คอลัมน์ Agora กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เจ้าฟ้าและสามัญชน (10) : นายพุ่มคลุ้มคลั่ง
กล่าวถึงนายพุ่ม ผู้ซึ่งติดตามสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์มาศึกษาต่อที่รัสเซียด้วยกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2441
โดยก่อนหน้านั้นราวๆ หนึ่งปี เขาได้รับการคัดเลือกจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางตัวเลือกในรอบสุดท้ายจำนวนสามคน ได้แก่ นายเตี้ยม นายมานิต และนายพุ่ม
ถึงแม้ว่าชาติตระกูลของเขาจะเป็นรองคู่แข่งทั้งหมดก็ตาม แต่ก็สามารถเอาชนะทุกคนได้ ด้วยเหตุผลหลักก็คือสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด
ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดในรายละเอียดการเดินทางของพุ่ม แต่พออนุมานได้ว่าเขาเดินทางตามหลังสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์มาในปีถัดจากพระองค์ ซึ่งเสด็จออกจากสยามในปี พ.ศ.2439
ส่วนพุ่มออกจากเมืองไทยในปี 2440 เข้าสู่ประเทศอังกฤษ และเรียนภาษารัสเซียกับครูอาร์ดาเชฟ ตามหลังสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์และนายนกยูงที่เรียนมาก่อนแล้ว
ซึ่งกว่าที่กระบวนการคัดเลือกและส่งตัวนายพุ่มจะแล้วเสร็จ กระทั่งมาถึงวันที่เขาได้เริ่มเรียนภาษารัสเซียก็ล่วงเข้าสู่ปลายปี 2440 แล้ว
เพราะฉะนั้น ระยะเวลาในการเตรียมพร้อมเรื่องภาษารัสเซียของพุ่มจึงสั้นมาก
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2441 หรือไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เขาก็ต้องเดินทางต่อไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพร้อมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ และคณะ
หลังจากเริ่มต้นชีวิตนักเรียนในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กของรัสเซีย พุ่มก็ไม่ได้เดินทางกลับบ้านเกิดเลยจนกระทั่งปี 2446 ซึ่งนั่นเป็นการคืนสู่เหย้าครั้งแรกในรอบหกปีของพุ่ม
โดยหาได้รู้ว่านั่นจะเป็นการกลับบ้านครั้งสุดท้ายในวัยหนุ่มของเขา
ส่วนสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงมีโอกาสได้กลับสู่สยามเป็นการชั่วคราวอยู่สองครั้ง
ครั้งแรกเสด็จกลับพร้อมพระยามหิบาลฯ ในปี 2442 ระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงสิงหาคม เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงไม่สบายพระทัยเรื่องอุบัติเหตุการตกม้าของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ พระองค์จึงจำเป็นต้องกลับมาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงหายเป็นปกติดีแล้ว
ครั้งที่สองปี 2446 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์เสด็จกลับสู่สยามชั่วคราวพร้อมคณะ โดยมีนายพุ่มตามเสด็จมาด้วย ก่อนเดินทางกลับรัสเซียพร้อมกันในปี 2447
หลังจากนั้นชีวิตรักอันแสนอลเวงของพุ่มก็ทวีความเข้มข้นขึ้น
หนึ่งปีต่อมา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงตกหลุมรักแคทยาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น โดยพบรักที่คฤหาสน์แบบฝรั่งเศสของเอลิซาเวตา นิโคเลฟนา คราโปวิทสกายา สาวใหญ่เจ้าของบ้านที่ชอบพอกับพุ่มทั้งๆ ที่อายุของนางเมื่อเทียบกับพุ่มแล้วก็นับว่าเป็นรุ่นแม่
นอกจากนั้นสถานภาพของนางยังเป็นอุปสรรคที่น่ากระอักกระอ่วนใจ เนื่องจากนางแต่งงานแล้ว ถึงแม้จะแยกกันอยู่กับพันเอกวลาดีเมียร์ คราโปวิทสกี ทหารม้าฮุสซาร์ผู้เป็นสามีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้หย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ของพุ่มกับนางคราโปวิทสกีจึงซับซ้อนยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าสู่ปี 2448 อันเป็นโค้งสุดท้ายของการศึกษาในรัสเซีย ทั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์กับนายพุ่มต่างก็จบจากโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กเป็นที่เรียบร้อย และกำลังจะเสร็จสิ้นการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารในไม่ช้า
ดังนั้น ทั้งคู่จึงต้องเดินทางกลับสู่สยาม
แต่ทว่า ทั้งสองต่างก็บ่ายเบี่ยงและพยายามประวิงเวลาในรัสเซียให้ขยายออกไป ด้วยเหตุที่ว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงเป็นโอรสองค์โปรดของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีซึ่งกำลังประชวร หากพระองค์เสด็จกลับมาประทับใกล้ชิดกับพระราชมารดาโดยเร็วก็น่าจะส่งผลดีต่ออาการของพระราชมารดา
