bg-single

Songs in the Key of Life : ขบวนการกวนประสาท

10.08.2026

บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์

Songs in the Key of Life

: ขบวนการกวนประสาท

ในบรรดานักดนตรีทั้งหลายแหล่ นอกจากจะมีผู้ที่เคร่งขรึมราวผู้คงแก่เรียนแล้ว บ้างก็ชอบทำเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ

และมีอีกหลายบ้างที่ทำตัวซีเรียสกับชีวิตราวโลกจะแตกในวันพรุ่งนี้

ทว่ายังมีกลุ่มนักดนตรีอีกหนึ่งประเภทที่เน้นความฮาเป็นสรณะ

เพื่อนฝรั่งผมคนหนึ่งเคยบอกว่าก๊วน Haircut 100 ถือเป็นตัวฮาระดับหัวเราะจนจำทางกลับบ้านไม่ได้

หรือ Devo อันนี้ฮาจริงแถมมีลูกบ้าที่ข้นได้ระดับ

ส่วน The Specials ตอนแรกก็ฮาใช้ได้ จนกระทั่งเมืองโคเวนทรีที่ตั้งของวงเกิดวงแตกเศรษฐกิจล่มสลาย เมื่อนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนแนวไปทำสกาเร็กเก้สะท้อนสังคม

ไม่ต้องพูดถึงแก๊ง Madness ที่อารมณ์ดีราวกินเสียงหัวร่อต่างอาหารตลอดเวลา

ในบรรดาดาวโจ๊กทั้งหมดยังมีอีกวงที่ผมขอยกให้พวกเขาเป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่ว่าจะเป็นมุขอำตัวเอง อำคนดู เอาเรื่องจริงมาล้อเล่น เรื่อยไปจนถึงความฉลาดของเชาวน์ปัญญาที่ผมถือเป็นเหมือนของขวัญอันประเสริฐ

ผมกำลังพูดถึง Men At Work

ก่อตั้งในปี 1979 โดยชาวออสเตรเลียผู้มีรกรากเป็นผู้อพยพจากสกอตแลนด์

นั่นทำให้พวกเขามีเสียงพูดเหน่ออย่างเป็นเอกลักษณ์

ถึงหลายคนจะมองว่าเป็นสำเนียงคนบ้านนอก

แต่พวกเขากลับน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ และยินดีรับเสียงฮาในความเปิ่นอย่างชนิดไร้ข้อโต้แย้ง

ชื่อวงได้มาจากป้ายกระดานเขียนด้วยชอล์กที่บังเอิญไปเจอเข้าตรง Cricketer’s Arm Hotel เขียนเพื่อบอกคนอ่านประมาณ “คนกำลังทำงานว่ะ”

เด็กหนุ่มห้าคนเริ่มทำงานในบาร์ท้องถิ่นย่านเมลเบิร์นโดยมีโคลิน เฮย์ (Colin Hay) เป็นหัวหอกสมาคมขายหัวเราะ

พวกเขาตั้งใจจะเป็นวงระดับรากหญ้าทำเพลงเล่นง่ายๆ ฟังง่ายๆ ไปตลอดชีวิต

หากแต่พรหมลิขิตไม่อนุญาตให้เป็นเช่นนั้น

ต้นปี 1981 ด้วยความแปลกแหวกแนว พวกเขาได้สัญญาจาก CBS Records International แบบบุญหล่นทับหน้าตัก (ซึ่งต่อมาภายหลังถูกเปลี่ยนเป็น Sony Music)

Who Can It Be Now? ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม Business As Usual ถูกปล่อยลงน้ำทำผลงานไต่ไปถึงอันดับสอง

หากคุณคิดว่าเรื่องราวคงจบแค่นี้ เรากำลังคิดผิดถนัด

เพราะอีกไม่กี่เดือนต่อมา พวกเขาก็เหยียบโลกทั้งใบไว้ด้วยเพลงที่มีชื่อกวนประสาท Down Under

