โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน นักวิชาการของรัฐพันลึก และปัญญาชนอนุรักษนิยม
- อ่าน ‘หน้าที่’ พลเมือง VS ‘สิทธิ’ พลเมือง
- อ่าน คลั่งชาติคือรักชาติแบบขาดสติ
- อ่าน ทิ้งท้ายวิวาทะกรณีข้ามขั้ว : ปรากฏการณ์คล้ายกันในบริบทต่างกัน มักมีความหมายไม่เหมือนกัน
- อ่าน ‘ราชาชาตินิยม’ ในฐานะอุดมการณ์ประวัติศาสตร์ของไทย
- อ่าน ปราบโกงไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่ต้องเปลี่ยนประเทศ
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
มีคำคุณศัพท์ (adjective) ภาษาอังกฤษคำหนึ่งซึ่งแปลเป็นไทยยากเหลือเกิน คือ “radical” (และคำอื่นๆ ที่เกี่ยวกัน เช่น radicalism)
สาเหตุที่แปลได้ยากมี 2 ประการ คือ
ประการแรก คำแปลในภาษาไทยตามความคุ้นเคย (ซึ่งมาจากมาตรฐานไหน ของใคร หรือเมื่อไรก็ไม่รู้) ที่ใช้กันปกติ ได้แก่ หัวรุนแรง สุดโต่ง เป็นต้น ล้วนเป็นคำที่มีอคติทางการเมืองอย่างน่ารังเกียจ
เพราะไม่เพียงความหมายที่ผิดเพี้ยนไปมาก แต่ความหมายยังมีนัยยะทางการเมืองที่สนับสนุนอำนาจ รัฐ และระบอบที่เป็นผู้ครองอำนาจอยู่เดิม อคติต่อคนและความคิดที่ radical อย่างหนัก ชวนให้คนที่เห็นคำแปลเหล่านี้ออกห่างไม่อยากรับฟังเลย
ทั้งๆ ที่คำว่า radical ในภาษาอังกฤษไม่มีนัยถึงความสุดโต่งและไม่เกี่ยวกับความรุนแรง แต่มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อย่างหนัก อย่างขนานใหญ่ หรืออย่างยกเครื่อง
อาจมีคนที่คิดว่าการยกเครื่องต้องรุนแรง แต่คนที่ประกาศตัวเป็น radical pacifist ผู้นิยมสันติอย่างไม่มีวันประนีประนอมก็มีถมไป
การแปลว่า “หัวรุนแรง” นั้น นอกจากผิดเพี้ยน ยังแฝงด้วยอคติของฝ่ายครองอำนาจที่ต้องรักษาสถานะเดิม ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แฝงด้วยอคติว่าอะไรก็ตามที่เป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องยกเครื่องแต่อย่างใด
คำแปลว่า “สุดโต่ง” ก็เช่นกัน จะผลักไสทำให้ผู้คนไม่ปรารถนาจะข้องแวะกับคนหรือความคิดทำนองนั้นแต่ต้น เพราะไม่มีใครปรารถนาความสุดโต่ง
อีกคำที่มักจะใช้แปล radical ก็คือ “อย่างถอนรากถอนโคน” ก็คลุมเครือไปในทางให้ร้าย เพราะการยกเครื่องอาจจะไม่ถอนรากไม่ถอนโคนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า “การยกเครื่อง” ในกรณีนั้นๆ ขนาดไหนกัน
อีกคำแปลที่มักใช้กันคือคำว่า “ฝ่ายซ้าย” เพราะกลุ่มคนที่มีความเห็นความต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมอย่างยกเครื่องมักเป็นฝ่ายซ้ายของสังคมนั้นๆ แต่เอาเข้าจริงคำว่า radical ในภาษาอังกฤษ สามารถใช้ได้กับฝ่ายอนุรักษนิยมด้วย
แนวคิดและการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ radical ฝ่ายขวา เพราะพยายามผลักดันสังคมย้อนกลับอย่างหนักในเวลาสั้นๆ ยกเลิกและทำลายความเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่สร้างสมมาหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยเรียกตนเองว่าเป็น radical conservative หมายถึงอนุรักษนิยมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงหรือยกเครื่อง ซึ่งรวมถึงปฏิเสธความรุนแรงทุกประเภทโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น จะใช้ว่าสุลักษณ์เป็นฝ่ายซ้ายก็ไม่ได้ จะว่าเป็นพวกหัวรุนแรงก็ยิ่งไม่ได้ จะว่าสุดโต่งก็ไม่เห็นจะสุดไปในแง่ไหนทั้งนั้น
เนื่องจากความยากลำบากดังที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีบางคนใช้ทับศัพท์ว่า “ราดิกัล” มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้าจนถึงปัจจุบัน การใช้คำทับศัพท์เช่นนี้ปลอดภัยดีสำหรับผู้ใช้ แต่ทว่า คนไทยผู้รับฟังหรืออ่านที่ไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ ก็คงไม่เข้าใจความตรงนั้นไปเลย
ดังนั้น ไม่ว่าจะแปลคำคำนี้อย่างไรก็จำเป็นต้องต่อสู้กับคำแปลตามที่คุ้นเคยกันปกติซึ่งแฝงอคติทางการเมืองอย่างน่ารังเกียจต่อไป ต้องข้ามให้พ้นไปให้ได้
ประการที่สอง คำว่า radical ในภาษาอังกฤษหรือในทำนองเดียวกันในภาษาใดๆ ก็ตาม ล้วนมีความหมายลื่นไหล เพราะย่อม “สัมพัทธ์” กับคำ ความ และบริบทที่แวดล้อมคุณศัพท์คำนั้น
ที่สำคัญคือย่อมขึ้นอยู่กับว่ากำลังพูดถึงกรณีอะไร ซึ่งในกรณีนั้นๆ แค่ไหนจึงถือว่าเป็นความต่างหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อย่างหนัก อย่างขนานใหญ่ หรืออย่างยกเครื่อง แค่ไหนจึงถือว่าอย่างละมุนละม่อม ค่อยเป็นค่อยไป
ตัวอย่างเช่น แนวคิดที่ถือว่าเป็น “อนุรักษนิยม” ในสังคมอังกฤษกับอเมริกาก็ไม่เหมือนกัน แม้จะมีส่วนที่พ้องกันหรือซ้อนกันอยู่ก็ตาม
ถ้าเอา “อนุรักษนิยม” แบบไทยเข้าไปทาบวัด จะยิ่งเห็นความต่างมากเข้าไปอีก
เพราะ “อนุรักษนิยม” อังกฤษไม่ขวาสักเท่าไรหากเทียบกับอนุรักษนิยมอเมริกัน แถมหากเอาอนุรักษนิยมแบบอังกฤษมาใส่ไว้ในสังคมไทยอาจถูกจัดว่าเป็นกลางขวา หรือถึงขนาดถูกหาว่าเป็น “ซ้าย” อย่างเช่นสุลักษณ์ด้วยซ้ำไป
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นการยกเครื่องสำหรับผู้มีความคิดขวาในประเทศไทย อาจถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงระดับหน่อมแน้มสำหรับสังคมอังกฤษก็ได้
อนุรักษนิยมตามมาตรฐานอเมริกัน (ที่ไม่ใช่ขวาแบบทรัมป์) แคร์เสรีภาพส่วนบุคคลมาก เขารับไม่ได้กับการลงโทษ 112 อย่างรุนแรงเพราะถือเป็นเพียงความคิดเห็นที่ต่างกัน
หากจับเอาแนวคิดเชิดชูเสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าวมาใส่ไว้ในประเทศไทย พวกเขาอาจจัดว่าเป็นซ้ายสุดกู่ไปเลย
