บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน เราได้เห็นภาพจากเมียนมาที่ไม่ได้เห็นมานาน
ภาพแรกคือ ออง ซาน ซูจี ในวัย 81 ปี นั่งอยู่กับ Arnaud de Baecque ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC หลังจากเธอแทบหายไปจากสายตาสาธารณะนับตั้งแต่ถูกควบคุมตัวหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021
ในเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลเมียนมายังเผยแพร่ภาพเธอกำลังตัดเค้กวันเกิดจากวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา
นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่โลกภายนอกได้เห็นภาพอดีตผู้นำเมียนมาอย่างเป็นทางการ
ไม่กี่วันต่อมา เราเห็นอีกภาพหนึ่งที่เมื่อสองหรือสามปีก่อนแทบจินตนาการไม่ได้เช่นกัน มิน อ่อง ไลง์ ซึ่งเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 2018 ได้รับเชิญกลับมาเดินบนพรมแดงที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เคียงข้างนายกรัฐมนตรีไทย มีทหารกองเกียรติยศ การหารือระดับรัฐบาล และเวทีธุรกิจรองรับการเยือนผู้นำรัฐประหารที่ครั้งหนึ่งเคยถูกอาเซียนกันออกจากการประชุมระดับผู้นำ กำลังค่อยๆ กลับเข้าสู่เวทีการทูตของภูมิภาค
ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีไทยก็เพิ่งพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เซี่ยงไฮ้ โดยหนึ่งในประเด็นที่หารือกันคือเมียนมา และมิน อ่อง ไลง์ เองก็เพิ่งเดินทางไปจีนในเดือนมิถุนายน
หากมองแต่ละเหตุการณ์แยกกัน ทั้งหมดอาจเป็นเพียงข่าวการทูต แต่เมื่อนำมาวางเรียงต่อกัน คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดเมียนมาซึ่งถูกโดดเดี่ยวจากเวทีระหว่างประเทศมาหลายปี จึงกลับมาปรากฏอยู่กลางจอพร้อมกันในช่วงเวลานี้
และยิ่งเมื่อย้อนมองสิ่งที่ประเทศนี้ผ่านมาตลอดห้าปี คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนัก
นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 คนเมียนมาผ่านแทบทุกวิกฤตที่ประเทศหนึ่งจะเผชิญได้
จากการปราบปรามผู้ประท้วงไปสู่สงครามกลางเมือง
จากการเกิดขึ้นของกองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ PDF ไปจนถึงการขยายอำนาจของกองกำลังชาติพันธุ์
จากปฏิบัติการ 1027 และการสูญเสียพื้นที่ของกองทัพ ไปจนถึงการประกาศเกณฑ์ทหารที่ผลักคนหนุ่มสาวจำนวนมากให้ออกจากประเทศ ขณะที่ประชาชนอีกหลายล้านคนต้องพลัดถิ่นจากบ้านของตนเอง แล้วในเดือนมีนาคม 2025 แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ก็ซ้ำเติมประเทศที่กำลังอยู่ในสงคราม
ก่อนที่ปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 เมียนมาจะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างที่กองทัพยังคงกุมอำนาจ และมิน อ่อง ไลง์ เปลี่ยนสถานะจากหัวหน้ารัฐบาลทหารมาเป็นประธานาธิบดี
ทว่าการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้สงครามสิ้นสุด พื้นที่จำนวนมากยังอยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล
และประชาชนอีกหลายล้านคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้
สำหรับไทย เราไม่จำเป็นต้องอ่านรายงานระหว่างประเทศเพื่อรู้ว่าเมียนมายังไม่สงบ
เพราะผลของมันเดินข้ามพรมแดนมาหาเราเอง
