ตลาดรถยนต์ปี ’67 อาการหนัก ยอดขายวูบ-กระแส EV แผ่ว ตลาดในประเทศ-ส่งออกหดตัว

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งของประเทศไทย และความหวังลำดับต้นๆ ของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมกับเป้าหมายการก้าวสู่การเป็นผู้นำของภูมิภาค โดยเฉพาะเป็น “ฮับ” ผลิตยานยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
แต่เกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในปี 2567 ที่เรียกว่าเจอวิบากกรรมทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอของตลาดในประเทศไทย
รวมทั้งตลาดส่งออกหดตัวอย่างไม่เคยเจอมาก่อน
ล่าสุด นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงยอดการผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 เล่นเอาแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ช็อกไปตามๆ กัน
โดยเฉพาะตัวเลขเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรียกว่าหดตัวทุกตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถสันดาปภายในต้องบอกว่าอืดสุดๆ ปิกอัพหดตัวเกือบ 50% ขณะที่รถ EV แผ่วลงตามตลาดโลก
ยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือน (มกราคม-เมษายน 2567) รวมอยู่ที่ 518,790 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 17.05%
สำหรับเดือนเมษายน 2567 ยอดผลิตอยู่ที่ 104,667 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 11.02% และลดลงจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 24.34% ซึ่งเป็นผลจากการผลิตเพื่อขายในประเทศของรถยนต์นั่ง ลดลง 5.03% และรถกระบะที่หดตัวถึง 45.94%
เพราะยอดขายในประเทศเดือนเมษายนทำได้แค่ 4.6 หมื่นคัน เช่นเดียวกับตลาดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทำได้ 7 หมื่นคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 12.23% เรียกว่าทรุดหนักสุดในรอบ 32 เดือนนับจากที่เจอวิกฤตโควิด
นายสุรพงษ์ยืนยันว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศที่ชะลอตัว เป็นผลจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในระดับต่ำ จากความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ทำให้การใช้จ่ายด้านการลงทุนของรัฐบาลลดลงมาก จนส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง
“ยิ่งตอนนี้เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ยิ่งมาเจอสงครามราคารถอีวี ก็ยิ่งทำให้คนซื้อรถชะลอการตัดสินใจซื้อ เท่าที่ทราบตอนนี้สถาบันการเงินไม่มั่นใจราคารถยนต์ที่เกิดการแข่งขัน จึงขอปรับสินเชื่อลดลง ส่งผลต่อการขายรถยนต์มือสองด้วย”
อีกประเด็นที่น่ากลัวคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ตอนนี้พุ่งไปถึง 30% เนื่องจากปัญหา “หนี้เสีย” หรือเอ็นพีแอล ของลิสซิ่งรถอยู่ในทิศทางขาขึ้น ทำให้สถาบันการเงินยิ่งเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจากปัจจัยเสี่ยงด้านกำลังซื้อ และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้ง ทำให้ยอดขายรถทั้งปีน่าจะเหลือแค่ 7.5 แสนคัน หดตัวต่อเนื่องจากปี 2566 อยู่ที่ 7.75 แสนคัน
ผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อยอมรับว่า แนวโน้มยอดการปฏิเสธสินเชื่อจะทยอยเพิ่มขึ้นแน่ โดยในส่วนรถใหม่จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 15% ตอนนี้เพิ่มเป็น 20%
ส่วนรถมือสอง ก็ขยับเพิ่มเป็น 30% จากเดิม 20% ตรงนี้ถือว่าเป็นความเข้มงวดพิเศษ
โดยเฉพาะรถปิกอัพเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงกว่ากลุ่มรถทั่วไป เพราะส่วนใหญ่ฐานลูกค้าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรซึ่งรายได้ไม่แน่นอนทำให้มีความเสี่ยงสูง
เรียกว่าปัจจัยที่ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศย่ำแย่แบบนี้ เพราะปัญหากำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ แถมยังมีรถ EV เข้ามาทุบราคา สร้างความปั่นป่วนในตลาด ตั้งแต่ราคาขาย สร้างปัญหาดีลเลอร์สวิตช์แบรนด์ ย้ายค่ายกันอุตลุด
รุนแรงถึงขนาดกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่ม ทั้งมาเลย์ สิงคโปร์ ตัดสินใจเลิกทำตลาดรถสันดาปที่แนวโน้มเข็นไม่ขึ้น
ขณะที่กระแสตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ที่รัฐบาลไทยคาดหวังไว้มาก ฉายแววโดดเด่นมาแรงเมื่อปี 2566 วันนี้กระแสก็เริ่มแผ่ว ทั้งนี้ หากดูจากตัวเลขยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดง (EV) โดยเฉพาะเดือนเมษายน 4,009 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วเกือบ 20% จากปี 2566 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อยู่ที่ 76,538 คัน
แม้ตัวเลขยอดจดทะเบียนสะสม 4 เดือน ตั้งแต่ต้นปี 2567 จะสูงถึง 26,377 คัน แต่ก็เพราะเดือนมกราคม 2567 ยังได้รับอานิสงส์จากนโยบาย EV 3.0 ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 1.5 แสนบาท ที่ให้ขยายการจดทะเบียนมาถึงสิ้นเดือนมกราคม 2567 ทำให้ยอดจดทะเบียนรถอีวีพุ่งสูงเป็นพิเศษถึง 13,658 คัน
แต่หลังจากนั้น เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ยอดจดทะเบียนร่วงเหลือเพียง 3,635 คัน และเดือนมีนาคม จำนวน 5,001 คัน
สำหรับการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อ ยังมีปัจจัยสงครามราคาจากค่ายอีวีจีนที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลต่อราคาขายต่อ ยังมีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยอื่นๆ ตั้งแต่การใช้งานที่ต้องมีการวางแผน เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จไฟ รวมถึงปัญหาสถานีชาร์จที่ยังไม่ทั่วถึง เบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมและอะไหล่โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ที่แพงกว่ารถใช้น้ำมันเป็นเท่าตัว
อย่างไรก็ดี ปัญหาตลาดอีวีที่ชะลอตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย
นักวิเคราะห์ต่างประเทศหลายสำนักมองว่า รถ EV ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงกำลังการผลิตรถ EV ของจีนที่มีมากกว่า 40 ล้านคันต่อปี ถือเป็นกำลังผลิตส่วนเกินที่ทำให้เกิดสงครามราคาขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้วันนี้ยอดขายรถ EV เริ่มชะลอตัวลงทั่วโลก หนุนให้รถยนต์ในกลุ่มไฮบริดกลับขยายตัวได้มากขึ้น แม้กระทั่งทวีปยุโรป ซึ่งกระแสการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดอยู่ในระดับสูงกว่าที่อื่นๆ ยอดขายรถ EV ก็ลดลงจนน่าตกใจ
ขณะที่ทาง ส.อ.ท.ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากรัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายและการลงทุนรวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต เช่นเดียวกับที่รัฐบาลได้กระตุ้นกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ไปก่อนหน้านี้
จึงอยากให้รัฐบาลกระตุ้นการซื้อรถยนต์ประเภทสันดาปภายใน และรถปิกอัพที่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศกว่า 90% ซึ่งมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมากพอๆ กับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีการผลิตเพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนมีงานทำมากขึ้น รัฐบาลก็จะเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะตลาดรถยนต์เมืองไทยปัจจุบันที่กำลังซื้ออ่อนแอ จนตลาดหดตัว ทำให้เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกัน จึงทำให้ประเทศไทยพลาดท่าเสียทีให้มาเลเซียแซงขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 2 เป็นรองจากอินโดนีเซีย ที่ครองแชมป์ด้วยตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่า
ดังนั้น ถ้าประเทศไทยไม่กดคันเร่งตั้งแต่ตอนนี้ ก็น่ากังวลว่า “ฟิลิปปินส์” ที่ตามหลังประเทศไทย อาจจะสปีดขึ้นมาแซงเป็นตลาดอันดับ 3 ของอาเซียน จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีมากๆ ถีบให้ไทยหล่นไปอยู่ที่ 4 แบบไม่รู้ตัว
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
