จากบราซิลถึงเซอร์เบีย : เมื่อประชาชนพิสูจน์ว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจได้ตลอดไป | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา อาจกลายเป็นอีกหนึ่งวันที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์การเมืองโลก
ในวันเดียวกัน ประชาชนจากสองประเทศที่อยู่ห่างกันคนละทวีปได้ส่งสัญญาณทางการเมืองที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ
ที่บราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) วัย 80 ปี ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 4 หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังในรอบแรก กลับมาเอาชนะคู่แข่งในรอบตัดสิน
ส่วนที่เซอร์เบีย ขบวนการนักศึกษาซึ่งเริ่มต้นจากการประท้วงต่อต้านการทุจริต กลับสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองด้วยการเอาชนะพรรคของอเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić) ผู้ครองอำนาจทางการเมืองมายาวนานกว่าทศวรรษ
เรื่องราวของสองประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเทศหนึ่งมีผู้ชนะเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าวัย 80 ปี อีกประเทศหนึ่งมีผู้ชนะเป็นขบวนการคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนจากผู้ประท้วงมาเป็นผู้แข่งขันทางการเมือง
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองประเทศแสดงให้เห็นว่า ผลการเลือกตั้งไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และแม้แต่ผู้มีอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังต้องเผชิญกับการตัดสินใจของประชาชน
บราซิล: อายุ 80 ปี แพ้รอบแรก แต่กลับมาชนะเลือกตั้ง
เรื่องแรกมีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่หลายประการ
ลูลาเป็นอดีตคนงานโรงงานโลหะและผู้นำสหภาพแรงงาน ก่อนก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติ เขาเคยเป็นประธานาธิบดีบราซิลมาแล้วสองสมัยระหว่างปี 2003–2010 ก่อนกลับมาชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2022
และในปี 2026 เขากลับมาชนะเป็นสมัยที่ 4 ในวัย 80 ปี
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ลูลาแพ้การเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ให้กับฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร
ในรอบแรก ลูลาได้คะแนนประมาณ 45.16% ขณะที่ฟลาวิโอได้ 47.03%
แต่เพียงสามสัปดาห์ต่อมา ลูลากลับพลิกสถานการณ์ ชนะด้วยคะแนนประมาณ 51.8% ต่อ 48.2%
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บราซิลกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยหลังยุคเผด็จการทหาร ที่ผู้สมัครซึ่งแพ้ในรอบแรกสามารถกลับมาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรอบสองได้
และยังมีเกร็ดที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง
การเลือกตั้งปี 2022 ลูลาเอาชนะฌาอีร์ โบลโซนาโร ผู้เป็นพ่อ ส่วนในปี 2026 เขากลับเอาชนะฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้เป็นลูก
เท่ากับว่านักการเมืองคนเดียวชนะสมาชิกสองรุ่นของตระกูลการเมืองเดียวกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองครั้งติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของลูลาไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบราซิลจะสิ้นสุดลง เพราะฟลาวิโอ โบลโซนาโรยังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ยกเลิกผลการลงคะแนน
นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสถาบันประชาธิปไตยบราซิลว่า จะสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งท่ามกลางความแตกแยกได้มากเพียงใด
ชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง แต่การทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาเดียวกันต่างหากที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย
เซอร์เบีย: จากหลังคาสถานีรถไฟถล่ม สู่การเปลี่ยนรัฐบาล
หากบราซิลเป็นเรื่องของนักการเมืองวัย 80 ปี เซอร์เบียก็เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมรับว่าการเมืองต้องเป็นเรื่องของนักการเมืองเท่านั้น
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นโศกนาฏกรรม
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2024 หลังคาคอนกรีตบริเวณสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาด (Novi Sad) พังถล่มลงมา เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนรวม 16 ราย และกลายเป็นชนวนให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการทุจริต การก่อสร้าง และความรับผิดชอบของภาครัฐ
นักศึกษาเริ่มออกมาประท้วง ก่อนขยายตัวเป็นขบวนการทางสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหลากหลายอาชีพ
จากมหาวิทยาลัยสู่ท้องถนน จากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง การชุมนุมดำเนินต่อเนื่องเกือบสองปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ ขบวนการนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการประกาศว่าจะตั้งพรรคการเมืองหรือส่งใครเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เริ่มจากข้อเรียกร้องพื้นฐานว่า ใครต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน
ต่อมา ขบวนการนักศึกษาตัดสินใจเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้ชื่อ Student List – Students Win
รายชื่อผู้สมัครไม่ได้ประกอบด้วยนักศึกษาเท่านั้น แต่มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์ เกษตรกร ศิลปิน และคนทำงานจากหลากหลายสาขา
