bg-single

เชียร์ เรียนหนังสือ ‘เพิ่ม’ : ธงทอง จันทรางศุ

01.05.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง : ธงทอง จันทรางศุ

วันวานนี้ (19 เมษายน 2569) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผมเป็นผู้ที่ได้มีโอกาสนั่งอยู่บนเวทีในพิธีสำคัญดังกล่าวด้วย ขณะนั่งเฝ้ามองบัณฑิตจำนวนกว่า 2,000 คนเดินเรียงแถวเข้ามารับพระราชทานปริญญาบัตร มีตั้งแต่คนอายุ 20 ปีไปจนถึงอายุ 79 ปี

มีเวลาว่างสองสามชั่วโมงแบบนี้ ชวนให้ตัวเองคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้มากและอยากจะมาชวนกันคิดต่อในที่นี้ครับ

ผมทราบว่าบัณฑิตที่รับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อวานนี้ หลายท่านเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านที่สนใจมาเรียนในทางวิชารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ อายุของท่านเหล่านี้ไม่น้อยแล้ว แถมหน้าที่การงานที่ต้องปฏิบัติในแต่ละวันก็ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังขวนขวายมาเรียนหนังสือจนสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีในที่สุด

ปริญญาบัตรนั้นเป็นเอกสารที่ออกให้เพื่อรับรองว่าบัณฑิตผู้นั้นได้ผ่านการศึกษาและการทดสอบวัดผลครบถ้วนตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใบปริญญาบัตร คือความรู้ที่บัณฑิตได้รับติดตัวไปใช้ประโยชน์ในชีวิตการงานในวันข้างหน้า

ยกตัวอย่างเช่น กำนันผู้ใหญ่บ้านที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ จริงอยู่ว่าก่อนมาเรียนหนังสือ กำนันผู้ใหญ่บ้านแต่ละท่านก็ย่อมมีความสามารถมีความรู้พอตัวอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะเลือกให้ไปทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้หรือ

แต่ถ้าหากว่าแต่ละท่านได้เติมความรู้ เติมหลักวิชาเข้าไปอีก เป็นส่วนเสริมเพิ่มขึ้นจากความรู้และประสบการณ์ที่อยู่เดิม เป็นสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า “พลัส” หรือบวกเข้าไปอีกหน่อย

การปฏิบัติหน้าที่กำนันผู้ใหญ่บ้านของบัณฑิตแต่ละคนก็น่าจะมีความทะมัดทะแมงยิ่งขึ้นเป็นธรรมดา

ประโยชน์ก็จะตกกับชาวบ้านที่เป็นลูกบ้านอย่างแน่นอน

ผมเชื่อของผมโดยความบริสุทธิ์ใจว่า โดยทั่วไปแล้วคนเราก็ทำอะไรได้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเติมความรู้เติมวิชาการเข้าไปแล้วก็จะทำอะไรได้เพิ่มขึ้น ดีขึ้นอย่างแน่นอน ความผิดพลาดพลั้งเผลอที่จะออกไปนอกร่องรอยก็จะเกิดขึ้นได้น้อยหรือไม่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างตัวผมเองก็ได้ครับ โดยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนช่างพูดพอสมควรและเป็นครูสอนหนังสือ ผมจึงมีโอกาสได้ทำงานในด้าน “ประชาสัมพันธ์” ตามที่ได้รับมอบหมายหรือจังหวะชีวิตบันดาลให้เป็นไปโดยไม่ทันรู้ตัว เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงปี 2531 เห็นจะได้

ผมนึกว่า การประชาสัมพันธ์เท่าที่ผมทำมาเองโดยอัตโนมัติจะเป็นเรื่องผิดหรือถูกอย่างไรก็ไม่รู้ได้ เป็นการดียิ่งขึ้นถ้าผมได้เรียนหนังสือหรือได้อ่านอ่านหนังสือในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เป็นเรื่องเป็นราว คิดอย่างนี้แล้วผมก็ไปลงทะเบียนเรียนวิชานิเทศศาสตร์ในหลักสูตรการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เนื่องจากผมเรียนจบปริญญาตรีมาแล้วหนึ่งใบ หลักสูตรที่ว่านี้เขาก็ยกเว้นวิชาพื้นฐานให้ เหลือวิชาที่ต้องเรียนจริงอีกประมาณหกภาคการศึกษาหรือสามปี เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นระบบการเรียนการสอนทางไกล ผมจึงไม่ต้องไปนั่งเข้าห้องเรียนอยู่ที่ไหน เพียงแค่อ่านหนังสืออยู่กับบ้านแล้วก็ไปสอบ

จะโดยตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อยก็แล้วแต่เมื่ออ่านหนังสือตำราในเรื่องการประชาสัมพันธ์เข้าไปหลายรอบแล้ว ความรู้ก็เกิดเพิ่มพูนขึ้นในตัวผมทีละเล็กทีละน้อย

จริงอยู่ครับว่า ผมไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ว่าผมรู้เรื่องประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ผมมั่นใจว่า ความรู้ต้องมีเพิ่มขึ้นแน่นอน อ่านหนังสือมาตั้งสิบกว่าเล่มแล้วไม่รู้อะไรเลยจะอ่านไปทำไม

เมื่อมีความรู้สั่งสมเป็นการหยอดกระปุกออมสินให้กับตัวเองอย่างนี้แล้ว ในเวลาต่อมาผมก็ได้นำความรู้เช่นว่านั้นทยอยออกมาใช้ประโยชน์แม้จนทุกวันนี้

เมื่อวานนี้อีกเหมือนกัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว ผมยังคงมีงานต้องทำอยู่ต่อไปในห้องประชุมแห่งนั้น

โดยมีหน้าที่เชิญปริญญาบัตรระดับปริญญาโทระดับปริญญาเอกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้ผมในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยรับพระราชทานไว้เพื่อเชิญไปมอบกับบัณฑิตดังกล่าวเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว

ก่อนหน้าที่จะถึงบัณฑิตที่เป็นฆราวาสขึ้นมารับปริญญาในรอบนี้ มหาวิทยาลัยได้จัดให้พระภิกษุที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกขึ้นมารับปริญญาก่อนฆราวาส โดยผมทำหน้าที่เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยประเคนปริญญาบัตรทีละใบแด่พระภิกษุทีละรูป

ผมได้รับความรู้ความเข้าใจว่า พระมหาบัณฑิตหรือพระดุษฎีบัณฑิตจำนวนนี้ท่านเรียนวิชาหลากหลาย มีทั้งวิชากฎหมาย วิชาศึกษาศาสตร์ วิชาด้านการบริหาร และสาขาอื่นที่ผมจำไม่ได้ก็ยังมีอีก

แถมสองสามรูปในจำนวนนั้นยังเป็นพระครูสัญญาบัตรแล้วด้วย

บางท่านเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะนึกสงสัยว่า แล้วพระภิกษุมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องเหล่านี้ซึ่งเป็นเรื่องทางฆราวาสวิสัย เป็นพระก็ต้องสวดมนต์และมุ่งหน้าไปหาพระนิพพานสิ

ถ้าจะกล่าวอย่างนั้นผมก็อาจจะต้องกล่าวเสริมไปอีกนิดว่า ที่ว่ามาเช่นนั้นเป็นแนวทางอุดมคติครับ แต่ให้บังเอิญที่โลกนี้ ตามความเป็นจริงแล้วพระภิกษุเฉพาะที่อยู่ในเมืองไทยในราว 200,000 หรือ 300,000 รูป ท่านคงไม่ได้มุ่งไปพระนิพพานพร้อมกันทั้งหมด

เพียงท่านถือศีลให้บริสุทธิ์ได้ครบถ้วน ผมก็เห็นว่าท่านเป็นผู้เลิศกว่าผมที่ศีลห้าครบบ้างขาดบ้างรายวัน มากมายนักแล้ว

จากประสบการณ์ชีวิตที่ผมเคยบวชพระมาสองคราว คราวแรกนานหน่อยคือได้พรรษาเต็ม มีกำหนดสามเดือน คราวที่สองบวชอยู่ได้ประมาณสองสัปดาห์ ทำให้ผมพอเข้าใจว่า งานของวัดก็ดี งานของคณะสงฆ์ก็ดี นอกจากความรู้ในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ความรู้ในทางโลกอีกหลายอย่างก็ยังเป็นประโยชน์เกื้อกูลให้พระภิกษุของเราทำหน้าที่อนุเคราะห์ชาวบ้านได้เต็มที่เต็มทาง

