เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
ปัญหาอลหม่านเรื่องคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ในช่วงโค้งสุดท้าย
ฟุตบอลโลก 2026 จะโม่แข้งกันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม 2569 โดยมี 3 ชาติอย่าง สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วม
ก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกันหลากหลายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ย้อนให้เห็นภาพว่า ทำไมฟุตบอลโลก 2026 ประเทศไทยถึงปิดดีลซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ยากเย็น
ฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ปลดล็อกถอด “ฟุตบอลโลก” ออกจากกฎ Must have
หลักการเข้าใจง่ายๆ คือ เมื่อก่อนมีกฎ Must have ระบุชัดว่า ภาครัฐต้องจัดหาซื้อลิขสิทธิ์ให้คนไทยได้ดูแบบฟรีๆ
แต่เมื่อถอดฟุตบอลโลกออกไป ทำให้ภาคเอกชนสามารถลงแข่งขันเพื่อยื่นบิดลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพื่อนำมาแสวงหาผลกำไรได้
เป็นการนำการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทยกลับสู่ตลาดธุรกิจกีฬาแบบเต็มตัว และภาครัฐก็ไม่มีหน้าที่นำเงินหลวงไปซื้อลิขสิทธิ์เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาอีกต่อไป
หลายเดือนก่อนหน้านี้ JAS เป็นรายแรกที่ไปตั้งโต๊ะเจรจากับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์ แต่พอกลับมาเมืองไทยออกข่าวว่า ค่าลิขสิทธิ์สูงเกินไป JAS ไม่ไหว อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ
จากนั้นภาครัฐนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศแน่วแน่ว่า คนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลก 2026 พร้อมกับมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์หาช่องทางดำเนินการ
แต่ปรากฏว่า ประชาชนอีกฝั่งของไทยออกมาคัดค้านเพราะค่าลิขสิทธิ์ที่ถูกเรียกเก็บเวลานั้นอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท บวกค่าภาษีอีก 300 ล้านบาท รวมที่ต้องจ่าย 1,600 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนในเรื่องของสงครามตะวันออกกลาง จึงไม่เห็นด้วยที่จะนำเงินภาษีประชาชนไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก รวมถึงประชาชนอีกกลุ่มของไทยไม่ได้ติดตามหรือสนใจในเรื่องของฟุตบอล
รัฐบาลจึงตัดสินใจยุติการเดินหน้าเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026
เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย กลุ่มคอบอลต่างๆ ยังคงลุ้นระทึกเพื่อหวังได้ดูฟุตบอลโลก 2026 กระทั่ง JAS หวนกลับมาเจรจากับฟีฟ่า เพื่อต่อรองราคากัน โดย ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS เจรจาช่วงโค้งสุดท้ายกับ ฟีฟ่า ซึ่ง JAS ต้องการราคาใกล้กับที่เวียดนามจ่ายอยู่ที่ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนฟีฟ่ายืนกรานราคาที่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท
วงในหลายฝ่ายเชื่อกันลึกๆ ว่า JAS เล่นเกมดึงราคากับฟีฟ่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดและการเจรจาต่อรอง ยิ่งใกล้วันเตะ ฟีฟ่าจะลดราคาให้ JAS แต่ ณ วันที่ 10 มิถุนายน ก่อนเตะเพียง 1 วัน JAS ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการปิดดีลซื้อลิขสิทธิ์ จนหลายฝ่ายเริ่มศึกษาวิธีการในการหาช่องทางในการรับชมฟุตบอลโลก 2026 กัน สำรองไว้แล้ว
