เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู |
คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่าน การผลิตครูพันธุ์ใหม่เชิงปริมาณ กับคุณภาพที่น่ากังขา ความจริงอันน่าระคายหู
- อ่าน หยุดการลดคุณภาพการผลิตครู ด้วยการลดเงื่อนไขการคัดคน
- อ่าน ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย การกระจายอำนาจโรงเรียน ที่สุดท้าย ใครดี ใครได้
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
ดังที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว การผลิตจำนวนครูที่ล้นเกินความต้องการนำไปสู่การผลิตครูในระบบที่ไม่สามารถควบคุมทั้งปริมาณและคุณภาพได้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างกว้างขวางไปทั้งคุณภาพครู คุณภาพการศึกษาและเรื่องอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จำนวนครูที่ถูกผลิตออกมาในไทยอยู่ในราว 2-3 หมื่นคน/จำนวนประชากร 70 ล้านคนเทียบกับประเทศต่างๆ ก็อาจไม่ได้หนีกันมากมายนัก เช่น สิงคโปร์ (ประชากรราว 6 ล้านคน) ผลิตราวพันกว่าคน, เยอรมนี (ประชากร 84 ล้านคน) ผลิตราว 4-5 หมื่นคน (รวมทั้งปริญญาตรีและสูงกว่า) อังกฤษ (ประชากรราว 67 ล้านคน) ผลิตราว 3 หมื่นคน (รวมปริญญาตรีและสูงกว่า) เกาหลีใต้ (ประชากร 51 ล้านคน) ขึ้นชื่อว่าผลิตออกมากจนล้นความต้องการก็อยู่ที่จำนวน 5 หมื่นกว่าคน, ญี่ปุ่น (ประชากร 120 ล้านคน) ผลิตราว 1 แสนคนต่อปี และสหรัฐอเมริกา (ประชากร 341 ล้านคน) ที่ผลิตปีละ 150,000 คน (ในส่วน teacher preparation program เท่านั้น ไม่นับการเรียนเพิ่มเติมในโครงการ Teach for America)
แต่หากมองผู้เข้าสอบครูของไทยในแต่ละปี มีจำนวนผู้สอบสะสมมาจากผู้ผิดหวังในปีก่อนๆ นับแสน เช่น ปี 2566 มีราว 160,000 คน ปี 2567 มีผู้มาสอบเกือบ 150,000 คน ตัวเลขนี้ย่อมนำไปสู่การต้องครุ่นคิดถึงมันอย่างจริงจัง
แหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าวย่อมแตกต่างกันไป บางประเทศควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำผ่านสถาบันผลิตครู บางแห่งเป็นระบบเปิด นั่นคือ ให้ผู้จบปริญญาตรีศาสตร์อะไรก็ได้ไปเรียนวุฒิครูเพิ่มเติม แล้วมีสิทธิ์สอบครูได้ บางแห่งให้เทียบจากประสบการณ์ชีวิต เช่น ที่ฝรั่งเศสให้ผู้ปกครองที่บุตร 3 คนขึ้นไป สามารถเข้าสอบแข่งขันเป็นครูได้ เช่นเดียวกับการเป็นนักกีฬาที่มีประสบการณ์ ส่วนเกาหลีใต้ที่ถูกมองว่าผลิตครูมาล้นตำแหน่งที่มี เพื่อนำไปสู่การแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และมีข้อสอบเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดเลือกคุณภาพคนอย่างจริงจัง
ลดกำลังการผลิตครู
เราเริ่มจากปัญหาแรกว่าด้วยปริมาณการผลิตครู คำถามคือ การผลิตครูจำนวนมากเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอยู่หรือไม่ ในสถานการณ์จำนวนบัณฑิตจบครูเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประชากรที่เป็นนักเรียนกลับลดลงแบบดิ่งเหว สำหรับผู้เขียนเห็นว่า แม้ว่าเราอาจไม่สามารถทำระบบปิด 100% แบบสิงคโปร์ได้ แต่สมควรที่รัฐจะลดกำลังการผลิตครูจากสถาบันต่างๆ ลง
ขณะนี้มีโครงการที่พยายามผลิตครูในระบบปิดอยู่ 2 ระบบ ระบบแรกเรียกว่า “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” (พ.ศ.2559-2572) ระยะที่ 1 ที่ประกันการมีงานทำ และมีงบประมาณให้ระหว่างเรียนเพื่อหวังสร้างครูคุณภาพ โดยตั้งเป้าผลิต 10 รุ่นระหว่างปี 2559-2568 เป็นจำนวนถึง 48,374 อัตรา ยังรวมถึงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโททั้งในและต่างประเทศ ประเภทละ 50 คน
ระบบที่ 2 เรียกว่า “โครงการทุนครูรักษ์ถิ่น” ที่รับผิดชอบโดยกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการดังกล่าวเน้นการผลิตครูเพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นครู และกลับไปเพิ่มโอกาสให้นักเรียนในชุมชน โดยวางเป้าหมายที่ผลิตปีละประมาณ 300 คน จำนวน 5 รุ่น รวมเป็นตัวเลข 1,500 คน