ผู้สมัครลำดับแรกของขบวนการเป็นแพทย์โรคหัวใจและอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อ อิลิยา เซอร์ดาโนวิช (Ilija Srdanović)
นี่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะขบวนการที่เกิดจากนักศึกษาไม่ได้พยายามสร้างผู้นำที่มีชื่อเสียงเพียงคนเดียว แต่พยายามสร้างความไว้วางใจผ่านบุคคลจากหลากหลายวิชาชีพ
ผลการเลือกตั้งวันที่ 25 ตุลาคม 2026 สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก
วูชิชยอมรับความพ่ายแพ้ โดยผลการประเมินเบื้องต้นระบุว่า Student List อาจได้ถึง 135–140 ที่นั่ง จากทั้งหมด 250 ที่นั่งในรัฐสภา
ขณะที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงเกือบ 70% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของยูโกสลาเวียในปี 1992
ลองคิดดูว่า จากอุบัติเหตุที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง กลายเป็นการชุมนุมของนักศึกษา จากการชุมนุมกลายเป็นขบวนการประชาชน และจากขบวนการประชาชนกลายเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสองปี
อย่างไรก็ตาม งานยากที่สุดของนักศึกษาเซอร์เบียอาจเพิ่งเริ่มต้น
การประท้วงต้องการความกล้าหาญ การเลือกตั้งต้องการความไว้วางใจ แต่การบริหารประเทศต้องการความสามารถในการตัดสินใจ ประนีประนอม และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
เซอร์เบียยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญทั้งเศรษฐกิจ การทุจริต ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป รัสเซีย และจีน รวมถึงการปฏิรูปสถาบันการเมืองที่ถูกครอบงำมายาวนาน
การเปลี่ยนรัฐบาลจึงยังไม่เท่ากับการเปลี่ยนระบบ
คนอายุ 80 ปี กับคนรุ่นใหม่: ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จ
สิ่งที่ทำให้ผมสนใจสองเหตุการณ์นี้เป็นพิเศษ คือความแตกต่างของผู้ที่นำการเปลี่ยนแปลง
บราซิลเลือกนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานหลายสิบปี ขณะที่เซอร์เบียเลือกขบวนการทางการเมืองหน้าใหม่ที่แทบไม่มีประสบการณ์บริหารประเทศ
บราซิลอาศัยความสามารถในการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและระดมคะแนนเสียงในรอบสอง ส่วนเซอร์เบียอาศัยพลังการเคลื่อนไหวของประชาชนที่สะสมมาเกือบสองปี
ทั้งสองประเทศจึงเตือนเราว่า ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ไม่จำเป็นว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเสมอไป และไม่จำเป็นว่าคนรุ่นเก่าจะเป็นตัวแทนของการรักษาสถานะเดิมเสมอไป
สิ่งที่สำคัญกว่าวัยของผู้นำ คือความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของสังคม และความพร้อมที่จะยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิเลือกอนาคตของตัวเอง
ในบราซิล ประชาชนเลือกความต่อเนื่องของผู้นำ แต่เปลี่ยนผลการเลือกตั้งจากรอบแรก
ในเซอร์เบีย ประชาชนเลือกเปลี่ยนผู้นำและกลุ่มการเมืองที่ครองอำนาจมายาวนาน
ทั้งสองกรณีเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน เพียงแต่แสดงออกในทิศทางที่แตกต่างกัน
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
ผมคิดว่าเรื่องราวของบราซิลและเซอร์เบียมีบทเรียนอย่างน้อยสามประการสำหรับสังคมไทย
ประการแรก การเมืองไม่มีผลลัพธ์ที่แน่นอนจนกว่าประชาชนจะได้ตัดสินใจ
ลูลาแพ้รอบแรกแต่กลับมาชนะรอบสอง ขณะที่ขบวนการนักศึกษาเซอร์เบียซึ่งเคยเป็นเพียงผู้ชุมนุมบนท้องถนน กลับสามารถสร้างเสียงข้างมากในรัฐสภาได้
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องอาศัยทั้งพลังประชาชนและการจัดองค์กร
ความไม่พอใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง การสร้างพันธมิตร และข้อเสนอที่ประชาชนเชื่อมั่นได้
และประการสุดท้าย ชัยชนะในการเลือกตั้งไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยไม่ได้วัดเพียงว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่วัดด้วยว่าผู้ชนะใช้อำนาจอย่างไร ผู้แพ้ยอมรับกติกาหรือไม่ และสถาบันการเมืองสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่
ผมเชื่อว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากทั้งสองประเทศไม่ใช่เรื่องการเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง แต่เป็นการทำให้ประชาชนยังเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของตนเองสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
เพราะเมื่อประชาชนหมดความเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงของตนมีความหมาย ประชาธิปไตยก็จะค่อยๆ สูญเสียความชอบธรรม
แต่เมื่อประชาชนเห็นว่าการออกไปใช้สิทธิ การรวมตัวเรียกร้องความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองสามารถเปลี่ยนอนาคตประเทศได้ ความหวังก็จะกลับมาอีกครั้ง
วันที่ 25 ตุลาคม 2569 จึงอาจเป็นวันที่บราซิลและเซอร์เบียให้บทเรียนสำคัญแก่โลกในเวลาเดียวกัน
ที่บราซิล นักการเมืองวัย 80 ปีพิสูจน์ว่าความพ่ายแพ้ในรอบแรกไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบ
ที่เซอร์เบีย นักศึกษาพิสูจน์ว่าการเคลื่อนไหวบนท้องถนนสามารถเดินทางไปถึงเสียงข้างมากในรัฐสภาได้
แต่ทั้งสองประเทศยังต้องพิสูจน์สิ่งที่ยากกว่า นั่นคือการเปลี่ยนชัยชนะทางการเมืองให้กลายเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพราะการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนผู้มีอำนาจได้ภายในวันเดียว แต่การสร้างประชาธิปไตยที่ไม่มีใครอยู่เหนือกติกา ต้องอาศัยความพยายามของประชาชนอีกยาวนาน
