
ปลายปีที่แล้ว นิตยสาร “ไซท์ แอนด์ ซาวด์” ของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร ได้สำรวจความคิดเห็นของนักวิจารณ์, นักจัดเทศกาลหนัง, ภัณฑารักษ์, นักจดหมายเหตุ และนักวิชาการทั่วโลก รวมทั้งสิ้นกว่า 1,600 ราย เพื่อค้นหาคำตอบว่าหนังเรื่องใดคือ “ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” ในทรรศนะของพวกเขา
ผลปรากฏว่าภาพยนตร์ที่ได้รับคะแนนโหวตมาเป็นอันดับหนึ่งใน “โพลนักวิจารณ์” ดังกล่าว ก็ได้แก่ “Jeanne Dielman, 23 Quai du Commerce, 1080 Bruxelles” (ในเนื้อความส่วนที่เหลือจะขอเรียกชื่อหนังสั้นๆ ว่า “Jeanne Dielman”) ผลงานเมื่อ ค.ศ.1975 ของ “ฌองตาล อัคเกอร์มาน” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับจากประเทศเบลเยียม
น่ายินดีว่าเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในฉบับที่ผ่านการบูรณะปรับปรุงคุณภาพฟิล์มมาแล้วโดยหอภาพยนตร์เบลเยียม ให้คนรักหนังชาวไทยมีโอกาสรับชม

แม้ภาพยนตร์เรื่อง “Jeanne Dielman” จะมีความยาวถึง 200 นาที (เกิน 3 ชั่วโมง) และมุ่งโฟกัสภาพ-เรื่องราวไปยังวิถีชีวิตประจำวันของตัวละคร “สตรี/แม่บ้าน/แม่หม้าย” วัยกลางคนรายหนึ่ง ทว่า รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ก็ทำให้ผู้ชม (อาจไม่ทุกคน) สามารถติดตามหนังเรื่องนี้ไปได้เรื่อยๆ ด้วยความเพลิดเพลิน
หากให้สรุปย่ออย่างรวบรัด หนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงวิถีชีวิตภายในช่วงเวลา 3 วันของผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งอัคเกอร์มานค่อยๆ ฉายภาพให้เราเห็นว่า ด้านหนึ่ง สตรีคนนี้ก็มีสถานะเป็น “แม่หม้าย” ที่ต้องทำหน้าที่ “แม่บ้าน” อย่างหนัก (ยุ่งตลอดทั้งวัน) และเลี้ยงดูลูกชายวัยรุ่นอยู่คนเดียว
อีกด้านหนึ่ง คนดูจะเห็นว่า “แม่บ้าน” ผู้นี้พยายามหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ผ่าน “งาน” สองประเภท
หนึ่ง คืองานขายบริการทางเพศ ซึ่งจะมีชายวัยกลางคน-ชราแวะเวียนเข้ามาซื้อบริการจากเธอในทุกๆ บ่าย/เย็น
อีกหนึ่ง คืองานรับจ้างเลี้ยงลูกวัยทารกของเพื่อนบ้าน (ซึ่งไม่แน่ใจว่างานประเภทหลังนี้เป็น “งานหาเงิน” หรือเป็นแค่ “งานจิตอาสา”)
ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่ามีประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ สองข้อที่ปรากฏชัดเจนใน “Jeanne Dielman”

ประเด็นแรก หนังพยายามท้าทายว่าวิถีชีวิตประจำวันอันซ้ำซากจำเจของผู้หญิงคนหนึ่ง มิได้ฉุดดึงให้เธอกลายเป็นสามัญชนผู้เฉื่อยชาและถูกกระทำจากพลังอื่นๆ ในสังคมอยู่ตลอดเวลา หากสภาวะเช่นนั้นยังปลุกให้เธอลุกขึ้นต่อสู้และแข็งขืน ณ เบื้องท้ายด้วย
เอาเข้าจริง คนดูย่อมสังเกตได้ว่า แม้ห้วงเวลา 3 วันที่ปรากฏในหนังจะถูกตรึงด้วยกิจวัตรประจำวันต่างๆ นานา (ตื่นนอน, ดูแลบ้าน, ทำกับข้าว, ออกไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น, พักผ่อนหย่อนใจกับสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ, รับเลี้ยงเด็ก และขายบริการ)
แต่สถานการณ์ที่คล้ายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านั้น กลับถูกผลักเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยที่ค่อยๆ ถูกบ่มเพาะสั่งสมในวันแล้ววันเล่า
ผสานด้วยบางเหตุการณ์แปร่งปร่าที่หนังไม่ได้อธิบายให้เราทราบแน่ชัดถึงเป้าประสงค์หรือพฤติกรรมของตัวละคร (เช่น แม่-ลูกในหนังเดินออกไปทำอะไรกันบ้างบนท้องถนนอันมืดมิดของเมืองใหญ่ ในทุกๆ ค่ำคืน?)
ก่อนที่เสี้ยวส่วนของความเปลี่ยนแปลง-แปลกแยกที่เก็บสะสมเอาไว้ จะระเบิดออกมาอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน รุนแรง และชวนตกตะลึง ในฉากไคลแมกซ์ช่วงสุดท้ายของภาพยนตร์
กล่าวได้ว่า “การระเบิดของอารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครนำในหนังเรื่อง “Jeanne Dielman” นั้นก่อตัวขึ้นมาจากการสะสม “แรงเฉื่อย” ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

