โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน ประวัติศาสตร์ไทยแบบรักชาติสร้างมาไม่นานและล้าสมัยไปแล้ว
- อ่าน หน้าที่’ พลเมือง VS ‘สิทธิ’ พลเมือง
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
2 มิถุนายน 2569 12.52 น. มีข่าวเด่นจากแทบทุกสำนักและระบาดไปทั่วโซเชียลมีเดีย
“ยศชนัน-ประเสริฐ” จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา “ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย”
อ่านข่าวนี้แล้วเกิดความรู้สึกตลกปนเศร้า (หรือที่เรียกว่า “ขื่นขัน”) ขึ้นมาทันที
คำถามแรกสุดที่ผุดขึ้นในใจ…คุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แถลงในฐานะเป็น รมต.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หรือรองนายกฯ ที่ดูแลด้านการศึกษา
ถ้าหาก รมต.อว. คิดจะผลักให้การศึกษาประวัติศาสตร์ระดับอุดมศึกษาเป็นตามข่าวนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังจะก่อความวิบัติเสียหายถอยหลังครั้งใหญ่ไปประมาณ 50 ปี
เพราะสมัยผมเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษานั้น เราก็เลยพ้นไปจากที่ รมต.อว.ได้กล่าวถึงไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าหากท่านแถลงในฐานะที่เป็นรองนายกฯ ดูแลด้านการศึกษา และมุ่งหมายถึงโรงเรียนมัธยมเท่านั้น ก็ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีอะไรถอยหลังไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม
สิ่งที่ทั้งสองท่านกล่าวขัดแย้งในตัวเองหลายอย่าง เช่น
ในขณะที่เน้น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” เช่น “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” แต่กลับบอกว่าไม่เปลี่ยนเนื้อหา…”เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง”
และกล่าวว่าจะ “เน้นการคิดเชิงวิพากษ์เพื่อรักษาอัตลักษณ์ไทย”
คำแถลงเช่นนี้ ข้างหนึ่งต้องการเอาใจคนหัวใหม่ โดยการเน้นสมรรถนะแทนการท่องจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว อีกข้างหนึ่งก็ต้องการเอาใจคนหัวอนุรักษนิยม (หรือไม่ทำให้พวกเขาตกใจ) โดยย้ำว่าเนื้อหาไม่เปลี่ยนแปลง
ในความเห็นของผม…ในบริบทของสังคมและการศึกษาของไทยในขณะนี้นั้น จะบรรลุเป้าหมาย “เพื่อ…” ทั้งสองอย่างนั้นได้ ต้องอย่าคิดเชิงวิพากษ์และอย่าคิดวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์
ถ้าเน้นสมรรถนะให้คิดและกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ก็จะไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ถ้าจะควบคุมให้คิดไปในแบบเดียวเท่านั้น ก็จะต้องเป็นหลักสูตรทำลายสมรรถนะเหมือนที่เคยเป็นมา
อันที่จริง คำแถลงแบบนี้ไม่ต่างจากที่รัฐบาลหลายชุดในหลายสิบปีหลังมักจะทำ ซึ่งล้วนสะท้อนว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่าการศึกษาไทยได้มาถึงจุดที่สมรรถนะในการคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์กับเนื้อหาแบบเก่าๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง…
สองอย่างนี้ไปด้วยกันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
การท่องจำย่อมจำเป็นสำหรับรัฐที่ใช้การศึกษาเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ไม่ได้ต้องการผลิตพลเมืองที่รู้จักคิด เพราะอุดมการณ์นี้จะถูกสงสัยหรือโต้แย้งได้ไม่ยากหากผู้เรียนรู้จักคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์
กล่าวกลับกันได้ว่า ถ้าต้องการให้เยาวชนคิดเป็นและกล้าคิด คงต้องเลิกความพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ราชาชาตินิยมอย่างที่รัฐต้องการ
ผมเคยกล่าวในหลายแห่งถึงการเรียนประวัติศาสตร์ที่ควรจะเป็น และอภิปรายถึงวิชา “หน้าที่พลเมือง” ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อไม่นานมานี้เอง (‘หน้าที่’ พลเมือง VS ‘สิทธิ’ พลเมือง ฉบับ 20-26 กุมภาพันธ์ 2569 )
