คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ
- อ่าน ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (1)
- อ่าน ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (2)
- อ่าน ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (3)
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
ผมอยากลองเสนอว่า พลวัตอำนาจของรัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ของไทยมีทั้งจังหวะ [ควบรวมศูนย์รวบริบอำนาจและทรัพยากร] กับจังหวะ [กระจายแบ่งปันอำนาจและทรัพยากร] สลับกันไป โดยพลวัตสองจังหวะดังกล่าวมีฐานความเป็นจริงทางภาววิสัยรองรับมันอยู่มากกว่าแค่ธรรมเนียมวิธีคิด
โดยผมสังเกตเห็นความเป็นไปได้ดังกล่าวเมื่ออ่านการวิเคราะห์วิจารณ์ตีความงานของ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เรื่องสังคมไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325-2416 (ฉบับภาษาอังกฤษ 1969) โดยครูเบน แอนเดอร์สัน
ในงานที่ครูเบนยกย่องว่า “เป็นงานภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสยามใหม่ชิ้นที่หลักแหลมที่สุดที่เขียนโดยคนไทย” (อ้างจาก “ศึกษารัฐไทย วิพากษ์ไทยศึกษา”, 1978, น.35) ครูเบนจับประเด็นพลวัตการเมืองแห่งความไร้เสถียรภาพของการเมืองไทยก่อนสมัยใหม่ในลักษณะรัฐราชสมบัติ (patrimonialism) จากข้อค้นพบของ ม.ร.ว.อคิน ได้ว่า
“อคินเสนอแบบจำลองทั่วไปของพลวัตทางการปกครองในระบอบกษัตริย์ของสยามเก่า กล่าวคือ
(จังหวะควบรวมศูนย์อำนาจ : ผู้เขียนแทรก)
“ราชวงศ์หนึ่งๆ มักจะเริ่มต้นหลังจากเกิดหายนะใหญ่หลวงบางอย่างขึ้น แล้วขุนศึก-วีรบุรุษที่มีกำพืดสามัญชนจะแสดงความเป็นผู้นำที่เก่งกล้าสามารถในการสร้างความเป็นปึกแผ่นขึ้นใหม่
“เนื่องจากบุคคลผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นในช่วงวิกฤตเมื่อโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่กำลังแตกสลาย เขาจึงสามารถรวบรวมคนที่เก่งกล้าสามารถที่สุดในอาณาจักรมาอยู่ฝ่ายเดียวกับตน
“รัชสมัยแรกจึงเป็นยุคแห่งการเลื่อนชั้นทางสังคมอย่างไม่ปกติ เป็นช่วงที่วีรบุรุษหน้าใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นสามารถสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก กษัตริย์องค์ใหม่ซึ่งใช้ประโยชน์จากบทบาทผู้กอบกู้ สามารถทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชาของตน เหนืออื่นใดก็คือจำนวนของไพร่หลวง (สามัญชนที่ถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อรับใช้รัฐ) จะมีมากที่สุด
(จังหวะกระจายแบ่งปันอำนาจ : ผู้เขียนแทรก)
“อย่างไรก็ตาม ทายาทของวีรบุรุษที่ขึ้นสู่อำนาจโดยการสืบสายเลือด มากกว่าโดยการทำรัฐประหารหรือปราบดาภิเษก จะพบว่าตนเองต้องเข้าไปพัวกันกับการชิงดีชิงเด่นและการพึ่งพาที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ กับสมาชิกร่วมราชวงศ์ที่ทรงอำนาจ ขุนนางที่มีบารมีโดดเด่น และคนอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่กษัตริย์ต้อง ‘ดูแลเอาใจใส่’ โดยการมอบไพร่สม (แรงงานเกณฑ์ “ส่วนตัว”) ให้