สงครามที่ “เมียวดี” ทำให้ผู้คนข้ามแม่น้ำเมยมายังแม่สอด
ความอ่อนแอของรัฐเปิดพื้นที่ให้ “ชเวโก๊กโก่” และ “เคเคพาร์ก” กลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการหลอกลวงออนไลน์และค้ามนุษย์ระดับโลก
แผ่นดินไหวที่ “สะกาย” ทำให้อาคารในกรุงเทพฯ สั่นและมีอาคารถล่ม
ขณะที่กิจกรรมเหมืองต้นน้ำในรัฐฉานกลายเป็นหนึ่งในข้อกังวลสำคัญต่อสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกกที่ไหลเข้าสู่เชียงราย
จากผู้ลี้ภัยถึงแก๊งหลอกลวง จากสงครามถึงมลพิษในแม่น้ำ เมียนมาเตือนเราซ้ำๆ ว่า ประเทศเมียนมาคือปัญหาของเรา
เพราะฉะนั้น สิ่งที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคม 2026 ไม่ใช่ว่าโลกเพิ่งค้นพบว่าเมียนมามีปัญหา โลกทราบเรื่องเหล่านี้มาห้าปีแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดหลังจากห้าปีของสงครามและการโดดเดี่ยว ทุกฝ่ายจึงเริ่มกลับมาหาเมียนมาอีกครั้ง
เหตุใดรัฐบาลทหารจึงเลือกเปิดภาพออง ซาน ซูจี ในเวลานี้
เหตุใดไทยจึงเลือกต้อนรับมิน อ่อง ไลง์ ในระดับที่สูงขึ้น
เหตุใดจีนจึงขยับบทบาททางการทูตอย่างต่อเนื่อง
และเหตุใดในเวลาเดียวกัน วอชิงตันจึงต้องจับตามองพื้นที่อย่างกะฉิ่น ยะไข่ และฉานมากขึ้น
คําตอบหนึ่งคือ มิน อ่อง ไลง์ ต้องการความชอบธรรมหลังการเลือกตั้ง
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องหาทางทำงานกับรัฐบาลที่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ยังคงอยู่
แต่ผมคิดว่าคำอธิบายนี้ยังเล็กเกินไป หากเราต้องการเข้าใจว่าเหตุใดเมียนมาจึงกลับเข้าสู่เรดาร์การทูตในเวลานี้ เราอาจต้องหยุดมองประเทศนี้เพียงในฐานะสงครามกลางเมือง แล้วถอยกล้องออกมาดูกระดานหมากรุกทั้งกระดาน
เมื่อมองจากระดับนั้น เมียนมาไม่ได้อยู่ชายขอบของเอเชียเลย ตรงกันข้าม มันตั้งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และมหาสมุทรอินเดีย
เป็นพื้นที่ซึ่งเส้นทางพลังงาน ท่าเรือ แร่ยุทธศาสตร์ การค้า และแนวชายแดนที่สำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของโลกมาบรรจบกัน
และเมื่อการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐขยายจากทะเลจีนใต้และไต้หวันไปสู่เซมิคอนดักเตอร์ แร่ยุทธศาสตร์ เส้นทางพลังงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน เมียนมาก็มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นในเมียนมา”
แต่กลายเป็นว่า “มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา”
โดยเฉพาะสองประเทศที่กำลังกำหนดโครงสร้างระเบียบโลกมากที่สุดอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา
และความแตกต่างสำคัญอาจสรุปได้ตั้งแต่ต้นว่า สำหรับสหรัฐ เมียนมาคือประเทศที่ไม่ควรปล่อยให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีนอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่สำหรับจีน เมียนมาคือประเทศที่จีน “เสียไม่ได้”
ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ไม่ควรเสีย” กับ “เสียไม่ได้” คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจเกมมหาอำนาจในประเทศนี้
หากเริ่มจากจีน เราต้องเลิกมองเมียนมาจาก “เนปยีดอ” แล้วเปิดแผนที่แทน เพราะคำตอบว่าจีนต้องการอะไรจากเมียนมาปรากฏอยู่บนภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน
จีนต้องการชายแดนด้านยูนนานที่สงบพอจะค้าขายได้
ต้องการเส้นทางจากแผ่นดินจีนออกสู่อ่าวเบงกอล
ต้องการรักษาเส้นทางพลังงานที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับจีนโดยตรง
และต้องการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายากที่กลายเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจเทคโนโลยี
กล่าวอีกแบบหนึ่ง เมียนมาไม่จำเป็นต้องเป็นพันธมิตรที่เชื่อฟังปักกิ่งทุกเรื่อง แต่ต้องเป็น “ภูมิศาสตร์ที่จีนยังใช้งานได้”
เส้นทางนี้เริ่มจาก “รุ่ยลี่” ในมณฑลยูนนาน ข้ามชายแดนมายัง “มูเซ” ก่อนลงผ่าน “ล่าเสี้ยว” และ “มัณฑะเลย์” แล้วเบนไปทางตะวันตกถึง “เจาะพยู” ในรัฐยะไข่บนอ่าวเบงกอล
นี่คือแกนของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา หรือ CMEC
และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมสำหรับปักกิ่ง เมียนมาจึงไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน หากเป็นภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์ที่หาอะไรมาทดแทนได้ยาก
“รุ่ยลี่” เป็นเมืองชายแดนสำคัญของจีนในมณฑลยูนนาน ทำหน้าที่เป็นทั้งด่านศุลกากรและศูนย์กลางการค้า ข้ามพรมแดนมาก็จะถึง “มูเซ” เมืองชายแดนฝั่งเมียนมาที่เป็นประตูหลักของการค้าระหว่างสองประเทศ
มูเซจึงไม่ใช่เพียงเมืองชายแดนธรรมดา แต่เป็นคอขวดของระบบการค้าที่ศุลกากร การขนส่ง ภาษี และเครือข่ายการค้ากึ่งทางการมาบรรจบกัน
จากมูเซ เส้นทางเดินลงสู่ “ล่าเสี้ยว” ศูนย์กลางการทหารและคมนาคมของรัฐฉานเหนือ ก่อนเชื่อมต่อมายัง “มัณฑะเลย์” ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของตอนกลางประเทศ
จากมัณฑะเลย์ เส้นทางยุทธศาสตร์ของจีนเบนไปทางตะวันตกสู่ “เจาะพยู”
และตรงนี้เองที่ความสำคัญของเมียนมาต่อจีนปรากฏชัดที่สุด
เพราะเจาะพยูทำให้จีนได้สิ่งที่ภูมิศาสตร์ของยูนนานไม่มี นั่นคือทางออกสู่อ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย
ท่าเรือน้ำลึกในอนาคตจะเพิ่มช่องทางการค้าและโลจิสติกส์ ขณะที่ระบบท่อพลังงานที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่ต่างกันแต่เสริมกัน
ท่อก๊าซนำก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเข้าสู่จีน ส่วนท่อน้ำมันเปิดทางให้น้ำมันดิบที่เดินทางมาทางมหาสมุทรอินเดียขึ้นฝั่งบริเวณเกาะมะเดย์ใกล้เจาะพยู ก่อนส่งผ่านแผ่นดินเมียนมาเข้าสู่ยูนนาน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางต่อผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้
ตรงนี้เองที่ “ปัญหามะละกา” มีความหมายในทางปฏิบัติ เส้นทางนำเข้าพลังงานส่วนใหญ่ของจีนยังต้องพึ่งมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบมะละกา ในภาวะปกติ นี่คือเส้นเลือดของการค้าโลก
แต่ในภาวะวิกฤตระหว่างมหาอำนาจ มันคือจุดเปราะบาง ระเบียงผ่านเมียนมาไม่สามารถทำให้จีนหลุดพ้นจากการพึ่งพามะละกา และไม่สามารถแทนที่เส้นทางทางทะเลได้ทั้งหมด
ความสำคัญของมันอยู่ที่การเพิ่มทางเลือกให้จีนอีกหนึ่งทาง และในโลกที่เส้นทางพลังงานทุกเส้นมีความหมายต่อความมั่นคง การลดความเสี่ยงได้แม้เพียงบางส่วนก็มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์อย่างมาก
จากพลังงานเส้นเดียวกันลากต่อไปถึงทรัพยากร โดยเฉพาะ “แร่หายาก” ในรัฐกะฉิ่นตอนเหนือ
พื้นที่อย่าง “ปันวา” และ “ชิปวี” กลายเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากหนัก เช่น ดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งจำเป็นต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อกองทัพเอกราชกะฉิ่น หรือ KIA ขยายอิทธิพลเข้าสู่พื้นที่เหมืองสำคัญในปลายปี 2024 สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงว่าใครควบคุมผืนดิน
แต่คือใครเป็นผู้ควบคุมวัตถุดิบที่ไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีน
และใครจะกลายเป็นคู่เจรจาที่ปักกิ่งต้องพูดด้วย
นี่คือความเปลี่ยนแปลงสำคัญของเมียนมาในสายตาจีน เพราะปักกิ่งไม่สามารถพูดคุยกับรัฐบาลกลางเพียงฝ่ายเดียวแล้วคาดหวังว่าจะควบคุมผลลัพธ์ทั้งหมดได้อีกต่อไป
เมียนมาในวันนี้ประกอบด้วยหลายศูนย์อำนาจ
จีนจึงต้องคุยกับรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับกองกำลังชาติพันธุ์และผู้ควบคุมพื้นที่ตามแนวชายแดน
บางครั้งต้องเจรจากับหลายฝ่ายที่กำลังรบกันเองพร้อมกัน
ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงนี้ ยิ่งเมียนมาแตกออกเป็นหลายศูนย์อำนาจ จีนก็ยิ่งต้องเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน เราจะเห็นสิ่งที่จีนต้องการจากเมียนมาค่อนข้างชัด
ปักกิ่งต้องการให้มูเซยังค้าขายได้
ต้องการให้เส้นทางผ่านล่าเสี้ยวและมัณฑะเลย์ไม่ถูกตัด
ต้องการให้ท่อน้ำมันและก๊าซยังส่งพลังงานเข้าสู่ยูนนานได้
ต้องการให้เจาะพยูเปิดประตูสู่อ่าวเบงกอล
และต้องการให้แร่จากกะฉิ่นยังไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีนได้
ใครจะเป็นผู้ควบคุมพื้นที่เหล่านี้สำคัญต่อจีนก็จริง แต่บางครั้งอาจสำคัญน้อยกว่าคำถามว่า ผู้ควบคุมคนนั้นพร้อมทำงานกับจีนหรือไม่
ดังนั้น จีนไม่ได้ต้องการเมียนมาที่ “รักจีน”
และไม่จำเป็นต้องต้องการให้มิน อ่อง ไลง์ ชนะทุกฝ่าย
สิ่งที่จีนต้องการคือ “เสถียรภาพที่ใช้งานได้” มากพอให้ชายแดนไม่ระเบิดใส่ยูนนาน โครงการของจีนไม่ถูกโจมตี เส้นทางการค้าและพลังงานยังเปิด และไม่มีรัฐบาลหรือกลุ่มอำนาจใดสามารถปิดประตูจีนออกจากเมียนมาได้ทั้งหมด
พูดให้สั้นที่สุด จีนไม่ได้ต้องการครอบครองเมียนมา จีนต้องการประกันว่าไม่มีใครสามารถปิดเมียนมาจากจีนได้
สําหรับสหรัฐอเมริกา เดิมพันต่างออกไป
วอชิงตันไม่ได้ต้องการท่อจากเจาะพยู ไม่ได้ต้องใช้มูเซเป็นประตูการค้า และไม่ได้ต้องอาศัยเมียนมาเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียเหมือนจีน
นโยบายของสหรัฐต่อเมียนมายังมีเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การยุติความรุนแรง และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญ
แต่หากมองผ่านการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ เมียนมามีความหมายต่อวอชิงตันอีกชั้นหนึ่ง เพราะทุกสิ่งที่จีนต้องการจากเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นทางออกสู่อ่าวเบงกอล เส้นทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือแร่ยุทธศาสตร์ ล้วนเพิ่มความมั่นคงและอำนาจต่อรองให้จีน หากปักกิ่งสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่มีคู่แข่งหรือตัวถ่วง