ประเทศอื่นเรียนวิชา “พลเมือง” ที่ไม่ต้องมีคำว่า “หน้าที่” เพราะคำนี้ผูกติดกับระบบความคิดแบบอนุรักษนิยมของสังคมไทยที่เน้น “หน้าที่” ของพลเมือง แทนที่จะเน้น “สิทธิ” ของพลเมืองอย่างที่หลายประเทศสอนวิชานี้กัน
ในโอกาสนี้ ผมขออนุญาตแนะนำให้ รมต.ทั้งสองท่านหาหนังสือ “สังคมศึกษาทะลุกะลา” มาอ่านด้วย
หนังสือเล่มนี้เป็นความคิดความเห็นของครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องกับวิชาสังคมศึกษาในระดับมัธยม นอกจากเนื้อหาสาระเข้มข้นแล้ว ยังช่วยให้เราเข้าใจไปถึงความอึดอัดของครูและนักการศึกษาต่อวิชาสังคมศึกษาตามที่เป็นอยู่ และช่วยให้เห็นวิสัยทัศน์ของพวกเขาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง (https://www.facebook.com/criticalsocialstudiesth/?locale=th)
สำหรับอุดมศึกษานั้น อย่าพยายามฉุดรั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยให้ถอยหลังไปครึ่งศตวรรษเลย
นอกจากนี้ หวังว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะไม่ยอมให้ อว.มายุ่มย่ามกับวิชาของเขา เพราะเขาคงจะรับไม่ได้กับเนื้อหาสาระที่ถูกกำหนดราวกับเป็นโรงเรียนมัธยม
(ในข้อนี้ แปลกใจว่าคุณยศชนันเคยเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยมาหลายปีและเป็นถึงรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขั้นนำ น่าจะรู้ดีว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยมีอิสระที่จะกำหนดการสอนวิชาที่ตนรับผิดชอบ อธิการบดีก็สั่งเขาไม่ได้ หรือว่าท่านไม่รู้จักการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาจริงๆ หรือว่ารู้ แต่จำเป็นต้องเรื่อยเจื้อยไปตามที่การเมืองกำหนด ผมสงสัยจริงๆ ด้วยความเคารพ)
รมต.ศึกษาธิการแถลงเรื่องวิชาภาษาไทย ดูเหมือนกังวลกับเรื่องเด็กไทยใช้ภาษาแย่ลง มีผลกระทบต่อความเป็นไทย ผมไม่แน่ใจนักว่าปัญหาข้อนี้นั้น แค่ไหนเป็นปัญหาน่าวิตกจริงๆ แค่ไหนเป็นความวิตกของคนที่ต้องการ “แช่แข็ง” ภาษา
ที่สำคัญคือ สะท้อนว่าท่าน รมต.เข้าใจความมุ่งหมายของวิชาภาษาและการใช้ภาษาที่ควรจะเป็นในแบบไหน
คงจะเป็นความจริงว่าเด็กรุ่นปัจจุบันใช้ภาษาไทยในแบบที่คนรุ่นอายุ 50-60 ได้แย่ลง เพราะคนแต่ละรุ่นสร้างสรรค์ปรับแปรภาษาอยู่เสมอ
ไม่เพียงศัพท์แสงที่เปลี่ยนไป รูปประโยคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และเปลี่ยนทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน แม้แต่ภาษาเพลงและภาษากวี แถมเส้นแบ่งระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนบางลงทุกที เป็นต้น
คนรุ่นก่อนทุกรุ่นคงบ่นกันถึงปัญหา “ภาษาวิบัติ” ในหมู่เด็กรุ่นหลังเป็นประจำ เด็กที่เคยถูกตำหนิต่อมาก็กลายเป็นผู้ตำหนิเด็กรุ่นหลังถัดลงไป เพราะเรามักทึกทักว่าภาษาของรุ่นตนเป็นภาษาแบบที่ถูกต้องที่สุด
ถ้าคนไทยสมัยปัจจุบันไปอ่านเอกสารก่อนสมัยรัชกาลที่สี่หรือห้า จะพบว่าการใช้ภาษาไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าตนเองผิดเลยที่ไม่กลับไปใช้ภาษาไทยแบบสมัยนั้น คนรุ่นนั้นก็ไม่รู้สึกผิดที่ไม่ได้กลับไปใช้ภาษาไทยสมัยอยุธยา
แล้วทำไมเราจึงปรารถนาจะจองจำเยาวชนรุ่นปัจจุบันให้อยู่กับภาษาซึ่งใช้ในยุคสมัยรุ่นปู่ย่าตายายของเขาเล่า
โปรดตระหนักว่าการใช้ภาษา (ทุกภาษา) มีความเปลี่ยนแปลงเสมอ ข้ามรุ่นข้ามยุคสมัยก็เปลี่ยนแล้ว
ยิ่งประชาชนคนเดินถนนรู้หนังสือกว้างขวางมากขึ้นเท่าไร และยิ่งพวกเขาสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการสื่อสารแบบมวลชนและในวัฒนธรรมสาธารณะ (popular culture) ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นเท่าไร การใช้ภาษาก็จะเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เร็วขึ้น (ยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนเร็วกว่ายุควิทยุทีวี ซึ่งเปลี่ยนเร็วกว่ายุคสิ่งพิมพ์ ซึ่งเปลี่ยนเร็วกว่ายุคก่อนการพิมพ์ เป็นต้น)