ข้อเรียกร้องให้ปรับแก้ 112 ถ้าไปอยู่ในสังคมอังกฤษอเมริกัน นอกจากไม่ซ้ายแล้ว ยังถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาแสนจะสามัญ หรือออกไปทางขวานิดๆ ด้วยซ้ำ
ภาวะสัมพัทธ์ทำนองนี้จึงไม่ใช่เพียงกับคำว่า radical และอีกหลายคำ แต่รวมถึงชุดความคิดที่จัดว่า radical จำนวนมาก เช่น เรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เรื่องรัฐพันลึก รัฐราชการ เรื่อง 112 ฯลฯ
แม้กระทั่งความคิดชาตินิยมต่อกรณีพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา หากมองจากสังคมอื่นที่ไม่ชาตินิยมคับแคบ เขาอาจคิดว่าทหารหาญต้องมาสูญเสียกับเรื่องไม่เป็นสาระก็ได้
(อย่ามาบอกว่าคนนอกไม่รู้เรื่อง คนไทยรู้ดีกว่า เพราะนั่นเป็นเหตุผลของคนไร้เหตุผล)
เมื่อครั้งที่หนังสือ Moments of Silence แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ห้วงแห่งความเงียบงัน” โดยคุณสุภัตรา ภูมิประภาส นั้น เราถกเถียงกันหลายครั้งว่าจะแปลคำว่า radical อย่างไร
เราไม่ได้ขัดแย้งกันสักเท่าไร แต่เราร่วมกันปวดหัวมากกว่า ตรงไหนจะแปลว่า “ถอนรากถอนโคน” ตรงไหนจะแปลว่า “การเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก” หรืออย่างขนานใหญ่ ตรงไหนจะใช้คำว่า “ฝ่ายซ้าย” ไปเลย เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป คำว่า radical ไม่มีความหมายตรงชัดในตัวคำมันเอง แต่ “สัมพัทธ์” ขึ้นอยู่กับบริบทของประโยคนั้นๆ ว่ากำลังพูดถึงอะไร และขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมนั้นๆ ว่า แค่ไหนถือว่ามาก หนัก แรง ยกเครื่อง หรือหน่อมแน้มในกรณีหนึ่งๆ จึงจะเข้าใจว่า radical ในกรณีนั้นเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม คนเขียนกับคนแปลเห็นตรงกันแต่ต้นว่า อย่าแปลคำว่า radical ว่า “หัวรุนแรง” อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากผิดแล้ว ยังแฝงอคติที่น่ารังเกียจ เป็นการให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามกับผู้ครองอำนาจที่ต้องการใส่ร้ายป้ายสีความคิดหรือผู้รณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมิได้เป็นคนนิยมความรุนแรงแต่อย่างใด
ยังมีอีกปัจจัยที่เรามักมองข้ามก็คือ ความซ้ายหรือขวา radical มากหรือน้อยในตัวบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ บางกรณีมากขนาดที่เราคาดไม่ถึง ผู้คนก็มักจะยึดถือเอาประวัติที่เขาเคยเป็นซ้าย ถือเอาว่าเขาคงจะซ้ายเสมอ ทั้งๆ ที่ความเห็นของเขาในเรื่องบางเรื่องอาจจะขวาก็ได้
ประเภทที่ว่าถ้าหากลองปิดชื่อ พิจารณาแต่สิ่งที่เขาพูดหรือเขียน ก็อาจไม่สนใจเขาเลยก็เป็นได้ อาศัยเครดิตหรือบุญเก่าล้วนๆ ที่ทำให้ผู้คนทึกทักล่วงหน้าว่าเขายังน่าสนใจอยู่