“การรับใช้เจ้านายและเหล่าขุนนางเป็นงานที่หนักหนาน้อยกว่าการทำหน้าที่รับใช้รัฐมาก ทำให้มีการรั่วไหลจากไพร่หลวงไปเป็นไพร่สมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสูบทรัพยากรด้านกำลังคนของกษัตริย์ลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งราชวงศ์อ่อนแอเกินกว่าจะเอาตัวรอดจากการท้าทายอำนาจครั้งใหญ่
“หลังจากนั้นราชวงศ์ใหม่ก็จะเกิดขึ้น และวงจรนี้ก็จะหมุนไปจนครบรอบอีก…”
(เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน, ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา : ว่าด้วยการเมืองไทยสมัยใหม่, ฟ้าเดียวกัน, 2558, น.35-36)

ข้อสังเกตของอคินว่าด้วยพลวัตรัฐราชสมบัติสยามก่อนเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐสมัยใหม่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ห้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ตามการวิเคราะห์ตีความของครูเบน) ข้างต้น สอดรับกับข้อวิเคราะห์ของมักซ์ เวเบอร์ บิดาวิชาสังคมศาสตร์สมัยใหม่ชาวเยอรมัน และเจ้าตำรับทฤษฎีระบอบ patrimonialism (1864-1920 https://plato.stanford.edu/entries/weber/) เกี่ยวกับปัญหาฝังแน่นยืนนาน 2 ประการของรัฐราชสมบัติ ดังที่ Reinhard Bendix นักสังคมวิทยาคนสำคัญชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน (1916-1991) ประมวลสรุปไว้ในหนังสือ Max Weber: An Intellectual Portrait (1977, pp.347-348 ดูภาพด้านบน) ว่า
“บทวิเคราะห์บ่งชี้ให้เห็นปัญหาฝังแน่นยืนนานสองประการของระบบการครอบงำตามธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมนี้ กล่าวคือ
(1. จังหวะควบรวมศูนย์อำนาจ : ผู้เขียนแทรก)
“ผู้ปกครองควบคุมกองกำลังทหารกับคณะเจ้าหน้าที่บริหารของตนได้สูงสุด เมื่อคนเหล่านี้ประกอบไปด้วยพวกที่พึ่งพาอาศัยผู้ปกครองโดยส่วนตัวและชุบเลี้ยงไว้ด้วยทรัพยากรของผู้ปกครองเอง
“อย่างไรก็ตาม การควบคุมสูงสุดทำนองนี้ขัดฝืนกับการปกครองเหนืออาณาเขตอันกว้างใหญ่ให้มีประสิทธิผล เพราะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องย่อมท่วมท้นล้นเกินทรัพยากรส่วนตัวแม้แต่ของบรรดาผู้ปกครองที่ทรงอำนาจไปเสียแล้ว
“ยิ่งกว่านั้น การต้องพึ่งพาอาศัย “เครื่องมือการใช้กำลัง” ส่วนตัวของผู้ปกครองล้วนๆ ก็อาจบั่นทอนบ่อนเบียนสิทธิอำนาจของผู้ปกครองให้เสียหายไปได้ ค่าที่มันเปิดช่องให้เขาตกเป็นเป้าของปฏิบัติการรวมหัวกันมาต่อต้านตัวเขาเองโดยบรรดา “พวกที่พึ่งพาอาศัย” เขาได้
(2. จังหวะกระจายแบ่งปันอำนาจ : ผู้เขียนแทรก)
“ในทางกลับกัน หากแม้นผู้ปกครองรัฐราชสมบัติขยายการครอบงำของตนให้แผ่กว้างออกไปแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมจำต้องมอบหมายสิทธิอำนาจของตนให้ตัวแทนไป โดยประทานตำแหน่งอำนาจให้แลกกับการรับราชการสนองแก่ตนหรือในนามของตน
“ฉะนั้นเอง การขยายการครอบงำแบบรัฐราชสมบัติจึงทำให้จำต้องกระจายสิทธิอำนาจส่วนตัวของผู้ปกครองออกไป
“รัฐราชสมบัติในอดีตทั้งปวงจึงทรงไว้ซึ่งลักษณะแบบแผนการกระจายอำนาจที่ถูกกำหนดด้วยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างผู้ปกครองกับเหล่าบริษัทบริวารและขุนนางอำมาตย์ของตนดังกล่าวมานี้”
ผมคิดว่ามีเหตุให้สันนิษฐานได้ว่า พลวัตอำนาจภายในของรัฐราชสมบัติทั้งไทยและเทศในอดีตข้างต้นนี้ก็ถูกผลิตซ้ำในระบอบเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ในปัจจุบันเช่นกัน
