บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (17)
กองงาน และพฤติกรรม
“วันนี้พี่สุชาติจะมา แกเป็นหัวหน้ากองงานฝึกวิชาชีพ ถ้าออกไปจำแนกให้ยกมือบอกไปว่าจะไปแดน 8 ไปด้วยกันสบายๆ ” พี่หมูพูดขึ้นกลางวงกินข้าวเที่ยงของอีกวัน หลังจากทุกคนกลับมาจากทำความสะอาดสายกลาง
“กองงาน คืออะไรหรอครับ” เราถามพี่หมูกลับไป พลางจ้วงตักแกงเขียวหวานขึ้นมาซดน้ำ
“ขนุน ในเรือนจำถ้าเราไม่อยู่เฉยๆ ก็จะต้องหาอะไรทำ ‘งานน่ะ งาน’ ครั้งก่อนที่เข้ามาพี่ได้ไปทำงานกับพี่สุชาติ ย่างหมูปิ้งขายกองนอก ได้เงินปันผลเข้าบัญชีบุ๊กด้วย ดีกว่าอยู่ให้ผ่านไปวันๆ เยอะ พี่เลยหางานทำ” พี่หมูตอบพร้อมตัวที่เอื้อมไปตัก ‘มาม่าน้ำเย็น’ ในขัน (เมนูยอดฮิตในคุก ไม่มีน้ำร้อนอะนะ ก็ต้องเอามาม่าใส่น้ำมัดถุงแช่ไว้พักใหญ่ๆ ให้เส้นอืด)
“อย่างตอนนี้เราอยู่แดน 2 ถ้าเราต้องจำแนกเข้าแดนใน มันต่างเยอะมั้ยครับ แล้วแดน 8 เป็นยังไง” เราถามต่อ พร้อมกับทุกคนที่นั่งฟังด้วยความตั้งใจ มีแค่โย่งที่นอนไม่กินอะไร
“แดน 8 เป็นตึกหลายชั้น ไม่ได้เหมือนแดน 2 ที่เราอยู่ แดน 8 ใหญ่มาก ไม่แออัด อยู่ใกล้สูทกรรม (เรือนครัวกลาง) คือแดนในมันแออัดคนเยอะ ได้อยู่เงียบๆ ด้วย” พี่หมูตอบเฉพาะประเด็นแดน 8
ขณะที่เรากำลังจะเอ่ยปากถามต่อ เสียงแหลมสูงของเหล็กที่กระทบกันดังขึ้นทางด้านหลัง ‘กริ๊งกร๊าง กริ๊งกร๊าง กริ๊งกร๊าง’ มันเป็นเสียงโซ่ตรวนของโย่งที่ถูกขุดไป ขูดมากับพื้น มันทั้งดัง ทั้งน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
“ไอ้นี่แม่งของจริง แสดงเคยใส่มาแล้ว” พี่กบพูด
“เขาทำอะไรครับ” เราเขยิบไปกระซิบถามพี่กบ
“อ่อ ตรวนน่ะ ขนุนลองดู มันมีสนิมขึ้นเต็มเลยใช่มั้ย ถ้าปล่อยไว้ สนิมมันจะแดกขา ตายได้เลยนะเป็นบาดทะยัก คนที่โดนใส่เลยต้องคอยขัดตรวนให้ไม่เป็นสนิม ขัดให้เงาเลย จะได้ไม่เจ็บ เพราะยังไงกักตัวเสร็จมันต้องโดน ‘โทษวินัย’ แน่นอน” พี่กบขยายความอย่างเสียงดัง แต่ก็ไม่อาจเท่าเสียงตรวนที่ถูกขูดไปมากับพื้นได้
“หนักเลยสิพี่ แต่ผมไม่โอเคกับเขาเลย เมื่อคืนเขาพยายามจะมาเอานมผมไปด้วย” เราฟ้องพี่กบไป
“พยายามอย่าไปยุ่งกับมัน มันไม่ค่อยดี” พี่กบตอบพร้อมหันไปหาพี่เจี๊ยบ
