พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน : ปชป.มีมติ เตรียมยื่นศาล รธน. สอบ / ปชน.ชี้เซ็นเช็คเปล่า-ไร้รายละเอียด เสี่ยงดันเพดานหนี้ปี 70 ทะยานไปอีก
หลังจาก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ว่า ครั้งนี้คือวิกฤตโลก เป็นวิกฤตที่กระทบปากท้องประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไป เราต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน เรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นวิกฤตที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง กระทบคนทั้งโลก วิกฤตนี้มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และมาเป็นระลอก วิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก และประเทศไทยก็พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
นายเอกนิติกล่าวว่า วิกฤตนี้จะต่างกับอดีตที่มารวดเร็วทีเดียวจบ ระลอกแรกคือวิกฤตสงครามและโลก วิกฤตที่สองคือวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และรอบที่สามคือวิกฤตต้นทุน วิกฤตที่สี่คือวิกฤตค่าครองชีพซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ วิกฤตรอบที่ห้าคือกำลังซื้อจะหมดถ้าปล่อยไปจะยิ่งแก้ยาก นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่เราต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้อง
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์คือ 1.แก้วิกฤตปากท้องประชาชน ช่วยประชาชนบรรเทาผลกระทบและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวที่ได้รับผลกระทบมาก 2.แปลงวิกฤตเป็นโอกาสคือ เปลี่ยนจากการลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาใช้พลังงานทดแทน ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สามารถเตรียมพร้อมโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพง ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ยาก
เมื่อถามว่ากรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่เกี่ยวกับวางโครงสร้างพลังงาน มีบางฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.ก. นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้เราไปดูเม็ดเงินทุกอย่างว่าวิกฤตครั้งนี้รุนแรงชัดเจน เราจะรอหรือ เพราะดูงบประมาณปี’69 มีเหลืออยู่เท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลปัจจุบันมีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ เราไม่สามารถใช้งบประมาณปี’69 ได้ งบกลางก็เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี’70 ต้องรอไปถึงเดือน ตุลาคม ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นตนคิดว่าการออก พ.ร.ก. น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะ 2 แสนล้านที่มาช่วยกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย และลดการพึ่งพาพลังงานของประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้านำมัน ก๊าซธรรมชาติ 8% ของจีดีพี ซึ่งมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย

นายเอกนิติกล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ วันนี้ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และรอลงราชกิจจานุเบกษา และจะเข้าสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยกฎหมายดังกล่าวจะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง รายจ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน หน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือน พ.ร.ก.ฉบับอื่น โดยมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูแต่เรื่องโครงการก่อนนำเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป
เมื่อถามว่าการรออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ นายเอกนิติกล่าวว่า ตั้งใจให้ พ.ร.ก. นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ดังนั้นหน่วยงานที่รับเงินกู้ก็เสนอโครงการมาได้ เราตั้งใจพิจารณาให้เสร็จ 30 กันยายนนี้ และตัวเงินกู้สามารถเบิกจ่ายได้ถึง 30 กันยายนปี’70 ส่วนประโยชน์ด้านอื่น เช่นพลังงานทดแทนมีหลายโครงการ ที่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ
นายเอกนิติกล่าวว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ในประเทศทั้งหมด ดังนั้นไม่มีความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน และวันนี้สภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก มีเกิน 1 ล้านล้านบาท ฉะนั้น 4 แสนล้านสบายมาก และดอกเบี้ยในประเทศต่ำมาก ดังนั้นต้นทุนการกู้ในประเทศต่ำมาก
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายเอกนิติกล่าวว่า ขอบคุณทุกความเห็น จะเห็นว่าตอนแรกมีข่าวจะกู้ 5 แสนล้านบาท เราก็เอามาทบทวน และตัดสินใจนำเสนอ ครม.จำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อไม่ให้เกินกรอบวินัยการคลังที่เราตั้งไว้ ซึ่งตนได้อธิบายกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเขาไม่ได้ติดขัดเรื่องเงินกู้ แต่สนใจว่ากู้ไปทำอะไร
“ประชาธิปัตย์” มีมติ เตรียมยื่นศาล รธน. สอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ขัดกฎหมาย-ทำลายวินัยการคลัง แนะลดภาษีน้ำมัน 7 บาท-โอนงบฯ ค้างท่อ แทนการสร้างหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน
5 พ.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส. พรรคว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติวันนี้ว่า รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท ด้วยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐบาลอ้างว่า รัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 ได้มอบให้กับรัฐบาลดำเนินการ สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้ แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกันภายในในเรื่องนี้ และเรามีมติเห็นตรงกันว่า การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติว่าเราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาล ในการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้
“เท้าความนิดนึงก็คือ รัฐบาลสามารถที่จะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ได้อยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ พูดง่ายๆ ก็คือในแต่ละปี สามารถที่จะกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณได้ ซึ่งกู้ได้มหาศาล แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยเราจนถึงทุกวันนี้ มีสถานะทางการคลังที่ถือว่าค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ หลายประเทศ ก็เป็นเพราะว่าทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาเนี่ย ถูกบังคับให้อยู่ในวินัยทางการคลังที่กำหนดโดย พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ
อย่างเช่นในปี 2570 งบประมาณปีหน้าที่จะมีการพิจารณา รัฐบาลก็ได้เสนอว่าจะมีการใช้รายจ่ายมากกว่ารายได้ถึงประมาณเกือบ ๆ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะก็ได้กำหนดไว้ว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะกู้ได้มากกว่าประมาณ 8 แสนล้านบาท ทุก ๆ รัฐบาลมีข้อจำกัดนี้มาโดยตลอด ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถที่จะใช้เงินเกินตัวได้ ไปหยิบเงินในอนาคตของพี่น้องประชาชนมาใช้ได้เกินความเหมาะสม และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้จนถึงทุกวันนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยเราต้องถือว่าค่อนข้างมั่นคง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า คราวนี้ตามกฎหมาย ก็ได้เปิดช่อง มีความยืดหยุ่นไว้ให้กับฝ่ายบริหาร ว่าในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณ คือมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญที่มีการอ้างกัน และนั่นก็คือเหตุการณ์การออก พ.ร.ก. ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูในอดีต จะมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมในลักษณะนี้โดยอาศัยมาตรา 172 นั้น ล้วนเป็นวิกฤตระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความมั่นคงต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ตอนที่มีการออก พ.ร.ก. สืบเนื่องมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 ที่มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตโควิด จะเห็นว่าในแต่ละครั้ง มีสภาวะวิกฤตที่มีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีติดลบทุกครั้ง ในแต่ละครั้งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้ได้ นอกจากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มาถึงสถานะปัจจุบัน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนก็จริง ประเด็นปัญหาเรื่องของน้ำมันแพง มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครปฏิเสธ แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น และวิกฤตที่เกิดขึ้นในแง่ของประเด็นปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนนั้น ถามว่ามีผลในระดับมหภาคต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจน เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% เศรษฐกิจปีนี้แม้มีสงครามตะวันออกกลาง ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากที่จะเสนอกลับไปกับทางรัฐบาลว่า แทนที่จะออก พ.ร.ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลควรที่จะเร่งในการที่จะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ อย่างที่รัฐบาลได้พูดไว้หลายอาทิตย์หลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการ
ซึ่งเดิมทีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ระบุว่าน่าที่จะสามารถที่จะโอนงบประมาณที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ตามงบประมาณฉบับเดิม น่าที่จะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ 1 แสนล้านบาท ล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการโอนงบประมาณได้เพียงแค่ 5 หมื่นล้านบาท คำถามโดยประชาธิปัตย์ที่อยากที่จะถามก็คือ ทำไมถึงทำได้แค่นั้น แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังมี 5 หมื่นล้านบาท นั้นอยู่ในมือที่สามารถที่จะใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจะเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบัน
นอกเหนือจากนั้น ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบัน เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออกพระราชบัญญัติงบกลางปี ซึ่งช่องว่างนั้นถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถที่จะเอามาบวกกับตัว 5 หมื่นล้าน ที่โอนมาจากรายการอื่น ๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในช่วงระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ได้
พูดง่ายๆ ก็คือไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่สามารถที่จะใช้ได้ รัฐบาลสามารถที่จะใช้แหล่งเงินตามที่ได้ชี้แจงไว้เมื่อสักครู่ ในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาดูแลประชาชนจนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คือ งบปี 70 ที่จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินอีกกว่า 3 ล้านล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป
นอกเหนือจากนั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากที่จะบอกว่าตลอดช่วงที่ผ่านมาที่มีประเด็นปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอแนววิธีการในการที่จะเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนอย่างครบถ้วนทุกคน โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท ถ้ารัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ อันดับแรกก็คือประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้น้ำมันโดยตรง หรือประชาชนที่ตอนนี้ต้องแบกรับภาระปัญหาราคาสินค้าสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ รวมไปถึงค่าขนส่งของผู้ประกอบการที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งถ้าทางรัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ ใช้เงินน้อยกว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำไป ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อน เทียบเท่ากับที่เดือดร้อนอยู่ ณ ปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของช่องทางอื่นที่จริง ๆ แล้วรัฐบาลมี รวมไปถึงมาตรการอื่นที่น่าที่จะส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในแง่ของการลดภาระค่าครองชีพ มากกว่านโยบายที่ หรือโครงการที่รัฐบาลกำลังนำเสนอที่จะผลักดันผ่านตัว พ.ร.ก. กู้เงินใหม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เรายอมไม่ได้ เราจะเดินหน้าในการที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้พิจารณาว่า การปฏิบัติของรัฐบาลตามมติ ครม. ที่มีในวันนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของพี่น้องประชาชน
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานสส. กล่าวเสริมว่า พรรคไม่ได้มีเจตนาที่จะไปขัดขวางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาล เพราะเรายังเห็นว่าในรายละเอียดของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนก็ตามที เช่นเรื่องการจัดหาปัจจัยการผลิตเรื่องปุ๋ย หรือแม้กระทั่งแต่โครงการอื่นก็ตามก็สามารถที่จะใช้แหล่งเงินอื่นอย่างที่นายกรณ์ได้พูดถึงได้อยู่แล้ว
แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดเรื่องของความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างชัดเจน ก็คือเรื่องของการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแน่นอน แต่ใช้เงินนับแสนล้านบาทและต้องไปออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน เพราะฉะนั้นการขัดเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดโดยฝ่ายของพรรคประชาธิปัตย์
การยกร่างหนังสือที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีการดำเนินการแล้ว แต่เนื่องจากการลงลายมือชื่อเพื่อที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้ถึง 1 ใน 5 ก็คือ 100 คน พรรคเองมี 21 เสียง เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะได้มีการประสานงานกันต่อไป
“อยากจะชี้แจงไว้ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า เรื่องพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งจะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราในอนาคต รัฐบาลต้องทำด้วยความรับผิดชอบ และต้องมีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ แต่เรื่องนี้สามารถดำเนินการทางอื่นได้แต่ไม่เลือกทำ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด”นายสาทิตย์ กล่าว
“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็นเช็คเปล่า-ไร้รายละเอียด เสี่ยงดันเพดานหนี้ปี 70 ทะยานไปอีก ย้ำไม่ติด 2 แสนล้านก้อนแรกใช้เยียวยาประชาชนเร่งด่วน แต่อีก 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบ
.
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ข้อน่ากังวลประการแรกคือวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังมีคำถามอยู่ว่าจะทำให้จำเป็นต้องมีการขยายเพดานเงินกู้หรือไม่ แม้น่าจะยังไม่ต้องขยายไปจนถึงปลายปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มต้นงบประมาณปี 2570 ก็ต้องขยายอยู่ดี ทำให้ในกระบวนการทำงบประมาณปี 2570 ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ดี รัฐบาลควรต้องทบทวนว่าต้องต้องใช้วงเงินถึง 400,000 ล้านบาทหรือไม่
.
ความจริงแล้วรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เหมือนกัน โดยมาจากการคาดการณ์ว่าในภายภาคหน้าจีดีพีจะโตดีจากเงินเฟ้อ ยิ่งเงินเฟ้อเยอะสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดลง แต่นั่นก็เกิดทำให้เกิดคำถามตามมาอีก ว่าทำไมถึงต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท ในส่วนของ 200,000 ล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบนั้นตนไม่ติดใจ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนตามความเดือดร้อนของประชาชน แต่อีก 200,000 ล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จริงมีเพียงแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ
.
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าแม้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ไม่ได้เร่งด่วนขนาดที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก. ดังนั้น อีก 200,000 ล้านบาทรัฐบาลควรที่จะไปคิดโครงการให้ละเอียดว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วค่อยออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงิน นำมาเข้าสภาให้ได้พิจารณา การออก พ.ร.ก. ไม่ควรที่จะออกพร่ำเพรื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะนี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาไปเลยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน และควรยอมให้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่วิกฤตหรือจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น
.
ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าการกู้ที่มีส่วนของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย เพราะจะได้ทำไปทีเดียวพร้อมกันเหมือนโมเดลช่วงโควิด ต้องอย่าลืมว่าในช่วงโควิดเงินกู้ที่นำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบของการแจกคนละครึ่ง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะที่กำลังตกต่ำ แต่วิกฤตแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน วิกฤตโควิดไม่เหมือนวิกฤตพลังงาน
.
