ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต
รายงานพิเศษ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า
‘แม่ทัพยูร’ เหนียว
ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง
‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ
‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ
‘รองด้วง’ ยังฮอต
แม้สถานการณ์ชายแดนใต้จะร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง แต่กระแสที่ส่งผลกระทบต่อเก้าอี้ของ แม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ก็เบาบางลง
หลังจากที่เคยเกิดดราม่าในห้วงคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส จากคำพูดของ พล.ท.นรธิป ที่จบด้วยการกล่าวขอโทษ แต่ก็ดูจะยังค้างคาใจกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่คอยติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด
แต่เก้าอี้ของ พล.ท. นรธิป ก็ยังแข็งแกร่ง แข็งแรงอยู่ เพราะสามารถผ่านห้วงวิกฤตมาได้ แม้ว่าจะยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นรายวันก็ตาม
ขณะที่บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. น่าจะยังคงให้ พล.ท.นรธิปทำหน้าที่ต่อไป
เพราะหากเปลี่ยนตัวในห้วงการโยกย้ายที่ผ่านมา ก็จะกลายเป็นความผิดพลาดในการเลือกคนของตัว พล.อ.พนาเอง

ไม่แค่นั้นยังมีกระแสในพื้นที่ว่า พล.ท.นรธิปอาจจะได้ไฟเขียวให้ไปต่อ แม้ตามกำหนดโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ พล.ท.นรธิปจะต้องขยับขึ้นเป็นพลเอก เพื่อเตรียมที่จะเกษียณในตุลาคม 2570 ก็ตาม
แต่วิถีของแม่ทัพภาค 4 ก็มักจะนั่งจนเกษียณราชการ หรืออย่างน้อยก็ 6 เดือนก่อนเกษียณ ถือว่ายังนั่งเก้าอี้ที่มีตำแหน่งมีอำนาจมีงบประมาณในมือ ดีกว่าได้พลเอกแล้วเป็นตำแหน่งลอย เช่น ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก หรือผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก
อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 กับ พล.อ.พนา ผบ.ทบ. และเพื่อนร่วมรุ่นในสายเดียวกันก็สนับสนุนให้นั่งต่ออีกหกเดือน แล้วโยกย้ายเมษายน 2570 ค่อยขยับขึ้นพลเอก เพื่อเตรียมตัวเกษียณ
อย่างไรก็ตาม ในแกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 ก็ยังมีความเห็นแตก เพราะบางส่วนก็สนับสนุน แม่ทัพต่อ พล.ท.นิติ ติณสูลานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 4 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ที่ต่อคิวอยู่และจะเกษียณราชการตุลาคม 2570 เช่นกัน จึงควรให้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 บ้าง เพราะ พล.ท.นิติเติบโตมาในกองทัพภาค 4 อยู่ในชายแดนภาคใต้มาตลอดตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่มๆ และอยู่ในตำแหน่งผู้บังคับหน่วยรบในพื้นที่ มาหลายตำแหน่ง แม้ว่าจะมีกระแสต้านอยู่บ้างก็ตาม แต่ความเป็นลูกหม้อชายแดนใต้ มีประสบการณ์มายาวนาน และที่สำคัญเป็น ตท.26
ดังนั้น จึงอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.พนาเท่านั้น

ขณะที่ยังมี รองคิ้ว พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาค 4 แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ต่อคิวอยู่และถือว่าเป็นนายทหารที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถและเติบโตในพื้นที่มาหลายปี โดยถูกส่งมาจากหน่วยรบพิเศษ เพื่อวางตัวให้มาเป็นแม่ทัพคุมภาคใต้โดยเฉพาะ
โดยปัจจุบันได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี และยังคุมทีมโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า และการสื่อสารของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าด้วย อย่างไรก็ตาม อาจต้อง “รอ”
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อันดีของเตรียมทหารรุ่น 28 กับเตรียมทหารรุ่น 26 โดยเฉพาะกับ พล.อ.พนายังคงเป็นไปด้วยดี
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เตรียมทหารรุ่น 26 จะให้ พล.ท.นรธิปนั่งต่อหรืออาจจะให้ พล.ท.นิติขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 4 สักครั้งในชีวิตทหารชายแดนใต้
อีกทั้งการเป็นนายทหารที่เป็นหลานป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ทำให้ พล.ท.นิติเป็นที่รู้จัก และได้เป็นประวัติศาสตร์ของครอบครัวหาก พล.ท.นิติได้เป็นแม่ทัพภาค 4
ดังนั้น จึงมีโอกาส ที่พล.อ.พนาจะเลือก พล.ท.นิติ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 คนใหม่ ในการแต่งตั้งโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้เลย
โดยคาดหวังว่า พล.ท.นิติจะทำให้สถานการณ์ชายแดนภาคใต้อยู่ในการควบคุมได้ เพราะ พล.ท.นิติเป็นนายทหารที่มีประสบการณ์และเข้าใจในปัญหา และออกแนวเป็นสายบู๊ที่อาจทำให้ปฏิบัติการทางการทหารเข้มข้นมากขึ้น

ประกอบกับในปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้แล้ว และมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าทีมคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยมี เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เป็นเลขาธิการฯ ที่พร้อมเดินหน้าการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ก็ยังคงเกิดเหตุรุนแรงขึ้นแบบรายวัน
หน่วยความมั่นคงรายงานว่า จำนวนของแนวร่วมของกลุ่มก่อความไม่สงบมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน คนรุ่นใหม่
และปรากฏข้อมูลบางประการที่พบว่าคนสูงวัยตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปจากที่เคยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหา ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถอยตัวออกห่างและกลายเป็นแนวร่วมของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่อาจเป็นเพราะความหวาดกลัวและไม่มั่นใจในความปลอดภัย
และไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนของชายแดนภาคใต้

นอกจากนั้น ยังมีการจับตามองที่รองด้วง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค 1 ที่ได้รับมอบหมายมาปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ผบ.ฉก.นราธิวาส) ที่ถือว่าเป็นนายทหารคนดังในพื้นที่และมีบทบาทท่าทีที่แข็งกร้าวในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เคยประกาศกร้าวท้าทายกลุ่ม BRN จนทำให้ พล.ต.ยอดอาวุธถูกโจมตีอย่างหนักในบรรดาขบวนการและแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ รวมทั้งกล่าวกันว่าเป็นนายทหารที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบที่จ้องจะทำร้าย หรือเรียกได้ว่ามีค่าหัวหลักสิบล้าน ที่ทำให้เจ้าตัวต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ยอดอาวุธลงมาปฏิบัติหน้าที่จะครบ 1 ปีในเดือนตุลาคม 2569 นี้แล้ว เพราะตามเส้นทางแล้ว พล.ต.ยอดอาวุธต้องกลับไปยังกองทัพภาค 1 และรอขยับที่จะขึ้นเป็นแม่ทัพน้อย 1
แต่ก็มี พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร รองแม่ทัพภาค 1 คนใหม่จากสายบูรพาพยัคฆ์ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 31 ที่ขึ้นมาจ่อคิวและถูกคาดหมายกันว่าให้วางตัวเป็นแม่ทัพภาค 1 ในอนาคตต่อจากแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ ที่จะเกษียณราชการตุลาคม 2571 เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า พล.ต.เทพพิทักษ์เป็นน้องรักของบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธรรมนูญ วิถี อดีตแม่ทัพภาค 1 ถือว่ามีบทบาทสำคัญในวงการทหาร
ขณะเดียวกัน พล.ต.ยอดอาวุธก็ถือว่าเป็นตัวแทนของทหารสายวงศ์เทวัญ ที่เติบโตมาจาก ร.31 รอ. กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และกล่าวกันว่าเป็นน้องรักคนสำคัญของ พล.อ.พนา และถือได้ว่าเป็นนายทหารที่มีความสามารถและมีความโดดเด่น

ดังนั้น จึงต้องจับตาว่า พล.อ.พนา และ พล.ท.วรยสจะมอบหมายให้ พล.ต.ยอดอาวุธปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ต่อไปอีกหรือไม่ เพราะตามหลักแล้วก็จะต้องลงไปแค่ปีเดียว
และหากให้ พล.ต.ยอดอาวุธขึ้นมาทำหน้าที่รองแม่ทัพภาค 1 แล้วจะมอบหมายให้รองแม่ทัพภาค 1 คนใดลงไปปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้แทน เพราะอาจจะต้องรอการแต่งตั้งโยกย้ายโผใหม่ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งทางกองทัพบกจะเลือกนายทหารที่เหมาะสมคนใด เพื่อไปทำหน้าที่ในชายแดนภาคใต้
ประกอบกับในเวลานี้กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลปลายปี ที่กำลังจะเริ่มจัดทำโผกันในเดือนกรกฎาคมนี้แล้ว และจะเข้มข้นเป็นโค้งสุดท้ายในห้วงเดือนสิงหาคม โดยกองทัพบกยัง พล.อ.พนา เป็น ผบ.ทบ. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดโผอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นปีที่สองบนเก้าอี้ ผบ.ทบ.ที่เปี่ยมอำนาจและแข็งแกร่งเพราะนั่งเป็น ผบ.ทบ.ถึงสามปี
แต่กระนั้นก็ยังต้องบริหารจัดการเรื่องการวางตัวทายาทและขุนพลในตำแหน่งต่างๆ ต้องบาลานซ์ขั้วอำนาจต่างๆ ในกองทัพบก และรุ่นต่างๆ ให้เหมาะสมในการเตรียมตัวนายทหารที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพในระดับต่างๆ จนถึงขึ้นไปเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่
ปัญหาสำคัญก็คืออย่าให้เกิดศึกใน เพราะในสถานการณ์ที่กองทัพต้องเผชิญกับศึกนอกปัญหาชายแดนรอบบ้านโดยเฉพาะชายแดนกัมพูชา จะต้องสยบศึกภายในให้ได้