ล่าสุดนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็จะทำสิ่งที่เรียกว่า “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” ในระยะที่ 2 จะทำการผลิตอย่างต่อเนื่อง ถึง 9 รุ่น (ปี 2570-2578) จำนวน 16,033 คน เริ่มบรรจุในปี 2574-2582 เฉลี่ยแล้วปีละราว 1,780 คน น้อยลงกว่าระยะที่ 1 อย่างมาก เมื่อเทียบกับข้อมูลเกษียณและความต้องการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปี 2570 ต้องการ 5,720 คน, ปี 2571 อยู่ที่ 5,912 คน, ปี 2572 เพียง 5,899 คน และปี 2573 เพียง 5,528 คน
ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2570-2573 แล้วก็อยู่ที่ 5,764 คน เมื่อเทียบกับการผลิตเฉลี่ยต่อปี ก็ถือว่าอยู่ในสัดส่วนราว 30.88% นั่นหมายความว่า ตำแหน่งที่เหลือให้แข่งขันก็ยิ่งน้อยลงอีก เหลือเพียงปีละราว 4,000 ตำแหน่ง (ขณะที่ไทยผลิตครูออกมาปีละราว 25,000 คน) คำถามคือ ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะเริ่มรับนักศึกษา จะใช้เกณฑ์ใดจัดสรรโควต้าการผลิตให้กับสถาบันผลิตครู เนื่องจากหากดูจากโครงการครูรักษ์ถิ่นปี 2569 จะพบว่ามีเพียง 10 สถาบันการศึกษาเท่านั้นที่ได้โควต้าผลิต และเข้าใจว่าสัมพันธ์กับเขตทุรกันดารที่ขาดแคลนครู
จากประเด็นการผลิตครูนี้ ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ
ประการแรก ในระยะสั้น สำหรับโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ควรกำหนดเกณฑ์ให้ชัดเจน และประกาศเกณฑ์ล่วงหน้าเพื่อความเป็นธรรม น้ำหนักที่ใช้พิจารณาโควต้าการผลิตของแต่ละแห่ง อาจเป็นจำนวนของบัณฑิตที่สอบติดครูผู้ช่วย ซึ่งใช้เกณฑ์พื้นที่ในระดับจังหวัด-ภูมิภาคเป็นตัวคำนวณ เพื่อมิให้เป็นการกระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่อย่างเดียว เช่น ภายใน 3 ปี สถาบันใดสามารถสอบบรรจุครูผู้ช่วยได้ในอัตราส่วนที่มาก ก็ควรจะได้รับน้ำหนักการพิจารณาโควต้าการผลิตได้มาก ผลการสอบไม่ดูย้อนหลัง แต่มองที่การสอบที่จะมาถึง เพื่อให้สถาบันผลิตครูมีเวลาเตรียมพร้อมบัณฑิตของตน ส่วนเกณฑ์เชิงพื้นที่โควต้าการผลิตครูเช่นนี้ ควรกระจายตัวไปในภูมิภาคต่างๆ ที่สะท้อนกับจำนวนประชากรนักเรียน และอัตรากำลังเกษียณในพื้นที่
ประการที่ 2 ในระยะยาว โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นระบบปิดอาจเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นเป็น 50% หรือมากกว่านั้น จนกลายเป็นระบบการผลิตหลัก เพื่อให้การแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำเข้มข้นมากขึ้น
ประการที่ 3 การลดกำลังการผลิตจากปีละ 2-3 หมื่นคน มีความจำเป็นต้องลดลง โดยอาจพิจารณาด้วยเกณฑ์ต่างๆ ในรายหลักสูตรของวิชาเอกต่างๆ เช่น วิชาเอกใดที่มีความต้องการน้อย แต่อัตราส่วนการสอบแข่งขันสูงมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แห่งใดที่มีการผลิตมากเกิน 1 ห้อง (30 คน) อาจจำเป็นต้องพิจารณาลดลงเหลือ 2 ห้องหรือห้องเดียว
การดำเนินการเช่นนี้ หมายถึง การทำให้ระบบเพิ่มการคัดกรองให้เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการผสมผสานระหว่างระบบปิด แบบโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่ควรจะเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น ไปพร้อมกับการผลิตครูตามปกติ เมื่อแต่ละสถาบันมีกำลังการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกัน 2 ระดับ นั่นคือ ระดับหลักสูตรจะต้องแข่งขันกันผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพมากพอที่จะไปคว้าโควต้าโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ขณะที่ระดับนักศึกษาเองก็จะถูกคัดกรองด้วยการสอบเข้าเรียนอย่างเข้มข้นมากขึ้น จะทำให้สามารถกรองผู้ที่ความสามารถไม่มากพอออกไปได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ลดกำลังการผลิตครู