โดยระหว่างที่โลกกำลังหมุนไปท่ามกลางกระแส MTV เป็นระนาบเดียวกับศิลปินชาวออสเตรเลียเริ่มก่อร่างสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

โดยมี Bee Gees, Olivia Newton John, AC/DC หรือ Little River Band เป็นหัวหอก

แต่พลพรรค Men At Work กลับทำได้ไกลกว่านั้น

เขาสร้างวีรกรรมอำตัวเองด้วยเพลงแถมเป็นการอำในแบบแสบเข้าไปถึงทรวง

เนื้อหากล่าวถึง “ความเป็นออสซี่” ชนิดหมดเปลือกแถมพ่วงด้วยถ้อยคำที่คนออสเตรเลียใช้ในชีวิตประจำวันอย่างคล่องปาก

อย่าแปลกใจถ้าบางคำในนั้นฝรั่งด้วยกันเองยังฟังไม่เข้าใจ

เป็นต้นว่า Fried Out Kombi หมายถึงรถแวนบุโรทั่ง ไอ้เจ้าคำว่า “Kombi” ที่ว่ามาจาก “Combie” อันเป็นชื่อเล่นของ Kombivan รถโฟล์กตู้ที่ผลิตในราวยุค 60’s 70’s ถือเป็นยานยนต์ยอดนิยมของเหล่าชาวบุปผาชน

Head Full of Zombie เป็นชื่อเล่นของ “คอกัญชา” รากของมันคือ Zombie Grass

หรือ Vegemite ก็คือผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง ลักษณะเหมือนแยมเละๆ รสปะแล่มซึ่งคนออสเตรเลียใช้กินต่างข้าว

ส่วน Where beer does flow and men chunder เป็นสำนวนแปลง่ายๆ ว่า “เล่นเบียร์จนอ้วกแตก”

“จะเรียกก็ได้ว่าเป็นคำเปรียบเปรยเชิงประชดประชัน” โคลิน เฮย์ นักร้องนำเสริมกับ Songfacts เว็บไซต์ยอดนิยมของเหล่ามิตรรักแฟนเพลง

“มันแดกดันไปยังความรู้สึกของคน ไม่ต่างอะไรกับเพลง Born In The USA (บรูซ สปริงสทีน) ที่กล่าวถึงเรื่องราวในท้องถิ่นนั้นๆ ผมปรับให้มันเข้ากับบริบทของสังคมระดับหาเช้ากินค่ำ เช่น เรื่องการกินเบียร์เป็นน้ำ หรือการพูดจาด้วยสำเนียงต่างถิ่น ซึ่งว่าไปแล้วก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะครับ ผมมองว่ามันเป็นวาระของชาติที่เราต่างมองข้ามไปจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ” เขากล่าว

โดย Men At Work ปล่อยอัลบั้ม Business As Usual ในเดือนธันวาคม 1981 ก็จริง แต่กว่าจะโด่งดังไปทั่วโลกก็ต้องรอจนถึงปี 1982-1983 ผลิต MV ออกมาสามตัว Down Under, Who Can It Be Now? และ Be Good Johnny

มันดังกระหึ่มไปทั่วสารทิศ ขายไป 6 ล้านก๊อบปี้เฉพาะที่ออสเตรเลียประเทศเดียว

ขึ้นอันดับหนึ่ง Billboard Hot 100

ชนะรางวัล Grammy สาขา Best New Artist

แถมมีคนหนุนหลังให้เป็นเพลงชาติของออสเตรเลียเวอร์ชั่นปุถุชน ด้วยท่วงทำนองเร็กเก้จังหวะยกสนุกสนาน ผสมผสานด้วยเครื่องเป่าฟลูต เนื้อหาออกแนวจับแพะชนแกะตีหัวหมาด่าแมวไปเรื่อย

โดยประโยคที่พ่วงชื่อเมืองหลวงอย่างบอมเบย์กับบรัสเซลส์มาด้วย เป้าหมายก็เพื่อเชื่อมความเป็นโลกไว้ในใบเดียวกัน