ดังนั้น หากจะสรุปผลประโยชน์ของสหรัฐให้สั้นที่สุด มันไม่ใช่ว่าอเมริกาต้องการ “ใช้เมียนมา” ในแบบเดียวกับจีน
แต่คือไม่ต้องการให้จีนสามารถ “ใช้เมียนมาได้เพียงฝ่ายเดียว”
วอชิงตันไม่จำเป็นต้องควบคุมระเบียงจากยูนนานสู่อ่าวเบงกอล เพียงแต่มีเหตุผลทางยุทธศาสตร์ที่จะไม่ต้องการเห็นระเบียงนั้นกลายเป็นพื้นที่อิทธิพลของจีนโดยสมบูรณ์
ไม่ต้องการเห็นประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างจีน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมหาสมุทรอินเดีย ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงอิทธิพลของปักกิ่งจนแทบไม่เหลือทางเลือกให้ประเทศอื่น
ตรงนี้ทำให้เดิมพันของสองมหาอำนาจไม่สมมาตรกันตั้งแต่ต้น
สำหรับจีน คำถามคือ “พรุ่งนี้เรายังใช้เมียนมาได้หรือไม่”
แต่สำหรับสหรัฐ คำถามคือ “พรุ่งนี้จีนจะเป็นฝ่ายเดียวที่ใช้เมียนมาได้หรือไม่”
จีนจึงต้องการการเข้าถึง ขณะที่สหรัฐต้องการไม่ให้การเข้าถึงนั้นกลายเป็นการผูกขาด
จีนต้องการให้ระเบียงนี้ใช้งานได้ ส่วนสหรัฐไม่ต้องการให้ระเบียงนี้กลายเป็นของจีนเพียงฝ่ายเดียว
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ไม่ควรเสีย” กับ “เสียไม่ได้” จึงต่างกันมาก
สำหรับสหรัฐ เมียนมาเป็นหนึ่งในหลายสมรภูมิของการแข่งขันในอินโด-แปซิฟิก หากเสียอิทธิพลไปบางส่วน วอชิงตันยังมีพันธมิตรและจุดยุทธศาสตร์อื่นตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงอินเดียและมหาสมุทรอินเดีย
แต่สำหรับจีน เมียนมาติดอยู่กับยูนนานโดยตรง มีชายแดนร่วมกันยาวนับพันกิโลเมตร มีเส้นทางพลังงาน โครงการลงทุน แร่ยุทธศาสตร์ และความไม่สงบที่สามารถล้นข้ามพรมแดนได้ทันที
จีนจึงหนีภูมิศาสตร์ของเมียนมาไม่ได้
เมื่อมองผ่านกรอบนี้ การที่เมียนมากลับเข้าสู่เวทีการทูตระหว่างประเทศจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ตรงกันข้าม มันอาจเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันรอบเมียนมากำลังเข้มข้นขึ้น
การกลับมาปรากฏตัวของออง ซาน ซูจี
การที่มิน อ่อง ไลง์ ถูกดึงกลับเข้าสู่เวทีภูมิภาค
หรือการที่จีนและประเทศเพื่อนบ้านขยับบทบาททางการทูต ไม่ได้หมายความว่าสงครามสิ้นสุดลง
หากสะท้อนว่าทุกฝ่ายกำลังปรับตัวต่อความจริงใหม่ว่า ความไม่มั่นคงในเมียนมาอาจยืดเยื้อ
และระหว่างที่ประเทศยังแตกออกเป็นหลายศูนย์อำนาจ ไม่มีมหาอำนาจใดอยากปล่อยให้พื้นที่ยุทธศาสตร์เหล่านี้ตกอยู่ในมือของอีกฝ่ายโดยไม่มีการแข่งขัน
ท้ายที่สุด หากเราลากเส้นจาก “รุ่ยลี่” ไป “มูเซ” จาก “ล่าเสี้ยว” ลงสู่ “มัณฑะเลย์” จากเหมืองในกะฉิ่นไปถึง “เจาะพยู” เราจะเห็นว่าเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่กำลังเผชิญสงครามกลางเมือง
หากเป็นพื้นที่ซึ่งภูมิศาสตร์ พลังงาน แร่ยุทธศาสตร์ การค้า และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจมาบรรจบกัน
สำหรับจีน เมียนมาคือระเบียงที่ต้องเปิดอยู่
สำหรับสหรัฐ เมียนมาคือระเบียงที่ไม่ควรปล่อยให้จีนผูกขาด
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ไม่ควรเสีย” กับ “เสียไม่ได้”
และนี่คือเหตุผลที่ทั้งปักกิ่งและวอชิงตันกลับมาให้ความสำคัญกับเมียนมาในเวลาเดียวกัน
เพราะเมียนมาสำคัญเกินกว่าจะถูกปล่อยให้เงียบต่อไป
