bg-single

หุ้นไทยฝ่าพายุข้อมูลรั่ว วิกฤตธรรมาภิบาล ลุ้นกระทิงดุคืนชีพ 1,720 จุด

08.08.2026

เศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยกลับมาถูกตั้งคำถามถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในด้านการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สาเหตุหลักมาจากการออกมายอมรับว่า เกิดกรณีข้อมูลส่วนบุคคลหลุด ซึ่งบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal บางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นได้ประสานงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

TSD จึงทราบว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเลขบัญชีธนาคาร ทำให้ผู้บริหารต้องตั้งโต๊ะแถลงสถานการณ์ให้นักลงทุนรับรู้

ถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ผู้ก่อเหตุมี 1 ราย และเป็นผู้ใช้งาน TSD Investor Portal จริง โดยล็อกอินเข้าระบบตามขั้นตอนปกติ แต่อาศัยการแก้ไขโค้ดตรงส่วนของไอดีในหน้าโปรไฟล์ผู้ใช้งาน เพื่อดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้งานรายอื่นออกมาเป็นจำนวนมาก รวมกว่า 2 แสนราย

ขณะนี้ทีมไอทีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปิดช่องทางที่ผิดปกติ ระงับการใช้งานบัญชีผู้ก่อเหตุ และแก้ไขโค้ดที่เป็นช่องโหว่ทันที

ที่สำคัญคือ ไม่ได้แก้แค่จุดเกิดเหตุ แต่ยังนำระบบเอไอเข้ามาช่วยสแกนโค้ดทั้งหมดของระบบศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ และระบบอื่นๆ ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อค้นหาแพตเทิร์นความเสี่ยงลักษณะเดียวกัน และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

พร้อมยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้พอร์ตหุ้นของผู้ลงทุนหายไป เพราะระบบหลังบ้านที่ใช้จับคู่ซื้อขายและเก็บข้อมูลพอร์ตหุ้นจริง ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสาธารณะแต่อย่างใด เปรียบเสมือนมีการตั้งกำแพงป้องกันความปลอดภัยไว้อีกชั้น ทำให้ผู้มีความประสงค์ไม่ดีจะไม่มีทางเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลหลักได้

อีกทั้งในระยะยาว ยังเตรียมถ่ายโอนการให้บริการจากเว็บไปสู่แอพพลิเคชั่น Wiset ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า

การออกมายอมรับและยืนยันถึงความปลอดภัยในระบบการซื้อขายดูเหมือนจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้อยู่บ้าง เพราะถือว่าผู้ดูแลขยับตัวได้รวดเร็ว อีกทั้งยังเห็นการยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เนื่องจากในอดีตมักไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เข้มแข็งจนสามารถสร้างความมั่นใจได้เลย

ขยายภาพให้ชัดเจนขึ้นคือ ตลาดหุ้นไทยเผชิญปัญหาในด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance) มาอย่างต่อเนื่อง

เป็นปัญหาของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยบางรายที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและการลงทุนของนักลงทุน ยิ่งเป็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในแง่ความโปร่งใสของเงินลงทุน ยังคงเป็นรอยแผลที่เขย่าความเชื่อมั่น โดยความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลรายงานงบการเงินที่ไม่ถูกต้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งกรณีของ น.ส.สุภาพร พิมพงษ์ ที่มีการเปิดเผยชื่อในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งผ่านแบบรายงาน 246-2 และแบบ 59 ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. ซึ่งรวมมูลค่าการถือครองหุ้นเป็นหมื่นล้าน แต่กลับไม่ได้มีการซื้อขายจริง สร้างความสงสัยให้กับนักลงทุนว่า วัตถุประสงค์ของผู้ก่อเหตุทำไปเพื่ออะไร และข้อมูลของ ก.ล.ต.สามารถเชื่อถือได้มากน้อยเท่าใด

อีกกรณีเป็นการแอ๊กชั่นของ ก.ล.ต. ที่กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) และอดีตกรรมการ 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. เป็นความผิดฐานรายงานข้อมูลไม่ตรงกับความจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลตลาดการเงิน หากการรายงานข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจส่งผลต่อการประเมินฐานะทางการเงินและความมั่นคงของผู้ประกอบธุรกิจ

และในกรณีของบิทคับ ที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบางส่วนถูกโจรกรรม มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท แม้บริษัทจะจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนได้ครบภายในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แต่ ก.ล.ต.ตรวจพบว่า ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว แบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (ดจ.1) ที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ ไม่ได้สะท้อนผลกระทบ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับ และกล่าวโทษทั้งบริษัทและอดีตกรรมการที่รับผิดชอบการนำส่งรายงาน

แม้เป็นภาพของความไม่ชัดเจนด้านความปลอดภัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ดูเหมือนนักลงทุนก็ยังให้โอกาสในการลงทุนใหม่ เพราะดัชนีหุ้นไทยสามารถวิ่งขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง บวกขึ้นเทียบจากต้นปีที่อยู่ระดับไม่ถึง 1,300 จุด ถือเป็นการบวกกว่า 300 จุดในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น เป็นดัชนีที่วิ่งได้อย่างร้อนแรงมาก

ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาปรับเป้าหมายหุ้นไทยขึ้นจากเดิมที่มองว่า สูงสุดสิ้นปีคงไม่ถึง 1,500 จุดแน่ แต่ตอนนี้มีแววว่าจะไปได้สวยกว่าเดิม

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร สายงานวิจัยฯ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย คาดว่าจะวิ่งสู่ระดับสูงสุดได้ที่ 1,720 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 8-9 เดือน จากเดิมที่ให้ไว้ระดับ 1,580 จุด ภายใต้สมมุติฐานอีพีเอสปี 2569 ที่ 95 บาทต่อหุ้น

มีปัจจัยสนับสนุนคือ ภาวะดอกเบี้ยไทยในปีนี้ที่ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก ในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% หุ้นมักซื้อขายที่อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (พีอี) เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า ประกอบกับนโยบายการคลังที่ชัดเจน โดยงบประมาณปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มจีดีพีไทยเป็น 2.3% จากเดิมที่ระดับ 1.5% ในแง่ของมูลค่าหุ้น หรือแวลูเอชั่น ตลาดยังน่าสนใจ ประเมินจากอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ และหากหักหุ้นที่มีน้ำหนักมากอย่างเดลต้าออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็นค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิของหุ้นไทยอยู่ระดับ 13 เท่า และอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 3.6% ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นโลก

“ทิศทางเม็ดเงินทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ในช่วงครึ่งปีแรกไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 55,802 ล้านบาท พร้อมคาดว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยปี 2569 นี้ มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งหากทำได้จะถือเป็นปีที่ 3 ต่อจากปี 2548 ที่มีมูลค่า 118,542 ล้านบาท และปี 2565 มูลค่า 202,694 ล้านบาท” เทิดศักดิ์ระบุ

สำหรับภาพรวมในช่วงไตรมาส 3/2569 มองกรอบดัชนีหุ้นไว้ที่ระดับ 1,580-1,680 จุด เนื่องจากประเมินแนวโน้มการลงทุนอาจไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดัน ได้แก่ 1. แรงกดดันเศรษฐกิจและปัจจัยผลักเงินเฟ้อ 2. นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปี 2568 กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหายไป และ 3. กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความเสี่ยงที่ราคาหรือสถานการณ์อาจลดต่ำลง (ดาวน์ไซด์) แฝงในช่วงถัดจากนี้

เป็นมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่หากออกมายอมรับและแก้ไขอย่างรวดเร็วเพียงพอ

ตลาดอาจตอบรับในเชิงบวกมากกว่าที่คาดไว้ได้!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หุ้นไทยฝ่าพายุข้อมูลรั่ว วิกฤตธรรมาภิบาล ลุ้นกระทิงดุคืนชีพ 1,720 จุด
ย้ายบิ๊กล็อต 40 ผอ.เขตฯ พิสูจน์ธรรมาภิบาล ‘บิ๊ก ศธ.’
ข้าราชการยุคสีน้ำเงิน แต่งตั้ง-โยกย้ายใหญ่ ‘อนุทิน’ จัดกำลังวางเกมอยู่ยาว
เมื่อรู้ตัวว่าจะแพ้ กติกาก็เปลี่ยน: บทเรียนจากเมียนมา แกมเบีย และกินี
กำเนิดระบบทุนนิยมกับระบบตลาดที่เป็นข้อบังคับเชิงโครงสร้าง (3)
ยาใจคนเจ็บ: 2) ปรัชญายาใจ
ชาตินิยมกระจอก (แต่เถื่อน)
ภัยร้อนในหน้าฝน (2) เตรียมตัวปรับธาตุด้วยพืชผักรสเย็น
กรณีปัญหา ‘หุ้นบอลโลก’ เมื่อ ‘อินฟานติโน่-ฟีฟ่า’ ยอมถอยทัพ
ทดสอบ ‘โคโรลลา ครอส’ MY2026 ปรับใหม่ไฉไลขึ้น-ขับสบายเหมือนเดิม
เช่าก่อนซื้อ
หน่อไม้ฝรั่งผัดหมูกรอบ