บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นครเซี่ยงไฮ้จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Artificial Intelligence Conference (WAIC) 2026 ท่ามกลางสายตาของโลกที่อาจมองว่านี่เป็นเพียงงานแสดงนวัตกรรมที่บริษัทเทคโนโลยีนำหุ่นยนต์หรือโมเดลภาษาล่าสุดมาประชันกัน
แต่หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ เวทีนี้ไม่ใช่พื้นที่ทางการค้า หากเป็นพื้นที่เชิงสถาบันและนโยบายที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังใช้เพื่อสถาปนาอิทธิพลและจัดวางระเบียบโลกยุคใหม่
แก่นแท้ของการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ความอัจฉริยะของตัวเลขหรือความเร็วของหน่วยประมวลผล
แต่อยู่ที่การแย่งชิงสิทธิ์ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงกติกาและบรรทัดฐานที่จะควบคุมอนาคต มหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างกำลังสร้างเวทีของตนเองเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดกติกาโลก
เมื่อปี 2023 สหราชอาณาจักรเปิดฉากด้วยการประชุมสุดยอดความปลอดภัยด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ปาร์ก เบลตช์ลีย์ โดยพยายามจำกัดกรอบการหารือไปที่ความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติและความมั่นคงตามแนวคิดตะวันตก
ต่อมา ฝรั่งเศสยกระดับการพูดคุยขึ้นอีกครั้งเพื่อขยายไปสู่การกำกับดูแลเชิงรุกและการกระจายเทคโนโลยีสู่สากล พร้อมผลักดันยุโรปในฐานะผู้คุมกฎระดับโลก
ขณะที่สหรัฐอเมริกาแม้จะไร้เวทีพหุภาคีในลักษณะเดียวกัน แต่กลับใช้ความได้เปรียบของระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ระบบนิเวศของซิลิคอนวัลเลย์ เงินทุนร่วมลงทุน และมาตรการปิดกั้นการส่งออกชิพขั้นสูง เป็นเครื่องมือควบคุมทิศทางของอุตสาหกรรมในฐานะผู้ควบคุมเทคโนโลยีต้นน้ำ
วันนี้ จีนกำลังสร้างดุลอำนาจใหม่ผ่านเวที WAIC เพื่อสถาปนาแนวคิดการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่มีรัฐเป็นแกนกลาง พร้อมทั้งสร้างแนวร่วมเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองมหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันที่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นการปะทะกันของปรัชญาการบริหารจัดการรัฐที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สหรัฐอเมริกาขับเคลื่อนภายใต้ระบบนิเวศที่นำโดยภาคเอกชนและการแข่งขันของตลาดเสรี ที่ซึ่งความก้าวหน้าเกิดขึ้นจากการทำลายและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของกลุ่มทุนเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัย โดยรัฐบาลกลางทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัยขั้นต้น และเข้ามาควบคุมในฐานะผู้คุมกฎหรือเมื่อกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น
ในทางกลับกัน จีนเลือกใช้แนวทางที่ให้รัฐเป็นศูนย์กลางในการนำพาเทคโนโลยี รัฐบาลปักกิ่งทำหน้าที่เป็นสถาปนิกผู้ควบคุมทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างเบ็ดเสร็จ โดยร้อยรัดนโยบายอุตสาหกรรม พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูลขนาดใหญ่ และการบริหารของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน
เป้าหมายของจีนไม่ใช่การสร้างโมเดลเพื่อความบันเทิงหรือสร้างผลกำไรระยะสั้นให้แก่บริษัทขนาดใหญ่
แต่คือการหลอมรวมเทคโนโลยีเข้ากับภาคการผลิตจริงเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น การลดลงของวัยแรงงาน และการสร้างภูมิต้านทานต่อการถูกปิดกั้นทางเทคโนโลยีจากภายนอก
ความแตกต่างของสองมหาอำนาจจึงไม่ใช่คำถามว่าระบบของใคร “ฉลาดกว่า” แต่คือคำถามที่ว่า เทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้เป้าหมายใดของรัฐ
ขณะที่อเมริกามุ่งขยายขอบเขตความสามารถของโมเดลขั้นสูง
จีนกลับให้ความสำคัญกับการนำไปประยุกต์ใช้จริงในวงกว้างและสร้างประสิทธิภาพเชิงระบบ ตั้งแต่การสร้างโรงงานอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
นี่คือเหตุผลที่ในงานนี้หนาแน่นไปด้วยผู้ผลิตเครื่องจักรกลและระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสำหรับปักกิ่ง เทคโนโลยีนี้คือเครื่องมือยกระดับขีดความสามารถของรัฐในการควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรระยะยาว
เมื่อมองภาพรวม การแข่งขันในศตวรรษนี้จึงถูกแบ่งออกเป็นสามสมรภูมิ :
หนึ่ง สมรภูมิด้านปัญญาประดิษฐ์ : การชิงความเหนือกว่าในการคิดค้นและประมวลผลของโมเดล
สอง สมรภูมิด้านโครงสร้างพื้นฐาน : การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ชิพ ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงพลังงาน
สาม สมรภูมิด้านกติกาและสถาบัน : ซึ่งเป็นสมรภูมิที่สำคัญที่สุด
คำถามที่แท้จริงคือ ใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการประเมินผล ใครจะเป็นผู้ออกใบรับรองความปลอดภัย และระเบียบของใครที่จะถูกนำไปฝังอยู่ในระบบการทำงานของประเทศอื่นๆ?
