโกงมากขึ้น ไม่ว่าคนของรัฐบาลจะโกงในแง่ตัวเงินจริงๆ หรือปล่อยให้การโกงลามก็ตาม

วาทกรรมของฝ่ายขวาไทยคือการด่านักการเมืองทุกคนว่าโกง แต่ไม่สนใจว่าทหาร, ข้าราชการ, ศาล, อัยการ หรือคนชั้นสูงอื่นๆ จะโกงแค่ไหน เพราะเดี๋ยวมีเรื่อง พูดไปก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้ำพูดแล้วกระทบวาระทางการเมืองของตัวเองที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งนักการเมืองเลย หรือมีแค่เป็นพิธี

รัฐมนตรีที่ถูกสงสัยว่าโกงคนหนึ่งเคยท้าว่าใครมีหลักฐานให้เปิดมาเลย แต่คำพูดนี้มีค่าเท่าการผายลม เพราะประชาชนไม่ใช่สายลับหรือสันติบาล และราชการมีข้อมูลที่ปกปิดไม่ให้ประชาชนรู้เยอะไปหมด คำพูดนี้จึงเป็นแค่การ Gaslight เพื่อฟอกตัวรัฐมนตรีโดยโยนความผิดไปที่ประชาชน

ในรายงานที่คุณปกรณ์ยื่นต่อคุณอนุทินวันที่ 6 สิงหาคม คุณปกรณ์ระบุว่าโกงสอบครั้งนี้เอื้อทุจริตและขัดต่อกฎหมายเกือบทุกขั้นตอน มีการสั่งแก้ผลสอบหลายครั้ง มีการแก้คะแนนให้คนสอบตกเป็นสอบได้ เพิ่มคะแนนให้คนสอบได้ได้ลำดับสูงขึ้น และมอบหมายให้คนนอกมาแก้ผลสอบด้วย

เมื่อรัฐบาลไม่ย้ายรัฐมนตรีหรือข้าราชการที่ถูกสงสัยเลย การสืบสวนอย่างเต็มที่เพื่อหา “ตัวใหญ่” ก็เกิดไม่ได้ ความระแวงว่ารัฐบาลอุ้มรัฐมนตรีหรือข้าราชการโกงก็มีไม่จบ

และในที่สุดแล้ว ความเชื่อว่า “รัฐบาลโกง” โดยปกป้องคนที่สังคมสงสัยว่าทุจริตก็จะลุกลามอย่างปัจจุบัน

ต่อให้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ารัฐมนตรีรับเงินโกงสอบท้องถิ่นหรือรัฐบาลจ่ายเงินโกง ส.ว. ความเชื่อว่ารัฐบาลโกงตอนนี้ก็มากจนรัฐบาลมี “วิกฤตความชอบธรรม” และรัฐบาลไม่สามารถฝ่าวิกฤตนี้โดยการอ้างเรื่องชาติหรือเรื่องสถาบันด้วย เพราะทั้งสองเรื่องใหญ่กว่ารัฐบาลจนถ้าอ้างก็พังทันที

กำแพงที่ต้านการเปลี่ยนแปลงกำลังพังทลายจากการกระทำของรัฐบาล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไซเบอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมคุกคามโลก
ปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปรัฐ?
มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา
เปิดแผนเกาหลีใต้ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิป
‘ความโลภ’ เป็นโรคระบาดร้ายแรง กำลังทำลายสังคมมนุษย์ให้ล่มจม
เสื่อมจนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?
กำแพง มี ‘หนู’ ประตู มี ‘เน’
E-DUANG | จินตนาการ ความคิด เศรษฐกิจ การเมือง
ถนนสายนี้เป็นของพ่อคุณคนเดียว | เรื่องสั้น : พิมไม่มีการันต์
เขาวงกตแห่ง ‘การทำลายล้าง’ | ปราปต์ บุนปาน
ไพร่ผี ขบถ | วายุ จารุรัศมิ์ : กวีกระวาด
สุ่มเสี่ยง