ทุกคนสามารถมีความคิดที่ต่างกันและขัดกันในตัวเองได้ ออกไปในทางซ้ายหรือขวาในคนคนเดียวกันหรือกลุ่มเดียวกันได้ ไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
ซ้ายที่กลายเป็นขวาเกิดเป็นปกติในทุกสังคม ฝ่ายซ้ายอเมริกันคนหนึ่งกลายเป็นผู้คัดค้านการสะสางมรดกของระบอบทาสและคัดค้าน affirmative actions อย่างสุดตัวด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนซ้าย และโดยที่ตัวเองยังยืนยันนอนยันว่าตนเป็นซ้ายตัวจริง ในขณะที่คนอื่นต่างหากที่ล้วนเพี้ยนไปหมดแล้ว
นอกจากนี้ ความเข้าใจว่านักวิชาการคนหนึ่งหรือแนวคิดหนึ่งๆ ตื้นเขินหรือลึกซึ้ง น่าสนใจมากหรือน้อย น่าเคารพเชื่อถือมากหรือน้อย ล้วนเป็นการประเมินและตัดสินอย่างสัมพัทธ์กับกระแสความรู้ทางวิชาการในสังคมไทย ซึ่งอาจจะต่างออกไปลิบลับหากประเมินจากกระแสความรู้ในระดับสากล
นักวิชาการไม่น้อยถูกมองข้ามเพราะสังคมไทยไม่สนใจเรื่องนั้น หรือทั้งๆ ที่เขาเป็นที่รู้จักยอมรับในโลกวิชาการสากล ในขณะที่สังคมไทยให้เครดิต เชื่อถือ และฟังนักวิชาการบางคนมากเกินไป ทั้งๆ ที่หากพิจารณาด้วยมาตรฐานทางวิชาการสากล อาจจะพบว่าความคิดของเขาและกระบวนการวิธีวิทยาไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลย
ดังนั้น ความ radical ไม่ว่าจะเป็นของผู้ใด แนวคิด หรือปฏิบัติการทางการเมืองใด จึงสัมพัทธ์กับหลายอย่าง ได้แก่
ขึ้นอยู่กับคำนามตรงนั้นที่ผูกกับคำคุณศัพท์ radical
ขึ้นอยู่กับบริบทของประโยคของย่อหน้านั้น
ขึ้นอยู่กับสาระของกรณีนั้นๆ ต้องพิจารณาบริบทของกรณีนั้นด้วย
แถมต้องพิจารณาในบริบทที่กว้างขวางขึ้นของสังคมนั้น ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างจากสังคมอื่นอีกด้วย
และสัมพัทธ์กับความเปลี่ยนแปลงของคนและกรณีนั้นๆ ซึ่งอาจย้ายจากซ้ายเป็นขวา จากเป็นฝ่ายต่อต้านอำนาจกลายเป็นฝ่ายปกป้องรักษาอำนาจก็ได้
ทั้งหมดนี้ฟังดูจะเป็นวิธีคิด เป็นกระบวนการคิดที่ซับซ้อน เป็นวิชาการเหลือเกิน ไม่น่าจะสอดคล้องกับคนทั่วๆ ไป
แต่ในความเป็นจริงนั้น ใครๆ ก็ทำได้ สามารถฝึกฝนได้ ไม่ใช่คุณสมบัติวิเศษที่นักวิชาการครอบครองแต่อย่างใด ใครๆ ก็สามารถคิดเชิงสัมพัทธ์ได้ และสมควรจะฝึกฝนการคิดอย่างสัมพัทธ์ในหลายมิติทำนองดังที่กล่าวมา
ในภาษาไทย เขาเรียกว่ามี “วิจารญาณ” ซึ่งเราท่านคงคุ้นเคยกันดี
ความคิดเชิงสัมพัทธ์เช่นนี้ จะแก้ปัญหาการคิดเป็นสองขั้ว (binary) ขาวกับดำ จะช่วยสกัดความคิดแบบเหมารวม และลดการตีความทื่อๆ ตามตัวอักษร ทั้งยังช่วยให้ฟังหูไว้หู ไม่ด่วนสรุปด่วนตัดสิน ด่วนแชร์ หรือเพียงแค่รู้มาอย่างผิวเผินก็ด่วนตัดสินคนหรือคำ
แม้ว่าคงไม่มีใครในโลกที่สามารถคิดได้เก่งไปหมด แต่น่าจะช่วยให้วิจารณญาณของเราดีขึ้นบ้าง