“เออ เจี๊ยบ ดูแลน้องมันด้วย” พี่เจี๊ยบตอบรับในทันที
“ขนุนมีอะไรบอกพี่นะ” แกว่า
บ่ายวันนี้พวกเราทุกคนถูกพาตัวลงมาอบรมอีกเช่นเคย และเป็นวันสุดท้ายแล้วของการ ‘ปฐมนิเทศผู้ต้องขังใหม่’ พูดอย่างติดตลก ‘คู่มือการติดคุกอย่างมีคุณภาพ’ โดยวิทยากรที่จะมาบรรยายสรรพคุณในครั้งนี้คือ หัวหน้าสุชาติ ที่พี่หมูพูดถึงเมื่อเช้า
“ขอเสียงตบมือต้อนรับ หัวหน้าสุชาติ วันนี้หัวหน้าจะมาพูดเรื่องกองงานฝึกวิชาชีพให้พวกเราฟังกันนะ” พี่ไบรท์พูด พร้อมยกไมค์ส่งต่อไปที่พี่สุชาติ แกเป็นคนตัวป้อมเล็ก ใส่แว่นเสียงมีน้ำหนักเวลาพูด เป็นคนขึงขังน่าดูเลย
“ใครเทปูเป็นบ้าง ใครใช้คอมพิวเตอร์เป็นบ้าง ใครย่าง… เห้ย เห้ย กูไม่คิดว่ามึงจะมาจริง มึงออกมานี่เลยไอ้หมู” พี่สุชาติที่มองไปรอบๆ หันไปเห็นพี่หมูพอดี แกเลยตกเป็นเป้าและตัวอย่างในการบรรยายในวันนี้ทันที
“สวัสดีครับพี่ ไม่พบกันนานเลยนะครับ” พี่หมูลุกขึ้นพูด
“นานห่าอะไร เอ็งเพิ่งออกไปไม่กี่เดือนนิ กลับมาอีกแล้ว เมียมึงโทร.มาบอกกูละว่ามึงเอาอีกแล้ว ไอ้ห่าบ้านก็มีฐานะ ไหงอยากจะเข้าจัง คุกเนี้ย” พี่สุชาติบ่นพี่หมูเป็นชุดเลย ซึ่งทางพี่หมูเองก็ยังตอบเช่นเดิม
“อยู่ข้างนอกมันเครียด อยู่ในนี้ดีกว่า” พี่หมูยืนยันในจุดยืน
“เออๆ คิดให้ดีๆ แล้วกัน ไอ้นี่ชื่อหมู เคยอยู่กองงานหมูปิ้ง ถ้าใครเคยมาข้างหน้าเรือนจำจะเห็นคนยืนปิ้งหมูขาย ไอ้นี่แหละมือปิ้งมือทอง ไหนเอ็งเล่าหน่อย ปิ้งหมูกับข้าได้อะไรบ้าง” แกหันไปถามพี่หมู
“ปิ้งหมู ก็ได้กินหมูด้วย 555 แต่ก็ได้ปันผลด้วยนะ เดือนละหลายบาทอยู่ ดีกว่าอยู่เฉยๆ” พี่หมูย้ำถึงคุณค่าของเวลา แม้ในหัวเราจะรู้สึกแกย้อนแย้งก็ตาม
“ถ้าเวลาสำคัญขนาดนั้น พี่จะทำให้ตัวเองอยากติดคุกทำไมวะ” เราพึมพำในใจ ก่อนพี่สุชาติจะพูดต่อ
“อะเอาใหม่ ใครทำงานช่างไม้เป็นบ้างยกมือ เอ็งหรอ อ่ะแล้วใครเชื่อมเหล็กเป็นบ้างยกมือ เอ็งใช่มั้ย แล้วใครทำคอมพ์เป็นบ้าง น้องแว่นเหรอ โหงวเฮ้งได้อยู่นะ เดี๋ยวเสร็จแล้วมาเขียนชื่อใส่กระดาษนี้ ถ้าทำได้จริงจะดึงไปทำงานด้วย” แกพูดพร้อมหันมาทางเราตอนพูดถึงงานคอมพ์ เราจึงถามไปในทันที
“ผมโดน 112 นะครับ ไปได้เหรอครับ” เราถามดื้อๆ เลย