ที่เห็นได้ชัดคือ ความรู้ในทางวิชาการศึกษาหรือวิชาครู

วัดเป็นบ่อเกิดของโรงเรียนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้จนทุกวันนี้โรงเรียนหลายร้อยโรงของเมืองไทยก็ยังตั้งอยู่ในวัด เมื่อถึงชั่วโมงวิชาศีลธรรม การนิมนต์พระไปสอนหนังสือก็เป็นเรื่องปกติ

แต่พระที่จะไปเป็นครูสอนหนังสือเด็กนั้นท่านควรต้องรู้อะไรมากกว่าพระอื่นโดยทั่วไปมิใช่หรือ

เช่น ต้องรู้จิตวิทยาเด็ก ต้องรู้วิธีการสอนให้เหมาะกับวัยกับความสนใจของผู้เรียน ต้องเข้าใจในการวัดและประเมินผลการศึกษา

ถ้าจะต้องแต่งตำราสอนเด็กก็ต้องมีความรู้ว่าระดับความยากง่ายของตำราเป็นอย่างไร

นี่เพียงแค่ยกตัวอย่างนะครับ ผมเชื่อว่ายังมีความรู้อีกหลายอย่างที่พระที่เป็นครูสอนศีลธรรมควรจะต้องรู้ และใช่ว่าท่านจะรู้ได้เองโดยลำพังตนเสียเมื่อไหร่ ท่านต้องเรียนหนังสือครับ

เมื่อเรียนแล้วก็นำความรู้ในทางวิชาครูไปผนวกหรือบวกรวมกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ท่านก็จะเป็นครูสอนศีลธรรมที่ดีวิเศษขึ้นมาได้

นี่แค่ยกตัวอย่างมาเพียงเรื่องเดียวผมก็บอกกับตัวเองแล้วว่า อย่าไปห้ามพระท่านเรียนหนังสือเลยครับ จะดีมากถ้าท่านเรียนทางวิชาทางธรรมะและวิชาอื่นประกอบกัน หรือถ้าท่านจะเรียนมุ่งไปแต่ทางธรรมะอย่างเดียวและจะมุ่งมั่นไปในทางนี้ ผมก็ถวายอนุโมทนาอย่างยิ่ง

แต่เราต้องไม่ลืมนะครับว่า พระภิกษุเมืองไทยนั้นบวชแล้วสึกได้ ศาสนาของเราไม่ได้บังคับว่าบวชแล้วต้องบวชตลอดชีวิต

ใครเลยจะรู้ได้ว่าถ้าวันหนึ่งท่านจะต้องสละภิกขุภาวะออกไปใช้ชีวิตเป็นผู้ครองเรือน อดีตภิกษุรูปนั้นจะยังชีพในวันข้างหน้าต่อไปอย่างไร

ความรู้มีติดตัวเข้าไว้เถิดครับ จะได้ใช้เป็นประโยชน์แน่ถ้าเวลานั้นมาถึง

จากตัวอย่างสองตัวอย่างข้างต้นที่ผมพูดถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านบ้าง พูดถึงพระภิกษุบ้างมาแล้วอย่างนี้ ผมจึงมีความสุขมากที่ได้อยู่ร่วมในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อวานนี้

เพราะได้เห็นว่าผู้ที่ใฝ่ใจในการศึกษาได้ประสบความสำเร็จตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้

ส่วนท่านจะนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยไปใช้ประโยชน์อย่างไรในวันข้างหน้า ก็ต้องติดตามผลกันต่อไป มหาวิทยาลัยอาจต้องศึกษาวิจัยเรื่องนี้แล้วตีฆ้องร้องป่าวให้คนได้รู้กันทั่วถึงด้วย

เขียนบทความเชียร์ให้คนเรียนหนังสือเพิ่มขึ้นแบบนี้แล้ว อยากจะกระซิบบอกว่าผมได้ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ ไปแล้วอีกหลักสูตรหนึ่ง

แต่ขออุบไว้ก่อนนะครับว่าเรียนวิชาอะไร เพราะถ้าสอบตกจะได้ไม่ขายหน้ามากนัก ฮา!

แต่ถ้าเกิดเรียนจบขึ้นมาจะชวนกันมาถ่ายรูปในวันรับปริญญาให้ครึกครื้นเลยทีเดียว

ตกลงนะครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน