ต่างประเทศ
เดิมที รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยึดถือเอาเรื่องสแกมเมอร์เป็นเพียงอาชญากรรมปกติธรรมดารูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาศัยเส้นทางออนไลน์เป็นหลัก
ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานต่อต้านการค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบภารกิจตามแนวชายแดน
แต่ในปี 2025 เมื่อปรากฏว่า หน่วยงานเหล่านี้ไม่สามารถยับยั้งไม่ให้องค์กรอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติเหล่านี้ดำเนินการตามใจชอบได้
อุตสาหกรรมขององค์กรที่เรียกขานกันในเวทีระหว่างประเทศว่าคือ แก๊งไซเบอร์สแกมเมอร์ รุกคืบเข้าไปถึงกับใช้งานระบบธนาคารระหว่างประเทศ คริปโตเคอร์เรนซี เครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม และเส้นทางลักลอบค้ามนุษย์ใหม่ๆ เป็นเครื่องมือ
พวกเขาก็ถึงบางอ้อว่า กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ดำเนินการอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกลุ่มติดอาวุธหรือกลุ่มก้อนทางการเมืองต่างๆ
นั่นทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนได้ตระหนักว่า การปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ จำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เป็นเอกภาพกันมากขึ้นทั้งกลุ่มอาเซียน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงอันนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกก็คือ การพบหารือกันเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีมิน อ่อง ไลง์ ผู้นำระบอบปกครองทหารในเมียนมา
ในการพบกันดังกล่าว ผู้นำทั้งสองตกลงที่จะจัดการกับศูนย์สแกมเมอร์ที่อาศัยตะเข็บชายแดนระหว่างสองประเทศ ปักหลักทำกิจการผิดกฎหมาย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน รวมทั้งจับมือกันขัดขวางการไหลเวียนทางการเงินของแก๊งอาชญากรเหล่านี้ ไทยยังให้การสนับสนุนเมียนมาในการเข้าเป็นสมาชิก กลุ่ม “เอ็กมอนต์” องค์กรที่เป็นเครือข่ายหน่วยข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ
ในขณะที่รัฐบาลเมียนมาผลักดันให้รัฐสภามีมติให้นำโทษประหารมาใช้กับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์สแกมออนไลน์
ในขณะที่นายอาริฟ ฮาวาส โอโกรเซโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ถึงกับเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมกับตนในการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้
หลังสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนุทินพบหารือกับประธานาธิบดีพราโบโว สุเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนกรุงจาการ์ตา เห็นพ้องกันว่าทั้งสองประเทศต้องบุกเบิกและกระตุ้นให้อาเซียนดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมนี้อย่างเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันเริ่มจะกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปทุกทีแล้ว
รายงานของสหประชาชาติเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ความสูญเสียที่เกิดจากกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งมีจำนวนมากมายที่ใช้พื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งทำมาหากินนั้นสูงถึงระหว่าง 88,300 ล้านดอลลาร์ถึง 114,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเอไอ, คริปโตเคอร์เรนซี, การสื่อสารแบบเข้ารหัส เรื่อยไปจนถึงเทคโนโลยีดีพ เฟค ช่วยทำให้การทำงานของแก๊งเหล่านี้ง่ายขึ้น ต้นทุนถูกลง และยากที่จะตรวจสอบพบร่องรอยมากขึ้น
นักวิชาการประจำสำนักอาชญาวิทยาและการปราบปรามอาชญากรรม ประจำมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลีย ระบุว่า “ไซเบอร์ สแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาไปไกลกว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์ปกติทั่วไปแล้ว และควรถูกจับตามองว่านี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้แล้ว”
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในอาเซียนในทางหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน เพราะอาชญากรรมออนไลน์เหล่านี้เริ่มดึงดูดความสนใจจากชาติมหาอำนาจมากขึ้นตามลำดับ
ในเดือนตุลาคม 2025 สหรัฐอเมริกาประกาศว่า ปรินซ์กรุ๊ป กลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
พร้อมกันนั้นก็กำหนดแซงก์ชั่นต่อตัวบุคคลระดับบริหารและบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องในกลุ่มบริษัทนี้ 146 คน