แต่เนื่องจากพระองค์กำลังตกอยู่ในภวังค์รักกับแคทยาอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องหาทางอยู่รัสเซียไปก่อนจนกว่าจะสามารถครองคู่และพาแคทยากลับมาอยู่ด้วยกันได้
ส่วนพุ่มนั้นในที่สุดก็คบหากับนางคราโปวิทสกายาอย่างจริงจัง เมื่อตระหนักดีว่าหากยังคงเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงและเป็นข้าราชการของสยาม เขาก็คงต้องกลับบ้านเกิดในไม่ช้า
แต่ชีวิตหลังจากเติบโตในรัสเซียมาตลอด 8-9 ปี ได้เปลี่ยนแปลงตัวเขาไปมากเกินกว่าจะกลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทยได้
เขาเป็นนายทหารหนุ่มอนาคตไกลแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์อันเกรียงไกร เป็นที่รักของเพื่อนพ้องนายทหาร และเป็นคนโปรดของสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จักรพรรดิแห่งรัสเซีย
ที่สำคัญคือหัวใจของเขาฝากไว้ที่นางคราโปวิทสกายา ผู้เป็นคหบดีที่แสนมั่งคั่ง เจ้าของคฤหาสน์แบบฝรั่งเศสขนาดมหึมาที่มูรอมตเซว่าริมถนนโมโฮวาย่า
คฤหาสน์หลังนี้มีห้องถึง 80 ห้อง ประกอบไปด้วยโรงม้า สระน้ำ หอน้ำ บ้านพักคนรับใช้ บ้านพักบริวารต่างๆ ท่าเทียบเรือ ศาลาดนตรี
รวมทั้งโรงละคร ซึ่งในหนังสือ “ถึงลูกชายเล็ก” ของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กล่าวว่าเป็นโรงละครที่เลียนแบบมาจากโรงละครมาลีย์ในกรุงมอสโก แต่มีขนาดเล็กกว่า
จากข้อมูลล่าสุดในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าจักรพงษ์ เรื่องรักและการจากลา” ของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ ซึ่งตีพิมพ์ออกมาในปี พ.ศ.2569 ได้ข้อสรุปที่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเหตุผลที่แท้จริงซึ่งทำให้นายพุ่มตัดสินใจเด็ดขาดแบบ “เป็นไงเป็นกัน” ด้วยการขัดพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 5 และขอลาออกจากราชการ ไม่กลับมาทำงานชดใช้ทุนที่ไทย ก็คือเนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับนางคราโปวิทสกีนี่เอง
รวมทั้งเมื่อประกอบกับข้อมูลในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” และ “ถึงลูกชายเล็ก” ที่ระบุเพิ่มเติมว่าเพราะอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเขาในรัสเซียทำให้มองไม่เห็นประโยชน์อันใดในการกลับไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ในบ้านเกิด
พุ่มพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงช่วยเหลือในเรื่องนี้แต่ก็ไม่เป็นผล มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างกันขึ้นมาอีก
จนกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ในวันสุดท้ายของทั้งคู่ที่รัสเซียเป็นไปแบบ “ทั้งรักทั้งชัง”
สองสหายต่างชนชั้นต่างฐานันดรจึงไม่อาจเท่าเทียมกันได้จริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมสยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่สามัญชนอย่างพุ่มจำเป็นต้องสำนึกในตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอยู่เสมอ
พุ่มเดินทางมาส่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์เสด็จกลับสู่สยามด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นยุ่งเหยิงเกินกว่าจะจินตนาการได้
ขณะนั้นเขาคิดแผนการทั้งหมดเอาไว้แล้ว และรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเริ่มต้นปฏิบัติการ
ต้นปี 2449 พุ่มบอกลาสยามอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเพื่อตั้งรกรากใหม่ในรัสเซีย
สวนทางกับแคทยาที่บอกลารัสเซียไปสู่สยาม ดินแดนที่แสนห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนของเธอเช่นกัน
โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปลายปี 2448 จนถึงต้นปี 2449 พุ่มอาละวาดถึงขั้นสุดด้วยการขู่ฆ่าตัวตาย
ทำให้นางคราโปวิทสกีมีทีท่าว่าจะกินยาพิษฆ่าตัวตายตามไปด้วย สร้างความโกลาหลในหมู่ผู้คนที่ห้อมล้อมนางคราโปวิทสกีอยู่ในคฤหาสน์ที่ถนนโมโฮวาย่า
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงทุกข์ระทมกับเรื่องนี้มากเช่นกัน จนบ่นระบายกับแคทยาว่าจะบ้ากับเรื่องนี้อยู่แล้ว
พระองค์ทรงคิดว่าพุ่มลุ่มหลงงมงายนางคราโปวิทสกีจนเสียสติ และมีอารมณ์คลุ้มคลั่งซึ่งมิอาจถือเป็นความรักได้
เมื่อรัชกาลที่ 5 พระราชทานพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์เพื่อไต่ถามเรื่องดังกล่าว
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ก็มีลายพระหัตถ์ตอบกลับพระราชบิดา โดยอธิบายบอกเล่าเรื่องราวของพุ่มอย่างเผ็ดร้อน
อ่านต่อฉบับหน้า