“การเมืองเหรอน้อง ได้สิพี่ก็ดูแลการเมืองเหมือนกันที่แดน 8” แกตอบกลับมา ทำเอาเรามีความหวัง ถึงอย่างนั้นใครจะว่าอะไรดียังไง จะหวานแค่ไหนเราก็ยังคิดถึงแดน 4 ที่พี่อานนท์อยู่เป็นสำคัญ แต่ตอนนี้ตามน้ำไปแล้วกัน แล้วเราก็นั่งฟังแกบรรยายไปอีกพักใหญ่ๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว จนเราสะดุดกับประโยคหนึ่ง
“คุกมีหน้าที่ทำให้ทุกคนกลับตัวเป็นคนดี ให้ทุกคนได้โอกาส แต่ทุกคนต้องมีชีวิตจนถึงวันที่ออกนะ” พี่สุชาติพูดเป็นประโยคปิดท้าย
“ให้โอกาสหรอ จะให้แค่ไหนกันเชียว” เราคิด
“ขนุน เป็นไงบ้าง พรุ่งนี้จำแนกแล้วนะ ขอให้ได้ไปอยู่กับพี่อานนท์” พี่ไบรท์เดินมาทักเราจากด้านหลัง
“คนในห้องดีมากเลยครับ จะมีแค่แต่โย่งที่มาวุ่นวายกับผม มาพยายามแย่งนมผมไป” เราบ่นให้พี่ไบรท์ฟัง
“ไอ้นี่ สร้างแต่เรื่อง เดี๋ยวพี่ไปคุยกับพี่ตั้งให้” แล้วแกก็เดินเข้าไปในที่ทำการแดน ม้านั่งมีพี่ตั้งนั่งอยู่ แกใส่แว่นดำ ตัวบึกบึนกล้ามล่ำ ตัวแกมีไม้กระบองพกไว้ข้างกาย ดูอายุแกน้อยด้วย
พี่ไบรท์เดินไปคุยกับแกใกล้ๆ น่าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ก่อนแกจะหันมาทางเราแล้วกวักมือเรียก เราชี้ตัวเองไปหนึ่งทีเพื่อให้แน่ใจว่าคือเรา (จะไปมีใครอีกวะ) เมื่อเห็นอย่างนั้นเลยเราเดินเข้าไปตรงลูกกรงหน้าแดนในทันที
“เดี๋ยวพี่จัดการให้ ไอ้นี่มันหลายรอบแล้วต้องปรับทัศนคติหน่อย” แกพูดแค่นี้ ก่อนสะบัดมือให้เรากลับไปนั่งที่เดิม
“จัดการไงวะ ถือว่าดีแล้วกัน” เราพูดกับตัวเอง
เมื่อการอบรมจบลง วันอันว่างเปล่ากลับมาอีกครั้ง เราที่นั่งเหม่อมองหนังสือเล่มใหม่ที่พี่แซมเอามาให้ได้แต่คิดเพ้อถึงเรื่องข้างนอกว่า “ยื่นประกันเป็นไงบ้างนะ” “เธอคนนั้นจะอยู่ได้มั้ย” หรือ “เอาไงต่อเรื่องเรียนดีวะ” กระนั้นความสงบกลับอยู่กับเราได้เพียงชั่วครู่
“ปรี๊ด… ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด” สิ้นเสียงนกหวีด ก็มีเสียงฝีเท้ากลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบวิ่งขึ้นบันไดมา พร้อมเสียงที่คุ้นเคย
“ทุกคนหมอบ” “กูสั่งให้พวกมึงหมอบ” “ห้องหนึ่งเคลียร์” นึกว่าอยู่ในหนัง แล้ววันนี้ใครจะเป็นผู้โชคดีกันนะ… ไม่ทันจะคิดเสร็จก็มีเสียงคอมแบตดังขึ้นเหนือหัวเรา