“กลอนพาไปครับ ผมไม่ได้มีเจตตาให้เกิดการกระทบกระทั่งแต่อย่างใด” โคลินสรุป

ที่ฮาแตกคือ MV ได้แบรี่ ฮัมฟรีส์ (Barry Humphries) นักแสดงตลกยอดนิยมชาวออสเตรเลียมาร่วมแสดง

ฉันเป็นใคร ชื่ออะไร หาใครรู้

มาซุ่มดู รถแวนเก่า เดากันไหม

เหมือนซอมบี้ พลัดหลงมา หาทางไป

พอเจอใคร เอ่ยปากจ้อ ขอข้าวกิน

ได้หนมปัง ชายแปลกหน้า หามาช่วย

ผู้ร่ำรวย กล้ามแข็งแรง แกร่งเป็นหิน

ขอน้ำหน่อย แก้ฝืดคอ พอได้ยิน

กลับส่งยิ้ม มาตรงหน้า จะบ้าตาย

“หลงทางมา หรือเปล่าเกลอ?” ใครเผลอถาม

กี่โมงยาม ไหนช่วยตอบ ขอบคุณหลาย

ถามความวัว สัพยอก ตอบความควาย

เหมือนเข้าใจ แต่หลงคำ ขำสิ้นดี

ที่ฉันมา นั้นแสนไกล แดนใต้หล้า

สุดขอบฟ้า ห่างออกไป ไร้แสงสี

พูดบ้านนอก สำเนียงก็ ขอไปที

วอนคนดี อย่าถือโกรธ โปรดเข้าใจ

ถึงแม้จะเป็นกลุ่มคนนักดนตรีอารมณ์ดี Men At Work ดันไม่วายมีเรื่องเครียดให้เท้าก่ายหน้าผาก

เมื่อ Larrikin Music ตัดสินใจฟ้องร้องเพลง Down Under ฐานละเมิดทำนองเพลง Kookaburra Sits in the Old Gum Tree ซึ่งเป็นเพลงของเด็กที่เอาไว้ใช้ขับร้อง โดยเรียกค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินจำนวน 5% ของยอดขาย

งานนี้คนที่หวยออกตัวจริงก็คือเกร็ก แฮม (Greg Ham) มือแซกของวง

โดยเกร็กยืนยันว่าทำนองเพลงท่อนที่เขาเป่าฟลูตเป็นการอิมโพรไวส์ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ Koobaburra เลย

คดีดำเนินการยืดยาวหลายปีจนถึงศาลสูง ที่สุดศาลตัดสินให้ Men At Work แพ้คดี

โชคร้ายเป็นของเกร็กผู้น่าสงสาร จากคนรื่นเริงยิ้มแย้มกลายเป็นคนซึมเศร้ารุนแรงปลีกตัวกับสังคม

เขาเสียใจมากที่ทำให้เพื่อนรักมีปัญหา

ข้อพิพาทนั้นไม่ต่างอะไรกับคำสั่งประหารชีวิตอาชีพนักดนตรี

แต่เฮย์ไม่นึกเคยตำหนิเลย กลับให้กำลังใจด้วยซ้ำเพราะโตมาด้วยกัน

ความรู้สึกของความรับผิดชอบทำให้เกร็กกลายเป็นคนติดเหล้าอย่างหนัก

เขาเสียชีวิตในวัย 58 ปี ยุติโลกใบเส็งเคร็งไว้เพียงเท่านี้

หลังเสียชีวิตมีผู้ให้ความเห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องราวการขโมยเนื้อเพลงอะไรทั้งสิ้น

ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องการโกหกหน้าด้านๆ

เพราะผู้พิพากษาออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอคติกับศิลปินอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ดังนั้น มันจึงเหมือนถูกล็อกไว้ล่วงหน้า พูดง่ายๆ ก็คือ แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