ในภูมิภาคอาเซียนก่อนเตะเพียง 1 วัน ประเทศไทย เป็นเพียงชาติเดียวที่ยังปิดดีลซื้อลิขสิทธิ์ไม่สำเร็จ
ส่วนชาติอื่นในอาเซียนสามารถตกลงซื้อลิขสิทธิ์สำเร็จ ได้แก่ กัมพูชา : HANG MEAS VIDEO / อินโดนีเซีย : TVRI Indonesia / ฟิลิปปินส์ : Aleph Group / สิงคโปร์ : Mediacorp / ติมอร์-เลสเต : ETO – TELCO / เวียดนาม : VTV – Vietnam Television / มาเลเซีย : Total Sports / ลาว : Unitel Laos / บรูไน : Radio Television Brunei / เมียนมา : Mytel

ฟุตบอลโลก 2026 ฟีฟ่า ประเมินว่าจะสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 127,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งตอนนั้นฟีฟ่าโกยไป 111,000 ล้านบาท
ปัจจัยหลักที่ราคาสูงขึ้นเป็นผลจากขยายการแข่งขันจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม เพิ่มจำนวนแมตช์ทั้งหมดจาก 64 เป็น 104 แมตช์ และแต่ละประเทศราคาไม่เท่ากัน
ถ้าแบ่งตามรายทวีป ยุโรป มีมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ลำพังสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียวก็มากถึง 350 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 38% ของทั้งโลก ส่วนทวีปเอเชียและโอเชียเนีย มีมูลค่ารวมกันประมาณ 720 ล้านดอลลาร์
ทวีปอเมริกาเหนือ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ฟีฟ่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ทวีปอเมริกาใต้ และแอฟริกา มีมูลค่าประมาณ 360 ล้านดอลลาร์ และ 200 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
เมื่อแบ่งตามประเทศ Fox Sports เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาษาอังกฤษ และ Telemundo ได้สิทธิ์ในตลาดฮิสปานิค (พูดสเปน) มูลค่ารวมกันราว 37,200 ล้านบาท ทำให้สหรัฐเป็นประเทศที่จ่ายสูงที่สุด
The BBC and ITV ของอังกฤษ มูลค่า 11,450 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งฟรีทีวี, วิทยุ, เสียง และสตรีมมิ่ง, ฝรั่งเศส เป็นสิทธิ์ของ M6 มูลค่า 4,900 ล้านบาท, เยอรมนี Deutsche Telekom ถือครองลิขสิทธิ์หลัก 3,900 ล้านบาท
ส่วนของทวีปเอเชีย เกาหลีใต้ JTBC ได้ไปในราคา 4,000 ล้านบาท จีน นำโดยสถานีของรัฐ CCTV ต่อรองได้เหลือ 1,960 ล้านบาท จากที่ตอนแรกเคยโดนโก่งราคาถึง 9,800 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ อินเดีย 1,300-1,960 ล้านบาท นี่ก็ได้ลดราคาจากที่ฟีฟ่าเคยตั้งราคาแรกถึง 3,200 ล้านบาท ส่วนมาเลเซีย ตกลงจ่ายไป 1,100 ล้านบาท มาจากเงินภาครัฐส่วนหนึ่งบวกกับเงินของเอกชน
เวียดนาม เป็นลิขสิทธิ์ของ VTV ได้ในราคา 490 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับบอลโลก 2022
ไม่ว่าฟุตบอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดหรือไม่
เราต้องยอมรับในกลไกตลาดธุรกิจกีฬาโลก ที่เป็นเรื่องสากลยอมรับกัน เป็นเรื่องของการแข่งขันในภาคธุรกิจ ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้คนไทยได้รับชมกัน
เว้นเสียแต่ว่า อนาคตทีมชาติไทย ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก รัฐบาลก็ควรดำเนินการเพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน
แต่ในกรณีฟุตบอลโลก 2026 เมื่อภาครัฐตัดฟุตบอลโลก ออกจากกฎ Must have แล้ว รัฐบาลก็ไม่มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการ
ถ้าจะเข้าไปดำเนินการหลังจากนี้ เช่น ฟุตบอลโลก 2030 ก็เอา “ฟุตบอลโลก” กลับไปใน Must have
แต่ต้องชั่งใจให้ดี เพราะฟุตบอลโลกไม่ใช่เรื่องของทุกคนในประเทศไทยที่จะให้ความสนใจ…