ภาษาอังกฤษปัจจุบันน่าจะต่างไปจากที่ผู้คนคุ้นเคยกันก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ต่างกับก่อนหน้านั้นๆๆๆ จนคนสมัยนี้น่าจะอ่านต้นฉบับของเชกสเปียร์ไม่รู้เรื่อง
ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีข่าวว่าคนสเปนในประเทศสเปนบ่นว่าภาษาสเปนที่ใช้ใน “โลกใหม่” (New World หมายถึงอเมริกากลางและอเมริกาใต้) นั้น ผิดเพี้ยนไปจากภาษาสเปน “ของแท้” อย่างมาก
แต่ลงท้ายโลกต้องยอมรับภาษาสเปนที่แตกหน่อขยายพันธุ์ในโลกใหม่ด้วย เพราะทุกๆ ภาษาเป็นของแท้ในตัวมันเองด้วยกันทั้งนั้น
สำเนียงภาษาอังกฤษแบบอินเดียและแบบมาเลเซีย-สิงคโปร์ก็เป็นภาษาอังกฤษที่แท้พอๆ กับแบบ “ออกซบริดจ์”
วรรณกรรมจำนวนมากเขียนโดยผู้ใช้ภาษาสเปนนอกสเปนได้รับการยกย่องอย่างสูง ย่อมเป็นดัชนีชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ใช่ความวิบัติแต่อย่างใด
ไม่ควรพยายามจองจำการใช้ภาษาให้อยู่ในแบบเดิมๆ ที่คนรุ่นอายุ 50-60 คุ้นเคย แต่ควรพยายามให้นักเรียนได้เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของภาษา เรียนรู้ทั้งภาษาแบบเดิม และโอบรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ด้วย
ความดื่มด่ำในวิชาภาษาไทย มิใช่หมายถึงการกักขังจองจำกับความสละสลวยของภาษายุคสมัยหนึ่ง แต่ปิดกั้นความเปลี่ยนแปลงของภาษา ควรดื่มด่ำกับความสามารถและศักยภาพของภาษาที่เปลี่ยนแปลงปรับตัวไปเรื่อยต่างหาก
วิชาการใช้ภาษา (Language art) ระดับประถมและมัธยมในระบบการศึกษาหลายแห่งที่ถือกันว่าดีนั้น มักเน้นเป้าหมายพื้นฐานตรงไปตรงมาแค่ 2 อย่าง
หนึ่ง เน้นการอ่านเพื่อจับใจความ จับได้ทั้งประเด็นหลัก สาระใหญ่ ใจความรวม และได้ทั้งรายละเอียดที่สำคัญๆ (สำนวนฝรั่งเรียกว่าอ่านแบบเห็นทั้งป่าและต้นไม้ the forest and the trees)
สอง เน้นความสามารถสื่อสารด้วยข้อเขียนอย่างเหมาะสม ทั้งชัดเจนเป็นรูปธรรมสำหรับสาระเชิงประจักษ์ และซับซ้อนเป็นนามธรรมได้สำหรับความคิดและสาระใจความที่เป็นนามธรรม
เหล่านี้คือความหมายของคุณสมบัติ “อ่านออกเขียนได้” ซึ่งเรียนสอนกันตามระดับประถม มัธยม หรือชั้นสูงกว่านั้น
พื้นฐานการ “อ่านออกเขียนได้” ที่เข้มแข็งยังสำคัญมากต่อการเรียนสังคมศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่สูงขึ้นไป และเป็นฐานของสารพัดวิชาชีพอีกด้วย
ประเด็นหนึ่งที่น่าวิตกของการเรียนภาษาไทยก็คือ ทุกวันนี้ แม้แต่นักศึกษาใหม่ที่เข้ามามหาวิทยาลัย แม้จะ “อ่านหนังสือออก” แต่ดูเหมือนความสามารถ “อ่านออกเขียนได้” จะอ่อนมาก
การสอบ PISA ข้อที่ทดสอบความสามารถในการอ่านของนักเรียนมัธยมของไทย จึงได้คะแนนน้อยเป็นประจำ
เอาเข้าจริง ผมมีประสบการณ์กับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกของไทยมาบ้างพอสมควร ผมพบว่าจำนวนมากอ่านหนังสือจับใจความสำคัญไม่ได้ ส่วนมากเห็นแต่ต้นไม้เป็นต้นๆ แยกจากกัน แต่ไม่เข้าใจประเด็นใหญ่หรือไม่เห็นป่า
ความสามารถในการอ่านให้แตกและการคิดวิพากษ์วิจารณ์เกิดได้ยากถ้าหากอ่านฟังยังจับใจความไม่ได้
ตรงนี้น่าจะเป็นปัญหาที่ท่าน รมต.ให้ความสนใจกว่ากระมัง
รมต.ทั้งสองท่านกล่าวว่าจะทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก แต่มองไม่เห็นเลยว่าสิ่งที่ทั้งสองท่านบอกว่าจะปรับปรุงวิชาสังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ และวิชาภาษาไทย จะทำให้เด็กไทยทะลุกะลาและสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกได้อย่างไร
หรือเป็นแค่ถ้อยคำหรูๆ ที่ฟังดูดีกับยุคสมัยปัจจุบัน…แค่นั้น