“เขาเคยเป็นคนที่โคตรขำ” โคลินรำลึกถึงเพื่อนยาก

“เราแบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน มีช่วงเวลาที่หวานชื่นด้วยกัน เคยล่มหัวจมท้ายตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่มีอะไร ชื่อวงที่มาจาก Cricketers Arms เราก็เป็นคนคิดร่วมกัน ผมนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปออกรายการ Saturday Night Live ก็กับเพื่อนคนนี้ เราผจญพายุทะเลทรายท่ามกลางเวทีที่แอริโซนา เคยมีคอนเสิร์ตละแวกแกรนด์แคนยอน ผ่านสารทุกข์สุกดิบจนรู้เช่นเห็นชาติ ผมรักเขาสุดหัวใจ เมื่อใดก็ตามที่เพลง Who Can It Be Now? ถูกเล่น ผมก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำตา ผมจะคิดถึงเขาตลอดไป”

โคลินกล่าวในวันที่ขำไม่ออก

Men At Work กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในปี 2000 ที่เทศกาล Sydney Summer Olympics

เหล่าบรรดาสมาชิกดั้งเดิมที่เหลืออยู่ต่างมากันพร้อมหน้าเคียงคู่กับไคลีย์ มินอก และพอล โฮแกน

พวกเขาร่วมร้องและโลดเต้นไปกับความปรีดาแห่งการเป็นศิลปินแดนออสซี่

ฝูงชนปรบมือร้องตามอย่างพร้อมเพรียง

มีการบันทึกอย่างไม่เป็นทางการว่า นั่นคือการร้องเพลง Down Under กับคนดูไลฟ์คอนเสิร์ตที่มากที่สุดในโลก

แม้จะฟังไม่เข้าใจ ร้องกะพร่องกะแพร่งถูกบ้างผิดบ้าง ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่คนออสเตรเลียทั่วโลกต่างรับรู้ว่านี่คือเพลงของพวกเขา

“กลับมาฟังอีกรอบ ผมว่ามันเหมือนการสังฆกรรมร่วมกันว่ะ” โคลินเอ่ยปากทำลายความเงียบ

“เหมือนเทศกาลระดับจักรวาลที่เพื่อนร่วมชาติมารวมตัวกันไม่ว่าจะอยู่ซอกไหนของโลก ถ้าคุณถือพาสปอร์ตเมืองจิงโจ้เมื่อนั้นเราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า เราไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน เป็นสามัญสำนึกร่วมกันที่ไม่มีอะไรพรากจากเราไปได้” เขากล่าวสรุปได้ใจความครบถ้วน

ถึงแม้ว่าโคลิน เฮย์ จะเผยกับ The Guardian ว่าไม่ชอบประโยค “เพลงชาติออสเตรเลียอย่างไม่เป็นทางการ”

แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ถ้าไม่ใช่เพลงนี้ แล้วจะมีเพลงไหนที่เหมาะสมกว่านี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สำรวจตัวเอง เป็นคนใช้ AI ประเภทไหน
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (17)
ราชปรารภ ราชประสงค์ เจ้าหน้าที่ ‘กู้ชีพ’ จาก วชิรพยาบาล ‘เป้า’ สังหาร โดยกระสุน ‘สไนเปอร์’
จรรยาแพทย์ : เมตตากรุณา ความสามารถและอัตตาณัติ
Songs in the Key of Life : ขบวนการกวนประสาท
สะพัด กฎใหม่ ‘2 ปีอัพ’ ตั้ง ผบ.เหล่าทัพ กระทบแผน ‘บิ๊กปู’ ดัน บิ๊กเต้ จับตา ตท.26 ทบ.-ทร. สู้ ตท.28-29 หายใจรดต้นคอ
E-DUANG | เนื่องแต่ อุปมา ว่าด้วย”กำแพง” กับ อนิจจัง แห่งอำนาจ การเมือง
พระแม่ลักษมี เป็นเทพีแห่งโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ มากกว่าที่จะเป็นเทพีแห่งความรัก
ชวนรู้จัก ‘เมฆคลื่นเคลวิน-เฮล์มโฮลตซ์’
กะลาแลนด์ (2)
ยอดนัก Plank วัย 68 ปี
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์