เพิ่มการเสริมแรงให้แก่โรงเรียน
และแหล่งเรียนรู้
หลายคนในสถาบันการผลิตครูอาจเป็นห่วงว่า การลดกำลังการผลิตนั้นจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการองค์กร เช่น เมื่อนักศึกษาจำนวนลดลงจะส่งผลต่อภาระการสอนของอาจารย์หรือไม่ เพื่อความเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ รัฐบาลควรมีนโยบายที่แสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจังโดยลดผลกระทบโดยตรง เพราะจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนภาระงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยให้ยืดหยุ่นที่ไม่จำกัดอยู่เพียงการสอนนักศึกษาปริญญาตรีด้วย
การให้คำมั่นว่า ภาระงานแต่ละแห่งนั้นควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาระการสอนขั้นต่ำลง โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็กที่ประสบปัญหาภาระสอนมากกว่ามหาวิทยาลัยขนาดใหญ่
แต่ในอีกด้าน สถาบันการผลิตครูควรจะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยเฉพาะคณะด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง มิควรปิดตัวอยู่เฉพาะในห้องเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ควรไปแตะขอบฟ้าการสร้างและพัฒนาการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและแหล่งเรียนรู้ในเขตบริการ
ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้คณาจารย์ลงพื้นที่ไปกับโรงเรียนเพื่อบริการวิชาการในรูปแบบต่างๆ เช่น ร่วมกับครูในโรงเรียนต่างๆ ทำวิจัยเชิงเปรียบเทียบกัน บางศาสตร์อาจลงไปช่วยสอนในวิชาเฉพาะ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ภาษา ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆ เช่น การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น, หนังสือเรียนที่เกิดขึ้นจากการวิจัย ฯลฯ
การจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น และอาจไม่จำกัดอยู่ที่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ด้วยซ้ำ ปัจจุบันเราตระหนักกันดีว่า สังคมไทยขาดพื้นที่สำหรับการเรียนรู้นอกโรงเรียน สำหรับเด็กและเยาวชนทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ต้องเสียค่าบริการในห้างร้านและสวนสนุกต่างๆ ไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศเปิดหูเปิดตา การบูรณาการข้ามศาสตร์และคณะต่างๆ สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเชิงกายภาพอย่างพัฒนาสนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น หรือในเชิงการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ การเล่นอิสระ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น และสร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนได้อย่างกว้างขวาง เพราะการพัฒนาการศึกษานั้นกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าแค่การผลิตครู และที่สำคัญ แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหางานสำรองให้ แต่เป็นการกรุยทางวางรากฐานเพื่อสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่พื้นฐาน
จากสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จะทำให้เกิดการแข่งขันกันตั้งแต่ต้นน้ำในกระบวนการผลิตครู นั่นคือ การคัดเลือกผู้ที่จะเข้าเรียนอย่างเข้มข้น ไปจนถึงการพัฒนานักศึกษาและการจบการศึกษา การผลิตครูคุณภาพยังมีปัจจัยอื่นที่จะกล่าวต่อไป นั่นคือ การคัดคนด้วยข้อสอบ และการหล่อเลี้ยงพวกเขาด้วยสภาพแวดล้อมของระบบใหม่ๆ ที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