ประเด็นที่สอง สำหรับผู้ชมชาวไทย เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คงต้องนึกถึงถ้อยคำ-ข้อความประเภท “ยิ้มเหงาเหงาของคนงามงาม คนที่แบกหามโลกไว้ครึ่งหนึ่ง โลกวันนี้แม้งามเพียงครึ่ง ก็ครึ่งของเธอที่สร้างที่ทำ” หรือ “ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก” กันไม่มากก็น้อย
ไม่ว่าตัวละครสตรีใน “Jeanne Dielman” จะแบกหามโลกเอาไว้หนึ่ง หรือสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาด้วยสองมือของเธอก็ตาม แต่คนดูล้วนตระหนักตรงกันว่าโลกใบนั้น คือ “โลกในครัวเรือน” หรือ “โลกของแม่บ้าน”
ไม่ว่าเธอจะมีสถานะเป็นผู้พ่ายแพ้หรือผู้ชนะ ผู้ยอมจำนนหรือผู้ต่อต้านแข็งขืน พื้นที่แห่งการต่อสู้ของผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ คือ “บ้าน” หรือ “เคหสถาน” (แม้เธอจะเดินทางออกไปยัง “โลกภายนอก” ทุกๆ วัน ทว่า กิจกรรมส่วนใหญ่นอกอาณาบริเวณ “บ้าน” ก็ล้วนข้องเกี่ยวกับกิจการในอาณาบริเวณ “ครัวเรือน” แทบทั้งสิ้น)
หนังฉายภาพให้เห็นว่า “บ้าน” อาจเป็นพื้นที่จำกัด ไม่กว้างขวางใหญ่โต หากเต็มไปด้วยรายละเอียด เหลี่ยมมุม ซอกหลืบ อันสลับซับซ้อน ซึ่งคนที่เข้าใจหยั่งรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดอย่างลึกซึ้งก็มีเพียง “แม่บ้าน” เท่านั้น
ผู้หญิงธรรมดาสามัญคนหนึ่งจึงค่อยๆ สถาปนาอำนาจ/ความรู้ความเชี่ยวชาญของตนเองขึ้นมาในพื้นที่อันจำกัดจำเขี่ยของ “เคหสถาน”

นี่คือ “อำนาจ/ความรู้” ซึ่งวางฐานอยู่บนกิจวัตรประจำวันที่เหมือนจะซ้ำซากแต่ไม่เฉื่อยชาเรื่อยเปื่อย ทั้งยังโลดแล่นอยู่บนกิจกรรมนานัปการ ที่ข้องเกี่ยวกับวิถี “การผลิต” และ “การบริโภค” ที่ช่วยหนุนเสริมให้ผู้ชายสามารถออกไปใช้ชีวิตในโลกข้างนอกได้ทุกวัน โดยไม่ต้องวิตกกังวลต่อภารกิจเรื่องราวในบ้าน
จุดเปลี่ยนสำคัญของหนังมาบังเกิดขึ้น เมื่อ “อำนาจ/องค์ความรู้” ของผู้หญิงในโลกใบเล็กใบนี้ พลันสึกกร่อน เสื่อมถอยลง ผ่านความผิดพลาดในการทำงานบ้านและภาวะผิดฝาผิดตัวมากมายที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในเหตุการณ์วันที่ 3 ของภาพยนตร์
วิกฤตอัตลักษณ์ในการประคองรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้ไม่ได้ หรือการรีดเค้น “แรงงาน” ของตัวเองออกมาไม่ได้เต็มศักยภาพ จึงแปรสภาพให้กิจกรรม “การบริโภค” ที่บังเกิดขึ้นทุกๆ เย็น ใน “ครัวเรือน”
เปลี่ยนแปลงเป็น “การทำลายล้าง” ในที่สุด •
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