รวมทั้งตั้งข้อกล่าวหาต่อนายเฉิน จื้อ ว่าสมคบคิดกับพวกฉ้อโกงทางการเงิน, ฟอกเงิน จนทางการกัมพูชาจำเป็นต้องถอนสัญชาตินายเฉิน จื้อ ทิ้งในที่สุด พร้อมกับจับกุมแล้วส่งตัวให้กับจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
กลุ่มบริษัทของเฉิน จื้อ เข้าไปมีอิทธิพลอย่างมากในเศรษฐกิจของกัมพูชา ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงิน และภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
เจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า รายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายถูกนำไปปนเข้ากับเงินได้จากการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ ผ่านเครือข่ายบริษัทที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมในหลายประเทศ
จนเป็นเหตุให้มีบุคคลและบริษัทจำนวนหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกแซงก์ชั่นจากสหรัฐอเมริกาตามไปด้วย
สหภาพยุโรปเคลื่อนไหวกดดันติดตามมาเมื่อเดือนที่แล้ว ประกาศแซงก์ชั่นปรินซ์กรุ๊ปกับจินเป่ยกรุ๊ปในกัมพูชา กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธในเมียนมา โดยกล่าวหาว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนแก๊งไซเบอร์สแกม
ในปี 2024 ข้อมูลของสถาบันแห่งสันติของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ของกัมพูชาสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศถึงปีละกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่ากับราวๆ 1 ใน 3 ของมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการทั้งหมดของกัมพูชา
ส่งผลให้หลายคนเกรงว่าการล่มสลายของอุตสาหกรรมนี้จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศกัมพูชาทั้งประเทศ
และกลายเป็นปัจจัยลบทำลายภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะกันนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกัมพูชา
ชนิดที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เองต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมผิดกฎหมายอย่างสแกมเมอร์กลายเป็นปัจจัยสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกระกาศจะปราบปรามเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ
นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 นี้ ธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติของกัมพูชา สั่งปิดกิจการสถาบันการเงินไปแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง ถอนใบอนุญาตธนาคาร 3 ธนาคารในเดือนสิงหาคม หลังจากธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านั้นถูกแซงก์ชั่นโดยสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศใช้กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตต่างๆ ง่ายขึ้นและมากขึ้น เปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดบัญชีต้องสงสัยได้โดยทันที และประกาศมาตรการทางการเงินเป้าหมายเข้มงวดมากขึ้น เพื่อจัดการกับการดำเนินงานของสแกมเมอร์เหล่านี้
ในขณะเดียวกัน อาเซียนเองก็ประกาศ “แผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ปี 2026-2035” เรียกร้องให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานด้านบังคับใช้กฎหมายของแต่ละประเทศ รวมถึงหน่วยงานข่าวกรองทางด้านการเงิน, การร่วมมือกันสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดข้ามประเทศ, การเข้มงวดกวดขันมาตรการป้องกันการฟอกเงินให้เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม โดยการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาเพื่อต่อต้านการฟอกเงินโดยเฉพาะ
ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การทำงานควรมุ่งเน้นกระทำในสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
กล่าวคือ รื้อโครงสร้างขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ โครงข่ายทางการเงินเพื่อสร้างความเสียหายในระดับโครงสร้าง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเน้นไปที่บรรดาลูกสมุนตัวเล็กๆ หรือโจมตีที่ตั้งสแกมเมอร์อย่างเช่นที่ทำกันมาในเมียนมาและกัมพูชา
รวมทั้งการวางจุดยืนที่แข็งกร้าวกว่าเดิมในการต่อต้านการฟอกเงิน การแซงก์ชั่นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวพันกับแก๊งอย่างทั่วถึงทั่วทั้งอาเซียน ให้เหมือนกับที่สหรัฐอเมริกาตัดขาดกับบริษัทเหล่านี้ออกจากการเกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆ ของประเทศทั้งหมดนั่นเอง