“เอาห้องนี้แหละ ดึงเชือกที่แขวนเสื้อลงให้หมด แล้วเอาตัวไอ้โย่งลงไป” เป็นเสียงพี่ตั้งพูดกับหัวหน้าชุดดำ จังหวะนั้นประตูห้อง 5 ก็เปิดออก คนนับสิบวิ่งกรูเข้ามาข้างที่เรานอน เปลสนามสีเหลืองวางข้างตัวเราก่อนคำสั่งต่อไปจะตามมา
“ยกตัวมันนอนราบบนเปล ล็อกไว้แล้วพาตัวลงไป” ผู้ช่วยทั้งหลายจึงมาล้อมที่โย่งจับล็อกแล้วพาตัวลงไป
“ผู้ช่วยเรือนนอนมานี่ ใครให้มันมีเชือก ถุงเท้าในห้อง” พี่ตั้งเรียกผู้ช่วยมาสอบสวน
“สงสัยคนในบ้านมันเอามาให้มันครับพี่” พี่บัวขาวตอบปัด ทั้งที่จริงแกนี่แหละคนที่เอาถุงเท้า เชือก และของต่างๆ มาให้โย่ง
ขยายความเชือกหน่อย ในคุกคนที่ถูกใส่ตรวนมันหนักมาก จะเดิน จะขยับตัวมันยากและเจ็บ เทคนิคคือการใส่ถุงเท้าลดแรงเสียดสี เชือกเอาไว้ร้อยผูกรั้งตรงกลางโซ่ วิธีใช้คือใช้มือดึงพยุงขึ้นเวลาเดิน จะช่วยลดน้ำหนักและไม่ถ่วงเท้าเวลาเดิน แต่ในแดน 2 ที่ของพวกนี้ถือเป็นสิ่งอันตราย เพราะเชือกสามารถใช้แขวนคอได้ เทคนิคของโย่งเลยกลายมาเป็นภัย ให้พี่ตั้งใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกไปพูดคุยให้ปรับปรุงพฤติกรรม
“หวยออกที่ห้องเราว่ะวันนี้” พี่หมูพูดหลังเหตุการณ์สงบลง
“ดีละที่เป็นมัน ไปๆ ได้ก็ดีรำคาญ” พี่เจี๊ยบเสริม
“แต่ว่าพวกเราจะเอายังไงก่อนต่อ ไม่มีที่ตากผ้าแล้ว” ฟาตั้งประเด็น ก่อนทุกคนจะไปหยิบผ้าที่คาดว่าจะเป็นของตัวเองมาไว้กับตัว
“ยังไงวันนี้ก็คืนสุดท้ายละไม่ต้องคิดมากหรอก เดี๋ยวก็จำแนกละ” พี่กบพูดขึ้น
เราที่เป็นตัวต้นเรื่อง พยายามตีเนียนไปกับบทสนทนา ใจหนึ่งก็แอบโล่งใจที่จะไม่โดนอะไรจากพี่โย่งแล้ว ถึงจะรู้สึกผิดที่แกจะโดนแรงไปมาก แกก็ยังไม่ทันทำไรเราด้วย ยกเว้นเรื่องนมอะนะ
ไม่นานประตูห้องก็เปิดออก โย่งเดินกลับพร้อมเสียงโซ่ที่ลากไปกับพื้นและโออิชิหนึ่งขวดในมือ
“เป็นไงบ้างอะมึง หายซ่ายัง” พี่เจี๊ยบเปิด (เปิดเขาก่อนไมวะพรี่)
“เขาชวนไปคุย กับให้โออิชิ คุ้มจะตาย” โย่งตอบ ก่อนเดินมานอนเงียบๆ ในที่ของตัวเอง แล้วเวลาก็ผ่านไป ระหว่างนั้นพฤติกรรมแกดีขึ้นเยอะเลย
ในเย็นวันนี้จังหวะที่เรานอนเขียนจดหมายอยู่หัวหน้าจ่าเดินมายืนเหนือหัวเรา
“น้องแว่น พี่เชื่อใจเอ็ง เอ็งดูมีความรู้ ช่วยตอบแบบสอบถามหน่อย” แกยื่นกระดาษปึกใหญ่พร้อมปากกาให้เราแบบงงๆ