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่านี่จึงนำไปสู่ข้อกังวลประการต่อมาว่ารัฐบาลกำลังจะใช้คนละครึ่งในการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน จริงอยู่ที่ว่าคนละครึ่งดูเหมือนจะช่วยลดค่าครองชีพได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมากมาย ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้มีการระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการใช้อย่างไรหรือไม่ ขณะนี้ต้องยึดว่าจะยังเป็นคนละครึ่งแบบเดิม เว้นแต่จะมีการเพิ่มวงเงินจากฝั่งรัฐบาลให้เป็น 60% แต่กระนั้นคนละครึ่งก็มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ทำให้ใช้ยาก ไม่เหมาะสมกับการที่จะใช้ในการเยียวยาประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือลดค่าครองชีพในระยะสั้นด้วยวงเงินที่น้อยเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ในเวลานี้ประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตพลังงาน ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เฉพาะค่าใช้จ่ายในการใช้สอยรายวันเท่านั้น
.
ดังนั้น ควรมีการเปิดเงื่อนไขให้กว้างที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเงินเยียวยา นั่นก็คือการจ่ายเป็นเงินสดไปเลยโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเล็กน้อย เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้อาจมีผลทำให้ราคาสินค้ายิ่งสูงขึ้นอีก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบางร้านค้าก็ใช้โอกาสแบบนี้ในการขึ้นราคาสินค้า
.
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน สิ่งที่เอกนิติบอกมาโดยตลอดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ซึ่งต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ ทำให้คนที่ควรได้รับอย่างผู้ที่เข้าเกณฑ์ยากจนแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงจะลงทะเบียนใหม่ก็อาจจะไม่ทัน และแม้จะรวมทุกแพ็กเกจในวงเงิน 400,000 ล้านบาท ก็ยังมีคนที่จะตกหล่นอยู่ดี เช่น เกษตรกรที่ในเวลานี้ได้ปุ๋ยไปแค่ไม่กี่กระสอบ ยังคงอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน หรือชาวประมงที่ต้องเติมน้ำมันในการออกเรือ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากในการประกอบกิจการ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด
.
นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลคิดแพ็คเกจแบบเน้นคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าที่จะพิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลควรพิจารณาว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ใช่ใช้คนละครึ่งทุกครั้งเหมือนคิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าอยากจะช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น จะไม่หว่านแห จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่คะแนนนิยมทางการเมืองลดลง ก็นำคนละครึ่งมาใช้ด้วยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกันเอง
.
ศิริกัญญายังกล่าวต่อไปว่าตนเห็นด้วยในหลักการว่าการจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้จะต้องมีทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจในทั้งระยะกลางและระยะยาว แต่ก็ควรต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรเลยสำหรับรัฐบาลในการต้องนำเข้าสภาก่อนที่จะมีการกู้ และเมื่อออกเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะมีเวลาคิดในรายละเอียดโครงการมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้รัฐบาลเองก็ยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวคือการทำอะไร บอกแค่ว่าจะนำไปทำโซลาร์เซลล์ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้ ต้องลงรายละเอียดให้ถึงขั้นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร กี่เมกะวัตต์ จะเป็นการอุดหนุนหรือให้เปล่า จะเป็นการอุดหนุนดอกเบี้ยหรืออะไร ทุกอย่างต้องคิดอย่างละเอียด
.
เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ควรรีบร้อน ไหนๆ จะมีผลในระยะกลางและระยะยาวอยู่แล้ว ยังมีเวลาให้ได้คิด จากประสบการณ์ที่ได้เห็น พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาอย่างน้อยสองฉบับ เราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งไม่ว่าวงเงินจะเป็นเท่าไหร่รัฐบาลก็มักเขียนรายละเอียดน้อยมาก เป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้ นำไปทำอะไรก็ได้
.
ตนยืนยันมาตลอดและไม่มีปัญหาถ้ารัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ สำหรับการเยียวยาประชาชน ซึ่งเป็นความเร่งด่วนที่สุด ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังที่ไม่มีเงินแล้ว แต่ขั้นตอนควรจะเป็นการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อที่จะเยียวยาประชาชนจากผลกระทบก่อน ส่วนที่เหลือควรออกเป็น พ.ร.บ. ที่มีรายละเอียดครบถ้วนเข้าสู่การพิจารณาของสภา หากทำอย่างรวดเร็วภายในสามเดือนก็เสร็จ อย่างไรก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเริ่มต้นอยู่แล้ว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
