bg-single

คนมองหนัง | “สยมภู มุกดีพร้อม” เจ้าของรางวัล “สปิริต อวอร์ดส์” สองสมัยซ้อน!

04.03.2019

ก่อนหน้างานมอบรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ ยังมีอีกหนึ่งวาระสำคัญของวงการภาพยนตร์อเมริกันที่แฟนหนังบางส่วนให้ความสนใจ

นั่นคืองานประกาศรางวัล “ฟิล์ม อินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ 2019” ซึ่งนับเป็นรางวัลใหญ่สุดของแวดวงหนังอินดี้สหรัฐ

มีข่าวน่ายินดีสำหรับวงการหนังบ้านเราเกิดขึ้นในงานดังกล่าว เมื่อ “สยมภู มุกดีพร้อม” ตากล้องภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ชาวไทย คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ จากผลงานที่ฝากเอาไว้ใน “Suspiria” หนังระทึกขวัญรีเมกโดย “ลูก้า กัวดาญีโน”

อย่างไรก็ตาม สยมภูกำลังติดภารกิจอยู่ที่อื่นจนไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเองได้ เขาจึงฝากข้อความสั้นๆ ส่งไปถึงแขกเหรื่อในงานว่า “ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง จิตวิญญาณของผมมันเป็นอิสระอยู่ตลอดเวลา นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่อาจอยู่ร่วมงานมอบรางวัลในวันนี้”

ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ สยมภูกลายเป็นผู้กำกับภาพที่ได้รับรางวัลสปิริต อวอร์ดส์ สองปีติดต่อกัน หลังจากเมื่อปีก่อนเขาได้รับการประกาศชื่อเป็นผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจาก “Call Me by Your Name”

แม้ “Call Me by Your Name” และ “Suspiria” จะเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ “ลูก้า กัวดาญีโน” ทั้งสองเรื่อง

แต่ในขณะที่เรื่องแรกกวาดรางวัลและได้ลุ้นรางวัลสำคัญๆ ประจำปี 2018 เรื่องหลังกลับได้รับเสียงวิจารณ์แบบครึ่งๆ กลางๆ และไม่มีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่มากนัก

ทว่ายังมีผู้สันทัดกรณีจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชมผลงานการกำกับภาพใน “Suspiria”

เช่น คริส โอฟาลต์ แห่งเว็บไซต์ indywire ซึ่งยกย่องให้การทำงานของสยมภูใน “Suspiria” เป็นการกำกับภาพยอดเยี่ยมอันดับ 1 ประจำปีที่ผ่านมา

โอฟาลต์ระบุว่า ตากล้องชาวไทยได้พิสูจน์ให้เห็นอีกคำรบว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำกับภาพชั้นยอดของวงการภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน

โจทย์ของหนังระทึกขวัญรีเมกเรื่องนี้จะมุ่งถ่ายทอดสังคมเยอรมันยุคสงครามเย็นด้วยโทน “สีเทา” เพื่อขับเน้นถึงภาวะ “แห้งเหือด” บางประการ

โดยสยมภูในฐานะคนหน้างานก็ตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยม และไม่ต้องโยนภาระหนักหนาให้แก่กระบวนการโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งมักจะบดขยี้ชีวิตและวิญญาณในจอภาพยนตร์ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอยู่บ่อยครั้ง

คอลัมนิสต์ของ indywire ชื่นชมอีกด้วยว่าแม้จะเลือกใช้สีได้อย่างจำกัด ทว่าสยมภูกลับสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา รุ่มรวย และละเอียดลออ

และแม้ผู้กำกับภาพชาวไทยจะได้รับอิทธิพลจากตากล้องเยอรมันยุค 70 แต่เขาก็สามารถแปรอิทธิพลเหล่านั้นออกมาเป็นงานในแบบฉบับของตนเอง

ก่อนหน้านี้ สยมภูเคยเล่าถึงกระบวนการทำงานในหนังเรื่อง “Suspiria” เพื่อเผยแพร่ลงนิตยสารสมาคมผู้กำกับภาพอเมริกัน

แม้ผู้กำกับภาพชาวไทยจะยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่าตนเองสามารถทำงานกับกล้องฟิล์มได้ดีกว่ากล้องดิจิตอล แต่การใช้กล้องฟิล์มใน “Call Me by Your Name” กับ “Suspiria” ก็มีรายละเอียดผิดแผกกัน

เพราะในหนังเรื่องก่อน เขาเลือกใช้แค่เลนส์ 35 ม.ม. เพียงขนาดเดียว ทว่าในผลงานล่าสุด สยมภูกลับพกพาเลนส์มาแทบทุกขนาด ตั้งแต่ 18 ม.ม. ยัน 100 ม.ม.

ผู้กำกับหนังชาวอิตาเลียนอย่างกัวดาญีโนเอ่ยถึงผู้กำกับภาพคู่ใจชาวไทยว่า

“แม้เขาจะมีความรู้เรื่องเทคนิคภาพยนตร์ในระดับปรมาจารย์ แต่สยมภูกลับให้ความสำคัญแก่ความเป็นมนุษย์มากกว่าประเด็นเชิงเทคนิค ที่สำคัญ เขายังมีความรู้เกี่ยวกับทักษะการเล่าเรื่องในระดับเยี่ยมยอด ซึ่งทักษะด้านนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา”

คุณสมบัติข้อดังกล่าวปรากฏชัดเจนผ่านถ้อยคำที่สยมภูอธิบายถึงวิธีการทำงานใน “Suspiria”

ผู้กำกับภาพชาวไทยเชื่อว่าบรรดานักแสดงที่รับบทเป็นนักเต้นในหนังเรื่องนี้ ควรจะได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากสภาพแวดล้อมรอบกายพวกเธอ

“สภาพแวดล้อมจะมอบอารมณ์และความรู้สึกให้แก่พวกเรา ดังนั้น แทนที่จะต้องพยายามสร้างรูปลักษณ์ภายนอกให้แก่หนัง ผมจึงอยากที่จะสร้างโลกทั้งใบของหนังเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วค่อยเดินเข้าไปในโลกใบนั้น เสมือนว่าเราเพิ่งจะซื้อกล้องมาหนึ่งตัว เพื่อถ่ายภาพต่างๆ ของโลกที่ถูกสร้างขึ้น”

เมื่อเดินเข้าไปในโลกแห่งภาพยนตร์ สามสิ่งสำคัญที่เป็นดังเข็มทิศนำทางให้แก่สยมภูก็คือ วิธีการกำกับหนังของกัวดาญีโน, การออกแบบงานสร้างที่ถูกจัดวางเอาไว้เรียบร้อย และความเคลื่อนไหวของเหล่านักแสดง

“ผมอยากจะสร้างเวทีให้ลูก้าและบรรดานักแสดง พวกเขามีอิสระเต็มที่ที่จะเคลื่อนไหวไปไหนก็ได้บนเวที ถ้าลูก้ามองภาพในเฟรม แล้วเขาบอกให้ผมเขยิบเข้าไปใกล้กว่าเดิมเพื่อถ่ายโคลสอัพ การตัดสินใจนั้นก็เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของตัวละคร” สยมภูเล่า

ขณะเดียวกัน เจ้าของรางวัลสปิริต อวอร์ดส์ สองสมัยซ้อนกล่าวย้ำว่า เขาคือผู้กำกับภาพที่ปฏิบัติตามบทภาพยนตร์อย่างเคร่งครัด เนื่องมาจากความเชื่อส่วนตัวว่า ถึงที่สุดแล้ว ความสำเร็จของงานศิลปะ ซึ่งต้องพึ่งพาความร่วมมือ-ร่วมใจของผู้คนจำนวนมากนั้น จะขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์อันลื่นไหล-เข้าใจกันระหว่างทีมงาน

“คุณต้องปล่อยให้ทุกคนในทีมได้เปล่งศักยภาพของตนเองออกมา” นี่คือคำอธิบายโลกในกองถ่ายภาพยนตร์ของสยมภู มุกดีพร้อม

ที่มาเนื้อหา

https://www.indiewire.com/2018/12/best-cinematography-2018-suspiria-cold-war-roma-a-star-is-born-1202029446/

https://ascmag.com/articles/suspiria-season-of-the-witch



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | มูลค่าของเกียรติยศ
“ศุภมาส” นำ พ.ร.บ. Lemon Law ประเดิมกฎหมายแรกยุค “อนุทิน 2” ของชำรุดต้องเปลี่ยนได้ ไม่ต้องพิสูจน์เอง
E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
พ่อสงกรานต์-เจ้าของโบนันซ่า การันตีคุณสมบัติ “สุวงศ์”ผู้สมัคร ส.ก.ห้วยขวาง ขยัน-มุ่งมั่น หนุนช่วยงาน “ชัชชาติ”