‘เหยื่อ?’ : ความรุนแรง (ในสังคมไทย) มาจากไหน?
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
“เหยื่อ?” คือภาพยนตร์ไทยในปี 2530 ผลงานการกำกับของ “ชนะ คราประยูร” ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “เหยื่อ” (ไม่มีเครื่องหมายคำถาม) โดย “โบตั๋น” (สุภา สิริสิงห) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2527
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เพิ่งนำหนังไทยเรื่องนี้มาจัดฉายใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม “Retrospective ชนะ คราประยูร” ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
“เหยื่อ?” ฉบับภาพยนตร์ ซ่อนแฝงหลายประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้ในเนื้อหา-การนำเสนอ อย่างไรก็ดี ในพื้นที่คอลัมน์นี้ อยากจะมุ่งสนทนาไปยังหลักใหญ่ใจความของหนัง นั่นคือปัญหาว่าด้วยบ่อเกิดของ “ความรุนแรงในสังคมไทย”
ปรากฏการณ์สำคัญในหนังเรื่อง “เหยื่อ?” คือการนำนางเอกเบอร์ต้นๆ ของยุคนั้นอย่าง “จินตหรา สุขพัฒน์” มาสวมบทเป็น “สาย” คนรับใช้ของครอบครัวชนชั้นกลาง 4 คน พ่อ-แม่-ลูกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองกรุงเทพฯ
(“สาย” ยังมีสถานะเป็น “เครือญาติ”-ที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจต่ำกว่า-ของผู้เป็นแม่ในครอบครัวดังกล่าวด้วย)
แล้วชนะก็ช็อกคนดูด้วยเหตุการณ์ที่ “ฤทธิ์” กับ “รอน” ลูกชายวัยรุ่นวัยมัธยมของครอบครัวนายจ้าง พยายามจะขืนใจ “สาย” ในห้องน้ำ ก่อนจะพลั้งมือสังหารเธอตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง
(มิหนำซ้ำ เหตุฆาตกรรมโดยบังเอิญในครั้งแรก ยังเกือบนำไปสู่เหตุฆาตกรรมโดยจงใจในหนที่สอง ตอนช่วงท้ายเรื่องอีกด้วย)
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าภาพยนตร์ของชนะนั้นมุ่งเน้นที่จะวิพากษ์ “ความรุนแรงในสังคมไทย” ผ่านเรื่องเล่า-เรื่องแต่ง-นิทานเปรียบเทียบเกี่ยวกับการลงมือใช้ความรุนแรงต่อสตรีเพศของวัยรุ่นชายสองคน
คำถามสำคัญเบื้องต้นก็คือ ความรุนแรงนี้มีสาเหตุมาจากอะไร?

“เหยื่อ?” ดูจะวางธงกล่าวโทษไปที่ “สื่อสมัยใหม่” ในยุค 4 ทศวรรษก่อน นั่นคือ “สื่อวิดีโอ”
ถ้าลงรายละเอียดไปให้ลึกกว่านั้น หนังไทยสะท้อนสังคมเรื่องนี้ก็พุ่งเป้ากล่าวโทษไปที่หนังสยองขวัญ-หนังแอ๊กชั่นที่มีเนื้อหารุนแรง รวมถึงหนังโป๊ จาก “โลกตะวันตก” รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ญี่ปุ่น”
กระนั้นก็ดี พึงสังเกตว่าเหตุการณ์ท้องเรื่องของ “เหยื่อ?” นั้นเกิดขึ้น ณ ห้วงระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงปิดเทอม ซึ่งพ่อของครอบครัวต้องเดินทางไปเป็นเซลส์ขายสินค้าที่ต่างจังหวัด ส่วนแม่ก็ต้องไปทำงานที่ห้างสรรพสินค้าจนกลับบ้านดึกทุกวัน แล้วปล่อยทิ้งให้ลูกชายสองคนดูวิดีโอเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่ในบ้าน
คำถามมีอยู่ว่า ระยะเวลาแค่เพียงหลายสัปดาห์หรืออย่างมากก็ประมาณ 1-2 เดือน จะสามารถเร่งรัดเร่งเร้าเด็กวัยรุ่นสองคนให้ก่อความรุนแรงในระดับ “ฆ่าคนตาย” ได้เลยหรือ?
หรือจริงๆ แล้ว ความรุนแรงดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย เพราะเมื่อทบทวนดีๆ ก็จะพบว่าลูกชายคนเล็กของครอบครัวคือ “รอน” นั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าวและนิยมความรุนแรง หรือชอบคบหากับแก๊งอันธพาลปากซอยมาตั้งแต่ก่อนจะได้ดูหนังวิดีโอเสียอีก
โดยเฉพาะหากพิจารณาว่า “สังคมไทย/สังคมกรุงเทพฯ” ราวครึ่งหลังของทศวรรษ 2520 ใน “เหยื่อ?” คือบ้านเมืองที่เพิ่ง “ลงแดง” คล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาได้ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ
เราก็น่าตั้งคำถามต่อทันทีว่า ความรุนแรงจากน้ำมือ “วัยรุ่นคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” สองราย ที่มีต่อ “สาวรับใช้” ในหนัง มีความเกี่ยวพันกับความรุนแรงทางการเมืองหนนั้นแค่ไหน?
พฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวเกินวัยของ “รอน” (น่าจะยังเรียนมัธยมต้น) ถือเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กับภาพเด็กผู้ชายยืนยิ้ม-หัวเราะในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หรือไม่? อย่างไร?
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ความรุนแรงใน “เหยื่อ?” ดูจะมิได้ถือกำเนิดขึ้นจาก “ปัจจัยภายนอก/วัฒนธรรมต่างชาติ” อย่างสื่อวิดีโอเท่านั้น
ทว่า อาจผลิดอกออกผลขึ้นจาก “ปัจจัยภายใน/ความอัปลักษณ์บนเนื้อดินของสังคมไทย” เองด้วย (อย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่ลากเข้าไปยังประเด็นความรุนแรงทางการเมือง นิยายและหนังเรื่องนี้ก็พยายามมองว่า ความเปราะบางอ่อนแอของ “สถาบันครอบครัว” อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมา)




ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือ อาชญากรผู้ลงมือก่อเหตุความรุนแรงใน “เหยื่อ?” นั้นเป็น “วัยรุ่นจากครอบครัวคนชั้นกลางกรุงเทพฯ”
เพียงแต่พวกเขาเป็น “คนชั้นกลาง (ชานเมือง) กรุงเทพฯ” ในทศวรรษ 2520 หรือเป็น “คนชั้นกลาง” ในยุคที่กำลังเริ่มก่อร่างสร้างตัว ไม่ได้เข้มแข็ง เติบใหญ่ ขยายจำนวน และร่ำรวยขึ้น เหมือน “คนชั้นกลางไทย” ในทศวรรษถัดๆ มา
ครอบครัว “คนชั้นกลาง กทม.” ใน “เหยื่อ?” เป็นคนชั้นกลางที่เพิ่งมีภาระต้องผ่อนบ้านและผ่อนเครื่องเล่นวิดีโอ พวกเขายังไม่มีรถยนต์ส่วนตัวไว้ขับขี่
ลูกๆ ของพวกเขายังต้องเดินเท้าหรือขึ้นรถสองแถวร่วมกับคนชนชั้นอื่นในซอยเดียวกัน รวมทั้งอาจต้องเข้าศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งมาจากครอบครัวที่มีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่าด้วย
(ในยุคที่คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ยังไม่มีกำลังทรัพย์ที่มากพอและทางเลือกที่หลากหลาย ในการส่งลูกเข้าเรียนในโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือกระทั่งโรงเรียนนานาชาติ เหมือนกับ “คนชั้นกลางไทยระดับบนๆ” ในยุคสมัยปัจจุบัน)
ส่วน “บ้านมีรั้ว” ของ “คนชั้นกลางชานเมืองหลวง” ใน “เหยื่อ?” ก็ยังมีประตูและรูโหว่ที่เปิดกว้างให้ลูกๆ สามารถออกไปเล่นพนันในบ่อนกลางซอย หรือตีไก่กับจิ๊กโก๋ปากซอย มากกว่าจะมี “ทางลัด-เลนพิเศษ” นำพาพวกเขามุ่งตรงไปยังโรงเรียนกวดวิชาหรือพื้นที่นันทนาการอันไร้พิษภัยใจกลางเมือง
หากเชื่อ ทึกทัก หรือมีอคติว่า “ความรุนแรงในสังคมไทย” มักเกิดจากน้ำมือของคนระดับล่างในสังคมที่ไร้โอกาสทางการศึกษาและขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ
ตัวละครลูกหลานคนชั้นกลางในทศวรรษ 2520 อย่าง “ฤทธิ์” กับ “รอน” ก็ไม่ได้มี “ภูมิคุ้มกันทางชนชั้น” ที่หนาแน่นพอจะปกป้องพวกเขามิให้ “ลื่นไถล” เข้าไปปะปนและซึมซับอิทธิพลจากคนต่างชนชั้น ซึ่งอาศัยอยู่ละแวกเดียวกันเหล่านั้น
ดังนั้น ในห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมไทย “ลูกหลานคนชั้นกลางในเมือง” จึงยังมีโอกาสที่จะเติบโตกลายมาเป็นผู้ก่อความรุนแรงในคดี “ฆ่าและพยายามข่มขืนเหยื่อ” ได้
และเอาเข้าจริงๆ ถ้าเรานำเอาบริบทอื่นๆ มาวางทาบทับลงบนปรากฏการณ์ “ความรุนแรงในสังคมไทย” เช่น บริบททางการเมือง หรือบริบทในการเสพสื่อ-ข่าวสาร
ก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธอย่างหัวเด็ดตีนขาดหรอกว่า “คนชั้นกลางไทย” คือกลุ่มคนที่นิยมและสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง (เพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เคยแก้ได้สำเร็จ) อยู่เสมอมา ตราบถึงทุกวันนี้
