หุ้นไทยฝ่าพายุข้อมูลรั่ว วิกฤตธรรมาภิบาล ลุ้นกระทิงดุคืนชีพ 1,720 จุด
เศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยกลับมาถูกตั้งคำถามถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในด้านการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
สาเหตุหลักมาจากการออกมายอมรับว่า เกิดกรณีข้อมูลส่วนบุคคลหลุด ซึ่งบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal บางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
จากนั้นได้ประสานงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
TSD จึงทราบว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเลขบัญชีธนาคาร ทำให้ผู้บริหารต้องตั้งโต๊ะแถลงสถานการณ์ให้นักลงทุนรับรู้
ถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ผู้ก่อเหตุมี 1 ราย และเป็นผู้ใช้งาน TSD Investor Portal จริง โดยล็อกอินเข้าระบบตามขั้นตอนปกติ แต่อาศัยการแก้ไขโค้ดตรงส่วนของไอดีในหน้าโปรไฟล์ผู้ใช้งาน เพื่อดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้งานรายอื่นออกมาเป็นจำนวนมาก รวมกว่า 2 แสนราย
ขณะนี้ทีมไอทีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปิดช่องทางที่ผิดปกติ ระงับการใช้งานบัญชีผู้ก่อเหตุ และแก้ไขโค้ดที่เป็นช่องโหว่ทันที
ที่สำคัญคือ ไม่ได้แก้แค่จุดเกิดเหตุ แต่ยังนำระบบเอไอเข้ามาช่วยสแกนโค้ดทั้งหมดของระบบศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ และระบบอื่นๆ ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อค้นหาแพตเทิร์นความเสี่ยงลักษณะเดียวกัน และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
พร้อมยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้พอร์ตหุ้นของผู้ลงทุนหายไป เพราะระบบหลังบ้านที่ใช้จับคู่ซื้อขายและเก็บข้อมูลพอร์ตหุ้นจริง ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสาธารณะแต่อย่างใด เปรียบเสมือนมีการตั้งกำแพงป้องกันความปลอดภัยไว้อีกชั้น ทำให้ผู้มีความประสงค์ไม่ดีจะไม่มีทางเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลหลักได้
อีกทั้งในระยะยาว ยังเตรียมถ่ายโอนการให้บริการจากเว็บไปสู่แอพพลิเคชั่น Wiset ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า
การออกมายอมรับและยืนยันถึงความปลอดภัยในระบบการซื้อขายดูเหมือนจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้อยู่บ้าง เพราะถือว่าผู้ดูแลขยับตัวได้รวดเร็ว อีกทั้งยังเห็นการยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เนื่องจากในอดีตมักไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เข้มแข็งจนสามารถสร้างความมั่นใจได้เลย
ขยายภาพให้ชัดเจนขึ้นคือ ตลาดหุ้นไทยเผชิญปัญหาในด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance) มาอย่างต่อเนื่อง
เป็นปัญหาของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยบางรายที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและการลงทุนของนักลงทุน ยิ่งเป็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในแง่ความโปร่งใสของเงินลงทุน ยังคงเป็นรอยแผลที่เขย่าความเชื่อมั่น โดยความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลรายงานงบการเงินที่ไม่ถูกต้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งกรณีของ น.ส.สุภาพร พิมพงษ์ ที่มีการเปิดเผยชื่อในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งผ่านแบบรายงาน 246-2 และแบบ 59 ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. ซึ่งรวมมูลค่าการถือครองหุ้นเป็นหมื่นล้าน แต่กลับไม่ได้มีการซื้อขายจริง สร้างความสงสัยให้กับนักลงทุนว่า วัตถุประสงค์ของผู้ก่อเหตุทำไปเพื่ออะไร และข้อมูลของ ก.ล.ต.สามารถเชื่อถือได้มากน้อยเท่าใด
อีกกรณีเป็นการแอ๊กชั่นของ ก.ล.ต. ที่กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) และอดีตกรรมการ 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. เป็นความผิดฐานรายงานข้อมูลไม่ตรงกับความจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลตลาดการเงิน หากการรายงานข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจส่งผลต่อการประเมินฐานะทางการเงินและความมั่นคงของผู้ประกอบธุรกิจ
และในกรณีของบิทคับ ที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบางส่วนถูกโจรกรรม มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท แม้บริษัทจะจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนได้ครบภายในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แต่ ก.ล.ต.ตรวจพบว่า ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว แบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (ดจ.1) ที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ ไม่ได้สะท้อนผลกระทบ
จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับ และกล่าวโทษทั้งบริษัทและอดีตกรรมการที่รับผิดชอบการนำส่งรายงาน
แม้เป็นภาพของความไม่ชัดเจนด้านความปลอดภัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ดูเหมือนนักลงทุนก็ยังให้โอกาสในการลงทุนใหม่ เพราะดัชนีหุ้นไทยสามารถวิ่งขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง บวกขึ้นเทียบจากต้นปีที่อยู่ระดับไม่ถึง 1,300 จุด ถือเป็นการบวกกว่า 300 จุดในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น เป็นดัชนีที่วิ่งได้อย่างร้อนแรงมาก
ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาปรับเป้าหมายหุ้นไทยขึ้นจากเดิมที่มองว่า สูงสุดสิ้นปีคงไม่ถึง 1,500 จุดแน่ แต่ตอนนี้มีแววว่าจะไปได้สวยกว่าเดิม
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร สายงานวิจัยฯ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย คาดว่าจะวิ่งสู่ระดับสูงสุดได้ที่ 1,720 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 8-9 เดือน จากเดิมที่ให้ไว้ระดับ 1,580 จุด ภายใต้สมมุติฐานอีพีเอสปี 2569 ที่ 95 บาทต่อหุ้น
มีปัจจัยสนับสนุนคือ ภาวะดอกเบี้ยไทยในปีนี้ที่ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก ในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% หุ้นมักซื้อขายที่อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (พีอี) เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า ประกอบกับนโยบายการคลังที่ชัดเจน โดยงบประมาณปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มจีดีพีไทยเป็น 2.3% จากเดิมที่ระดับ 1.5% ในแง่ของมูลค่าหุ้น หรือแวลูเอชั่น ตลาดยังน่าสนใจ ประเมินจากอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ และหากหักหุ้นที่มีน้ำหนักมากอย่างเดลต้าออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็นค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิของหุ้นไทยอยู่ระดับ 13 เท่า และอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 3.6% ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นโลก
“ทิศทางเม็ดเงินทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ในช่วงครึ่งปีแรกไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 55,802 ล้านบาท พร้อมคาดว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยปี 2569 นี้ มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งหากทำได้จะถือเป็นปีที่ 3 ต่อจากปี 2548 ที่มีมูลค่า 118,542 ล้านบาท และปี 2565 มูลค่า 202,694 ล้านบาท” เทิดศักดิ์ระบุ
สำหรับภาพรวมในช่วงไตรมาส 3/2569 มองกรอบดัชนีหุ้นไว้ที่ระดับ 1,580-1,680 จุด เนื่องจากประเมินแนวโน้มการลงทุนอาจไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดัน ได้แก่ 1. แรงกดดันเศรษฐกิจและปัจจัยผลักเงินเฟ้อ 2. นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปี 2568 กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหายไป และ 3. กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความเสี่ยงที่ราคาหรือสถานการณ์อาจลดต่ำลง (ดาวน์ไซด์) แฝงในช่วงถัดจากนี้
เป็นมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่หากออกมายอมรับและแก้ไขอย่างรวดเร็วเพียงพอ
ตลาดอาจตอบรับในเชิงบวกมากกว่าที่คาดไว้ได้!!
