bg-single

เจ้าฟ้าและสามัญชน : บุพเพสันนิวาส

10.07.2026

เจ้าฟ้าและสามัญชน (6) คอลัมน์ Agora
โดยกฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit

(ย้อนอ่านตอน 5)

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯท้ายที่สุดแล้วก็ได้เข้าพิธีสมรสกับสาวยูเครนนามว่า “เอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกายา” หรือ “คัทริน เดสนิตสกี” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “แคทยา” แต่กว่าที่เรื่องราวลงเอยเช่นนี้ พระองค์ก็เคยเกือบจะได้ครองคู่กับสาวคนอื่นมาแล้วอย่างน้อยสามคน โดยครั้งสุดท้ายก่อนพบแคทยานั้น พระองค์ทรงชอบพอกับพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระขนิษฐาต่างมารดา คือมีศักดิ์เป็นน้องสาวนั่นเอง หากเหตุการณ์นั้นไม่ถูกกระงับยับยั้งเอาไว้เสียก่อน เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯก็คงไม่ได้พบรักกับแคทยาและทำให้ไม่หลุดจากสายลำดับของการสืบราชสันตติวงศ์ไปด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาในแง่นี้ ชีวิตของพระองค์กับแคทยาก็อาจเรียกว่าเป็น “บุพเพสันนิวาส” ก็ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2446 – 2447 เมื่อนักเรียนไทยทั้งสองได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านชั่วคราวหลังออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานถึง 7 ปี ทั้งคู่กลับคืนสู่เหย้าอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวปลายปี พ.ศ. 2446 ซึ่งคราวที่เดินทางออกจากสยามครั้งแรกนั้น ทั้งสองเพิ่งสัมผัสโลกมาได้เพียง 13 ปี แต่พอถึงวันนี้เด็กน้อยในวันนั้นก็เติบใหญ่เป็นชายชาตรีวัยฉกรรจ์ที่มีอายุถึง 20 ปีแล้ว

การหวนคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของหนุ่มรูปงามดีกรีนักเรียนนอก ณ ห้วงเวลาที่หาได้มีเทคโนโลยีสื่อสารอันล้ำสมัยเฉกเช่นปัจจุบัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าย่อมทำให้ทั้งคู่ตื่นเต้นดีใจเกินกว่าที่คนยุคนี้จะจินตนาการได้ ระหว่างที่กำลังเดินทางข้ามโลกอย่างยาวนาน คงมีบ้างที่บางครั้งจะหวนระลึกย้อนไปถึงวันแรกของการผจญภัยพร้อมกับคณะเดินทางอีกหลายคน เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และนายนกยูง (พระยาสุรินทราชา) เป็นต้น

พิธีการส่งเด็กๆเดินทางไปเรียนนอกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก โดยมีพระเจ้าแผ่นดินและสมเด็จพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระองค์เองถึงสิงคโปร์ ก่อนแยกจากกันในวันที่ 29 พ.ค. 2439 ดังถ้อยความที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯได้บรรยายไว้ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ว่า

“ใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ทูลหม่อมปู่ได้ตกลงพระทัยส่งพ่อไปศึกษาวิชาในทวีปยุโรปตามธรรมเนียมในบรรดา ๗ พระราชโอรสในสมัยนั้น และเพราะพ่อเป็นลูกรักอย่างยิ่ง ทั้งทูลหม่อมปู่และย่าได้พาพ่อไปส่งถึงสิงคโปร์โดยพระองค์เอง โดยเสด็จไปในเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำเก่า) เวลานั้นเป็นคราวที่สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่าทูลหม่อมปู่น้อย กำลังจะเสด็จไปเที่ยวทวีปยุโรป จึงได้ทรงรับฉันทะให้พาพ่อข้าพเจ้าไปด้วย และพ่อจึงได้เสด็จเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปอังกฤษเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๙”

เวลาล่วงผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 7 ปีต่อมา ทั้งสองกลับบ้านโดยล่องเรือมายังสิงคโปร์ ซึ่งมีราชองครักษ์รอคอยรับเสด็จอยู่ จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่กรุงเทพฯด้วยเรือพระที่นั่ง ใช้เวลาสามวันก็ถึงจุดหมาย ทัศนียภาพของกรุงเทพฯปี พ.ศ. 2446 ปรากฏให้สองสหายได้เห็นอย่างเต็มตา เช่นเดียวกับสายตาของฝูงชนมากมายที่จับจ้องมายังทั้งคู่ ซึ่งบัดนี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวราวกับดาราที่กระโดดออกมาจากหน้าจอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงมีพระพักตร์คล้ายคลึงกับพระบิดาอย่างมาก จึงเป็นพระราชโอรสพระองค์โปรด หรือกล่าวเป็นภาษาชาวบ้านก็คือเป็น “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” นั่นเอง

ส่วนพุ่มมาจากชนชั้นล่าง เขาเป็นสามัญชนที่ขยันขันแข็งและมีสติปัญญาเป็นเลิศ บิดาของพุ่มชื่อซุ้ย เป็นคนเชื้อสายจีน บ้านนี้ไม่ใช่ตระกูลขุนนาง หากแต่มีความใกล้ชิดกับพวกทหาร จึงทำให้พอมีช่องทางส่งลูกเข้าเรียนหนังสือที่พระตำหนักสวนกุหลาบและเทพศิรินทร์ได้

สองสหายยิ่งตื่นเต้นดีใจมากขึ้นไปอีก เมื่อพบว่ามีพิธีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปบ้านใครบ้านมัน โดยเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงประทับอยู่กับเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธฯที่พระราชวังสราญรมย์อันเป็นที่ประทับเดียวกันกับจักรพรรดิ์ซาร์นิโคลาสที่ 2 เมื่อครั้งเสด็จเยือนสยามในปี พ.ศ. 2436 ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร

ระหว่างที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพำนักอยู่นั้นก็ได้พบปะผู้คนมากมายในงานเลี้ยงต้อนรับอันหรูหราใหญ่โต ตลอดจนงานฉลองต่างๆซึ่งรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก ในฐานะที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา ท่ามกลางบรรดาผู้คนเหล่านี้มีอยู่คนหนึ่งซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงชอบพอเป็นพิเศษหรือมีจิตปฏิพัทธ์ให้ แต่ก็ถูกยับยั้งจากพระบิดาเสียตั้งแต่แรก เนื่องจากสตรีผู้นั้นเป็นญาติพี่น้องที่มีสายเลือดใกล้ชิด คือมีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างแม่ หรือเป็นพี่น้องกันนั่นเอง

แม้ครั้งอดีต การสมรสกันภายในวงศ์วานว่านเครือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในราชสำนักก็ตาม ทว่าพอสยามเข้าสู่การเปลี่ยนให้เป็นสมัยใหม่ ค่านิยมนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรัชกาลที่ 5 ซึ่งแม้พระองค์ทรงเคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ได้เปลี่ยนโลกทัศน์ไปแล้ว จากการรับแนวคิดและวิทยาการตะวันตก ดังเนื้อความตอนหนึ่งในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” ซึ่งหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ได้บรรยายไว้ว่า

“ครั้นเมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงแสดงความสนพระทัยในพระขนิษฐาต่างพระมารดาองค์หนึ่ง พระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงไม่พอพระทัยและได้ตรัสกับพระองค์ว่า การแต่งงานแบบนี้ล้าสมัยแล้ว พระราชโอรสที่มีสิทธิที่จะเป็นองค์รัชทายาท ย่อมเลือกอภิเษกสมรสกับใครก็ได้ตามพระประสงค์ ซึ่งจริงๆ แล้วคงจะหมายความว่า พระราชโอรสของพระองค์ย่อมสามารถเลือกอภิเษกกับสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองไทยได้เมื่อถึงเวลา แม้ว่าการอภิเษกสมรสร่วมสายโลหิตกันจะยังคงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ในสังคมไทยขณะนั้น แต่ดูเหมือนว่า พระจุลจอมเกล้าฯจะไม่โปรดวิธีการนี้อีกต่อไป และยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังอาจเกรงว่าหากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอภิเษกสมรสในเวลานั้นก็จะเป็นปัญหาต่อการเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซียและหน้าที่การงานในอนาคตได้ พระจุลจอมเกล้าฯเองคงจะทรงเสียพระทัยยิ่งนัก หากทรงทราบว่า พระราชดำรัสของพระองค์ ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องจริงในเวลาต่อมา”

อ่านต่อฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย