bg-single

พยากรณ์ ‘ส่งออกไทย’ หลัง 24 กรกฎาคม สิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวสหรัฐ

25.07.2026

เศรษฐกิจ

นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังมาตรา 122 ซึ่งใช้เป็นมาตรการภาษีชั่วคราว มีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ดังนั้น ในหลักการ สหรัฐหันมาเดินหน้าใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า (Trade Act of 1974) ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม

การวิเคราะห์จากหลายฝ่าย อย่างศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การนำมาตรา 301 กลับมาใช้ครั้งนี้ สหรัฐไม่ได้มุ่งไปที่จีนประเทศเดียว เหมือนในปี 2561 แต่ขยายขอบเขตการสอบสวนไปยังประเทศคู่ค้าหลายแห่งรวมถึงไทย

พร้อมมีการเพิ่มเติมในสองประเด็นใหม่ ได้แก่ การขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในระยะต่อไป

โดยประเด็น Forced Labor กระทบไทยในเชิงเปรียบเทียบจำกัด เนื่องจากไทยถูกเสนออัตราภาษีในระดับเดียวกับคู่แข่งหลักหลายประเทศในเอเชียที่ 12.5% และยังมีโอกาสเจรจาต่อรองได้หากสามารถยกระดับมาตรการภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐ

แต่ประเด็น Structural Excess Capacity เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา เพราะอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันการค้าเฉพาะอุตสาหกรรมในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรา 301 ยังเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าเจรจาและปรับมาตรการก่อนการบังคับใช้มาตรการขั้นสุดท้าย ดังนั้น ผลลัพธ์ของการสอบสวนจึงขึ้นอยู่กับกระบวนการหารือและการตอบสนองของประเทศคู่ค้าด้วย

ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือกับกติกาการค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน นโยบายอุตสาหกรรม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าภาษีเพียงอย่างเดียว

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า การส่งออกไทยยังโต แต่ครึ่งปีหลัง 2569 เสี่ยงชะลอ เหตุผลหลักมี 2 เรื่อง คือ

1. ช่องแคบฮอร์มุซ หากยืดเยื้อ จะดันราคาน้ำมัน ค่าระวาง และค่าประกันภัยสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกไทยเพิ่ม โดยเฉพาะอาหาร ยาง พลาสติก เคมีภัณฑ์ และสินค้าใช้พลังงานสูง

และ 2. ภาษีนำเข้าของสหรัฐ หลังวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ คาดว่าจะเจอภาษีจาก ม.301 อัตราที่ไทยจะเจอยังอยู่ราว 25% (คิดจาก 12.5% มาจากใช้สินค่าต่างประเทศที่เป็นแรงงานบังคับ และ 12.5% มาจากผลผลิตส่วนเกิน)

มีผลให้การส่งออกไทยจะชะลอลงในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง กระทบต่อการเติบโตของการส่งออกทั้งปี 2569 ลดลงประมาณ 2-4% และคาดการณ์ส่งออกไทยทั้งปีขยายตัวเหลือ 5-6%

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ

1. เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐ เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษี พร้อมเปิดตลาดใหม่ในอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และสหภาพยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม

2. เร่งแก้หนี้และเพิ่มรายได้ประชาชน เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องมาจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว

3. ลดต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะค่าไฟ พลังงาน โลจิสติกส์ และลดขั้นตอนการอนุญาตของภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

4. บริหารนโยบายด้วยข้อมูลและผลลัพธ์ กำหนด KPI ที่ชัดเจน เปิดเผยความคืบหน้าต่อประชาชน และปรับนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การส่งออกจะกระทบมากหรือน้อย ต้องเปรียบเทียบกับอัตราภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนและจีน หากไทยโดนอัตราภาษีใกล้เคียงคู่แข่ง ผลกระทบที่ได้รับก็ใกล้เคียงกัน ที่น่าห่วงคือการบริหารจัดการต้นทุน และกำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัวลง จะแก้เกมการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่สิ้นสุด 24 กรกฎาคมนี้ ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งทบทวนปรับโครงสร้างการส่งออกและนำเข้าเพื่อสร้าง “ดุลยภาพการค้า” ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และใช้วัสดุ สินค้า บริการภายในประเทศให้เกิดประโยชน์กับห่วงโซ่แต่ละอุตสาหกรรมให้มากที่สุด

การสร้างระบบปกป้องประเทศไทยจาก “Transshipment” และ “Role of origin” เพื่อวางรากฐานทางการค้าระหว่างประเทศด้วย International Trade Digital Footprint ป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าและตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วขึ้น พร้อมกับยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างแบรนด์ที่แตกต่างมีอัตลักษณ์

มุ่งเป้ากลุ่มสินค้าส่งออกที่มีความเสี่ยงสูงในการแข่งขัน เพื่อลดผลกระทบที่สหรัฐจะใช้เป็นเงื่อนไขในการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐ จนกระทบภาคการส่งออกและห่วงโซ่ซัพพลายเชน การแสวงหาความร่วมมือทางการค้า ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้มากที่สุด

อีกทั้งสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ยังสร้างความผันผวนต่อความมั่นคงทางพลังงานและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยต้องมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยเฉพาะหากมีการขยายวงความขัดแย้งเพิ่ม “ไทยจะอยู่รอดและพลิกวิกฤตสร้างโอกาสได้อย่างไร

ถึงเวลานั้นเครื่องยนต์ เศรษฐกิจที่ชื่อว่า Longevity และคลังอาหารโลกที่มีพื้นฐานของ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นฉากทัศน์สร้าง อนาคตความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้านผู้ส่งออก นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า แม้การส่งออกของไทยช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวได้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อีกเรื่องคือ ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ หากหลัง 24 กรกฎาคมยังไม่มีข้อสรุป ไม่ชัดเจนหรือใช้มาตรการชั่วคราวอะไรอีก จะทำให้ผู้ประกอบการชะลอคำสั่งซื้อ การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ

“ไม่ว่าประเทศไทยจะได้รับอัตราภาษีในระดับใด สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดคือ ความชัดเจน เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตั้งราคา การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อใหม่ การลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น”

ดังนั้น ในสถานการณ์ไทยเจอทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ สรท.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 6 ประเด็น ได้แก่ สร้างความชัดเจน ต่อเนื่อง และเสถียรภาพของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ, เร่งเจรจาและขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) พร้อมเปิดตลาดใหม่, ลดต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ, สนับสนุนผู้ประกอบการ-SMEs ให้สามารถปรับตัว และแข่งขันได้มากขึ้น, เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล รองรับการโตของเศรษฐกิจระยะยาว

และที่สำคัญ ยกระดับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ให้เป็นกลไกถาวร เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเชิงรับได้ทันเหตุการณ์โลก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พยากรณ์ ‘ส่งออกไทย’ หลัง 24 กรกฎาคม สิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวสหรัฐ
จับตา รัฐบาลนับหนึ่ง แยกกีฬาฯ รวมวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว
ดร.มัลลิกา ประณามเหตุความรุนแรงชายแดนใต้ เรียกร้องยืนหยัดปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ พร้อมเสนอปฏิรูปสวัสดิการกำลังพลแนวหน้าและความโปร่งใสงบความมั่นคง
“พิชัย” ติง ไทยถูกสหรัฐเก็บภาษีสูงสุด 12.5% เหตุเจรจาล่าช้า จี้ เร่งแก้ไข หวั่นซ้ำเติมขาดดุลการค้าครึ่งปีแรกทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท
เวียดนามแซงไทย อาจไม่ใช่แค่วาทกรรมอีกต่อไป?
จากสูตรแคร์สู่บำนาญไฮบริด: ภาคต่อของการปฏิรูปที่มองเห็นชีวิตจริง
กำเนิดระบบทุนนิยมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การสะสมทุนแบบปฐมภูมิ’ (2) (The So-called Primitive Accumulation of Capital)
เปิดสเป๊ก ‘BYD SEALION 5 DM-I’ ‘SUV’ ปลั๊กอินไฮบริด-เพิ่มรุ่นย่อยใหม่
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 24-30 กรกฎาคม 2569
เหลียวลังแลหน้าบอลโลก จากความสำเร็จ ‘กระทิงดุ’ สู่แรงบันดาลใจ ‘ช้างศึก’
ข้าวผัดกะเพราเป็ดสับ ไข่ (เป็ด) ดาว
อสังหาฯ ฉีกตำราสู้