เราตอบเพียงแต่ ‘ครับ’ แล้วคิดในใจคือห่าไรวะ
“ในเรือนจำมีอาหารที่ได้มาตรฐานมากน้อยเพียงใด ในเรือนจำคุณพึงพอใจต่อสวัสดิการด้านหนังสือมากน้อยเพียงใด …” แบบสอบถามยาวเกือบ 20 ข้อ และขอความเห็นด้วย
“นักวิชาการผู้โชคร้ายคนไหนกันนะ ที่จะได้รับแบบสอบถามข้อมูลปลอมๆ นี้ไปทำวิจัย” เราได้แต่พลางคิดระหว่างที่บรรจงเขียนตอบทีละข้ออย่างตั้งใจ แต่ด้วยจำนวนเกิน 50 แผ่น เราเลยแบ่งให้ฟาช่วย
“จะว่าไป พี่แม็กแกคุกคามฟานะ ทำไมถึงยอมแก” เราได้จังหวะเลยถามสิ่งที่ค้างคาไป
“อ่อ ติดคุกก็เครียดอยู่แล้วอะ เลยหาอะไรทำขำๆ ไป ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง” ฟาตอบกลับเราแบบเรียบๆ
“แล้วขนุนอะ เห็นนั่งเขียนจดหมาย ทำอะไรทุกวันเลย ขนุนยังดีนะที่มีคนตอบ ยังไงคนคิดถึง เราไม่มีใครเลย ต้องอยู่ด้วยตัวคนเดียว แถมยังโดนหาว่าขโมยของอีก ชีวิตมันยากจริงๆ นะ” ฟาชวนเราคุย
“วันก่อนได้จดหมายฉบับแรกจากแม่ ที่บ้านบอกว่า ส.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ (คุณผึ้ง) อภิปรายถึงสิทธิประกันตัวให้เราในสภาด้วย แต่น่าเสียดายแม่ไม่ซื้อใบตอบกลับให้ ทำได้แต่จดสิ่งที่คิดในกระดาษเท่านั้นตอนนี้” เราตอบพร้อมน้ำตาจากความดีใจที่ได้อ่านข้อความจากที่บ้านอีกครั้ง ก่อนฟาจะพูดต่อ
“ดีจัง เราไม่ได้รู้การเมืองแบบขนุน แต่ถ้าเราออกไปได้เราแค่อยากจะมีห้องดีๆ ได้เรียน ได้ทำงาน ได้มีชีวิตที่ดีเหมือนกันนะ เราอยากกลับไปดูแลแม่” ฟาบอก
เราสองคนได้คุยต่อกันจนแบบสอบถามหมด บทสนทนาจึงได้สิ้นสุดลง ฟากลับไปที่ของตัวเอง ทิ้งไว้ให้เราย้อนทวนชีวิตและคุณค่าคติคิดของสังคมไทย จากทั้งที่คุยกับฟาและจากเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดของพี่สุชาติ ความฝัน เส้นทาง อนาคต และการแก้ตัว
“ทำไมมันยากจังนะ ชีวิตเนี่ย” เราบ่นกับตัวเอง
เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงปลายปี 2567 เราบังเอิญเจอฟาครั้งสุดท้าย ตอนเดินไปเยี่ยมญาติแดน 7 เจอฟาที่อยู่แดน 8 เดินสวนมา ฟาเดินมาจับมือเราพร้อมบอกข่าวดีว่าจะได้กลับบ้านเดือนหน้า และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอฟา หวังว่าจะได้ทำตามความฝันที่เคยคุยไว้นะ…