ประวัติศาสตร์แห่งอำนาจบ่งชี้ว่า รัฐที่เป็นมหาอำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่รัฐที่ผลิตสินค้าได้ดีที่สุด แต่คือรัฐที่สามารถสร้างระเบียบและกติกาที่บังคับหรือจูงใจให้รัฐอื่นต้องเข้ามาใช้งาน สหรัฐครองโลกในยุคข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพราะสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรก แต่เป็นเพราะสามารถสร้างมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นระบบนิเวศร่วมของโลก
และในวันนี้ จีนเองก็กำลังพยายามสถาปนาระเบียบโลกแบบเดียวกันในยุคปัญญาประดิษฐ์
บริบทนี้ทำให้โจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศขนาดกลางอย่างประเทศไทยแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ยุทธศาสตร์ของเราต้องก้าวข้ามการเลือกข้างหรือการยืนดูอยู่ห่างๆ เพราะในโลกที่มีการพึ่งพาอาศัยกันทางเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง
การเลือกข้างรังแต่จะลดทอนอำนาจการต่อรองของตนเอง
สิ่งที่ไทยต้องแสวงหาคือความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์และการพึ่งพาตนเองได้
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสูญเสียทรัพยากรไปกับการแข่งสร้างโมเดลขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับมหาอำนาจ
แต่เราควรลงทุนในการเป็นผู้เล่นหลักเชิงระบบในระดับภูมิภาค ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน
เช่น การเป็นศูนย์กลางการทดสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนดกฎเกณฑ์จริยธรรมที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับจุดแข็งทางภูมิเศรษฐศาสตร์เดิมของเรา ทั้งการแพทย์ เกษตรกรรมแม่นยำ และระบบอัตโนมัติในฐานการผลิตของอาเซียน
อาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคนและเป็นแกนกลางของห่วงโซ่อุปทานโลก มีศักยภาพเพียงพอที่จะไม่เป็นแค่ผู้บริโภคเทคโนโลยี หากประเทศสมาชิกสามารถรวมตัวกันสร้างแนวร่วมในการกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานร่วมกัน
ภูมิภาคนี้จะแปรสภาพจากตลาดรองรับเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบและกำหนดกติกาสากลร่วมกัน
ในอดีต รัฐขนาดกลางสร้างอำนาจต่อรองผ่านการเข้าเป็นพันธมิตรทางการทหาร แต่ในศตวรรษที่ 21 อำนาจจะถูกสร้างผ่านการเป็นพื้นที่เปิดที่ปลอดภัย ได้รับความไว้วางใจ และเป็นกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจและกลุ่มทุนยอมรับที่จะเข้ามาลงทุน พัฒนา ทดสอบ และกระจายเทคโนโลยีโดยไม่มีความเสี่ยงทางการเมือง
ท้ายที่สุด การแข่งขันในระเบียบโลกยุคใหม่ อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าเทคโนโลยีของใครทรงพลังที่สุด แต่อยู่ที่ว่า รัฐใดสามารถสร้างระบบนิเวศที่ประเทศอื่นไว้วางใจและเต็มใจที่จะเข้าร่วม และใครสามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์ภายในประเทศให้กลายเป็นระเบียบสากลที่โลกยอมรับ
รัฐที่ทำหน้าที่เพียงนำเข้าเทคโนโลยี จะเป็นได้เพียงผู้เช่าอาศัยในอนาคตที่ผู้อื่นออกแบบไว้ แต่รัฐที่มีส่วนร่วมในการบัญญัติกฎเกณฑ์เชิงสถาบัน จะเป็นรัฐที่มีสิทธิ์ร่วมกำหนดอนาคตของโลก
และนั่นคือสารทางการเมืองที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังงาน World Artificial Intelligence Conference 2026
