
ผ่านพ้นไปอีกปีครับสำหรับการประกาศผลรางวัลออสการ์ ปี 2017 ที่เกิดกระแสให้พูดถึงต่อมาอีกหลายวัน และคงเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการประกาศรางวัลนี้แน่ๆ
นั่นก็คือการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมผิด ที่ควรจะเป็น Moonlight ตามผลการรวมคะแนน แต่ วอร์เร็น เบ็ตตี้ และ เฟย์ ดันนาเวย์ กลับประกาศว่าเป็น La La Land ไปเสียฉิบ
ใครติดตามเบื้องหลังคงทราบดีว่า ไม่ใช่ 2 ดารารุ่นใหญ่นั้นประกาศผิด แต่เกิดจากการให้ซองมาผิดตะหาก เมื่อได้ดูเทปย้อนหลังก็เห็นสีหน้าและท่าทางงุนงงของเบ็ตตี้ได้ชัดในตอนเปิดซองขึ้นดู มีลังเลเงอะงะคิดหนักสักครู่ ก่อนจะส่งให้เฟย์เป็นผู้อ่าน
แล้วก็พลอยสงสารทีมงาน La La Land ที่ดีใจเก้อ จนกล่าวแสดงความดีใจไปแล้วร่วม 2 นาที จึงรู้ว่าผลประกาศผิด แล้วก็เลยเห็นใจต่อกับทีมงาน Moonlight ที่มาดีใจแบบงงๆ ทีหลัง ไอ้อารมณ์อย่างนี้มันต้องดีใจสุดๆ ตอนฟังผลเท่านั้น
มาดีใจทีหลังก็แปร่งๆ ไปไม่น้อย
ความผิดพลาดเกี่ยวกับการประกาศบนเวทีออสการ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ครั้งนี้ดูจะหนักหนากว่าเพื่อน เพราะครั้งแรกแค่อ่านชื่อนอมินีผิด และครั้งที่ 2 จริงๆ ต้องเป็นการอ่านชื่อนอมินี แต่ดันประกาศว่าหนังยอดเยี่ยมคือ… แต่ก็กลับมาอ่านใหม่ได้ถูก
บางคนบอกว่าเป็นกระแสดราม่าหรือเปล่า เวทีมิสยูนิเวิร์สก็ประกาศผิดมาแล้ว เวทีออสการ์ก็ยังตามมาผิด จนมีคนกระเซ้าว่า ที่ว่าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีน่ะ…ประกาศผิดด้วยหรือเปล่า แฮะๆ หลายคนคงอยากให้ประกาศผิดจริงๆ
แต่ในเมืองไทยน่ะมีประกาศผิดมาแล้วก่อนหน้านี้ หลายหนซะด้วย ก็การประกาศ “เส้นตาย” ของดีเอสไอต่อวัดพระธรรมกายไงล่ะ ประกาศมาแล้วไม่รู้กี่หนก็ไม่ยักใช่เส้นตายจริงๆ สักที
เจ๋งกว่าเมืองนอกเสียอีก
รางวัลต่างๆ ที่เข้าชิงออสการ์ปีนี้ เหมือนจงใจจะชดเชยจากการประกาศรางวัลปีที่แล้ว ที่มีแต่ผู้เข้าชิงเป็นนักแสดงและทีมงานผิวขาวเกือบทั้งนั้น จนนักแสดงและทีมงานผิวสีพากันประท้วงและตั้งฉายาแบบเจ็บๆ ว่า เป็น so white Oscar
ปีนี้จึงมีหนังที่เข้าชิงชัยโดยเป็นเรื่องราวของคนผิวดำ และคนเอเชียหลายต่อหลายเรื่อง เอาที่เด่นๆ ก็มี Moonlight เรื่องของเกย์ผิวดำในช่วง 3 วัย, Fences อดีตนักเบสบอลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะผิวสี, Hidden Figures สาวผิวดำ 3 คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนาซ่า, Lion หนุ่มอินเดียผู้ย้อนหาอดีตของตนในบ้านเกิด, Loving ปัญหาของชีวิตคู่ต่างสีผิวระหว่างชายผิวขาวและหญิงผิวดำ
แม้แต่ La La Land ที่เป็นเรื่องของคู่รักผิวขาว แต่ฟากพระเอกก็มีเบื้องลึกที่หนักแน่นกับดนตรีแจ๊ซของคนผิวดำ
สำหรับรางวัลของนักแสดง ส่วนของนำชายและนำหญิงนั้น ในนอมินี 5 ชื่อจะเป็นนักแสดงผิวสี 1 คน ส่วนนักแสดงสมทบหญิง มีถึง 3 จาก 5 ชื่อนอมินี และนักแสดงสมทบชาย มีผิวสี 1 อินเดีย 1 ที่เหลือเป็นผิวขาว
และผู้ได้รับรางวัล ก็เป็นนักแสดงผิวขาวในส่วนของนักแสดงนำจาก เคซี่ย์ อัฟเฟล็ก และ เอ็มม่า สโตน ส่วนนักแสดงสมทบนั้นผิวสีกวาดไปครองทั้งชายหญิงจาก มาเฮอร์ชาลา อาลี และ ไวโอลา เดวิส
แหม ยังไงผิวขาวก็ยังต้องเด่นกว่าผิวสีสินะ
แต่ที่ Moonlight เอาชนะ La La Land ไปได้แบบหักมุมตอนจบ ก็เหมือนกับผิวสีเอาคืนผิวขาวอยู่กลายๆ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตคือ เวทีออสการ์จะถูกโฉลกกับหนังที่สร้างมาจากชีวิตจริงเสมอ ในปีที่ผ่านๆ มาหนังที่ว่ามักได้รับความสนใจและก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองอยู่บ่อยๆ
อย่างเรื่อง Iron Lady ที่สร้างจากชีวิตของหญิงเหล็ก “นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์” อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษ หรือ The Revenant ที่ทำให้ดิคราปิโอได้ออสการ์ไปนอนกอดเสียที จากเรื่องจริงของนายพรานนำทางเหล่าทหารในป่าลึกที่ถูกทิ้งให้ตายแต่ไม่ตาย หรือบทนักฟิสิกส์ทฤษฎีอัจฉริยะผู้พิการ “สตีเวน ฮอว์คิง” จากการแสดงของ เอ็ดดี้ เรดเมย์น จากเรื่อง The Theory of Everything ที่ปีถัดมาเรดเมย์นก็ได้เข้าชิงอีกจากเรื่อง The Danish Girl เรื่องจริงของผู้ชายแปลงเพศคนแรกของโลก
หรือถ้าไม่ใช่คนก็เป็นเรื่องจากเหตุการณ์จริง เช่น Spotlight เรื่องของกลุ่มนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ขุดคุ้ยเรื่องตุ่ยๆ ในวงการคริสตจักรจนได้รับรางวัลและเกิดกระแสร้อนแรงจากสังคม หรือ Argo เรื่องของการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันให้หลบหนีออกจากประเทศอิหร่านที่เกิดขัดแย้งทางการเมืองกับอเมริกา โดยการสร้างเรื่องว่าพวกเขาเป็นทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์
มาปีนี้ก็ยังมีหนังที่ทำมาจากเรื่องจริงหรือชีวิตจริงหลายเรื่องเหมือนกัน ได้แก่ Jackie ที่ นาตาลี พอร์ตแมน ได้ลุ้นรางวัลจากบทอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา “แจ๊กกาลีน เคนเนดี้”
หรือ Hacksaw Ridge หนังวีรบุรุษสงครามในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผมเพิ่งเขียนถึงเมื่อ 3 ฉบับก่อน
หรือ Hidden Figures ที่สร้างจากเรื่องจริงของ 3 สาวผิวสีในองค์การนาซ่าตามที่เกริ่นไปแล้วข้างต้น หรือเรื่องชวนสนุกของสาวไฮโซที่ฝันอยากเป็นนักร้องโอเปร่า ที่ เมอรีล สตรีพ แสดงไว้ใน Florence Foster Jenkins และได้ชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 20
นี่ยังไม่นับเรื่อง Sully ที่แม้จะไม่ได้เข้าชิงใดๆ แต่ก็นำมาจากเหตุการณ์จริงของกรณีเครื่องบินยูเอส แอร์เวย์ที่ต้องนำเครื่องร่อนลงกลางแม่น้ำฮัดสัน กลางกรุงนิวยอร์กอย่างกะทันหันโดยผู้โดยสารทั้ง 155 คนรอดปลอดภัยราวปาฏิหาริย์ แต่กัปตันมือ 1 ชื่อ “เชสลีย์ ซัลลี ซัลเลนเบอร์เกอร์” ที่ ทอม แฮงก์ แสดง โดนสอบสวน
แสดงว่าภาพยนตร์จากอัตประวัติชีวิต หรือเหตุการณ์จริง ยังคงมีเสน่ห์บนเวทีออสการ์จริงๆ
และที่เป็นประเด็นเบื้องหลังออสการ์ที่เกี่ยวพันกับการเมืองคือ ผู้กำกับฯ ที่ได้รับรางวัลต่างประเทศยอดเยี่ยมเรื่อง Salesman เป็นชาวอิหร่าน ซึ่งทรัมป์เพิ่งประกาศนโยบายห้ามคนในบางประเทศเดินทางเข้าอเมริการวมทั้งอิหร่านด้วย ดังนั้น เขาจึงไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน และไม่ได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวที
ซึ่งรางวัลนี้ ประเทศไทยของเราได้ส่งภาพยนตร์เรื่อง “อาบัติ” ไปชิงชัยด้วย แต่ไม่ผ่านจนถึงรอบสุดท้าย
นี่ถ้า “อาบัติ” ได้เข้ารอบคงได้อารมณ์ดี เพราะในช่วงที่มีการประกาศผลกัน ในเมืองไทยก็เป็นช่วงที่สงครามตำรวจกับพระกำลังเข้มข้นเข้ากับชื่อเรื่อง “อาบัติ” พอดี
แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อหนังที่ชนะรางวัลชื่อว่า Salesman ก็ดูไปกันได้ดีกับ “เซลส์แมนขายบุญ” ในเมืองไทยอยู่ไม่น้อย ว่าไหม?
มาคิดอีกทีถ้าออสการ์ชอบนักกับหนังที่ทำมาจากชีวิตจริง ปีหน้าเราเร่งสร้างเรื่องจริงของพระรูปหนึ่งกันไหม พระหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่ามีชื่อเสียงและชื่อเสียอย่างมากจากข่าวคราวยามนี้
กลัวแต่พอเอาไปฉาย คนดูจะหัวร่อเอาน่ะสิ แล้วชี้นิ้วบอกว่า โม้ๆ วัดอะไรกัน (ฟะ) ถึงใหญ่โตอลังการราวกับทำด้วย CG ประมาณนี้
แล้วอะไรกัน (ฟะ) อีก ที่ตำรวจเป็นพันตามล่าพระรูปเดียวไม่ได้
โอ๊ย…โม้ๆ ไม่เชื่อ มุขนี้ตลกกว่าประกาศผลรางวัลผิดเสียอีก ฮะ ฮะ ฮ่า…สาธุ
