bg-single

มองโลกปี 2017 และหลังจากนั้น : ขบวนแถวตะวันตก ความเรรวนและการเสริมแนวรบใหม่

21.03.2017

ขบวนแถวตะวันตก

: ความเรรวนและการเสริมแนวรบใหม่

ตามประเพณีระเบียบโลก สหรัฐเป็นผู้จัดระเบียบ เป็นตำรวจโลก เป็นผู้แก้ปัญหา ส่วนประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนานั้นเป็นผู้มีปัญหา ที่มีมากอาจกลายเป็น “แกนแห่งความชั่วร้าย” ได้ แต่ขณะนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไป สหรัฐกลายเป็นประเทศมีปัญหาขึ้นมาเสียเอง เกิดความระส่ำระสาย แตกแยก แย่งชิงอำนาจกันภายในอย่างดุเดือด นักวิชาการปีกขวาบางคนถึงกับกล่าวว่า สหรัฐได้กลายเป็นรัฐล้มเหลวไปแล้ว ความระส่ำระสายในสหรัฐได้เร่งให้ความเรรวนในขบวนแถวตะวันตก ได้แก่ สหภาพยุโรปรุนแรงขึ้นไปอีก ความเรรวนดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวทุกวัน ในที่นี้จะยกตัวอย่าง 2 เรื่องด้วยกันได้แก่

(ก) รายงาน บทความและคำปราศรัยเนื่องในการประชุมความมั่นคงที่มิวนิก 2017

(ข) ทัศนะของนักวิชาการปีกขวาบางคน

ก)

การประชุมความมั่นคงที่มิวนิก 2017 เป็นการจัดประชุมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศโดยองค์กรอิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลก (จัดครั้งแรกปี 1963) ในการประชุมปีนี้ มีนักวางแผนความมั่นคงกว่า 500 คน จากทั่วโลก เข้าร่วมเป็นประมุขรัฐและรัฐบาล 25 ประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม 80 คน

นอกจากนี้ ยังมีรองประธานาธิบดี รัฐมนตรีกลาโหม และวุฒิสมาชิกอาวุโสจากสหรัฐมาปราศรัยด้วย

 

สําหรับ “รายงานความมั่นคงมิวนิก” นั้น จัดทำมาตั้งแต่ปี 2015 ฉบับนี้เป็นฉบับที่สาม มองแง่ร้ายมากขึ้นตามสถานการณ์ โดยเห็นว่าโลกตะวันตกกำลังถูกคุกคามจาก

(ก) “การเมืองหลังความจริง” ได้แก่ การปลุกปั่น สร้างข่าวเท็จแบบประชานิยม ที่เป็นอันตรายต่อเสรีประชาธิปไตย และการปกครองของกฎหมาย

(ข) “โลกหลังตะวันตก” เนื่องจากความอ่อนแอภายใน การคุกคามจากลัทธิทรัมป์ และการเติบใหญ่ของจีน-รัสเซีย กับทั้งอำนาจระดับภูมิภาค

(ค) “โลกหลังระเบียบแบบเสรีนิยม” เป็นโลกไร้ระเบียบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการปกครองของกฎหมาย ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามอำเภอใจ

สรุปเป็นสถานการณ์ใหญ่ได้สองประการ ได้แก่

(1) การท้าทายจากประชานิยมและการต่อต้านโลกาภิวัตน์ในโลกตะวันตก การเกิดขึ้นของการเมืองแห่งความหวาดกลัวในโลกหลังความจริง เสรีภาพในการแสดงออกลดลงทั่วโลก การแตกร้าวของระเบียบโลกแบบเสรีนิยม

(2) โลกหลังตะวันตก เป็นโลกหลังระเบียบหรือไร้ระเบียบ ที่เป็นปัญหามาก ได้แก่ นโยบายแบบทำฝ่ายเดียวและเป็นชาตินิยมของสหรัฐมากขึ้น (หลักการ “อเมริกาก่อนชาติใด”) ไม่ให้ความสำคัญแก่สหภาพยุโรปว่าเป็นแกนหนึ่งในการสร้างระเบียบและการพัฒนา ซึ่งอาจทำให้เกิดการแตกเป็นเสี่ยง เกิดอำนาจภูมิภาคที่กำหนดเกมกติกาในเขตอิทธิพลของตน ปัญหาที่ซีเรียและยูเครนไม่สงบ เกิดโลกไร้ระเบียบ เนื่องจากไม่มีมหาอำนาจใดทั้งสหรัฐและจีนมาปกป้องระเบียบโลกนี้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาผู้อพยพลี้ภัย การก่อการร้าย และการใช้อาวุธชีวภาพ

(ดูรายงาน Munich Security Report 2017- Post-Truth, Post-West. Post-Order? ใน eventanizer.com กุมภาพันธ์ 2017)

รายงานนี้ ด้านหนึ่งชี้ให้เห็นภัยคุกคามร้ายแรง อีกด้านหนึ่งก็เป็นเวทีปรึกษาหารือเพื่อการเสริมแนวรบใหม่ให้กระชับและมีความเป็นเอกภาพขึ้นซึ่งแนวรบใหญ่ต่อไปจะเป็นการต่อสู้ระหว่างลัทธิโลกาภิวัตน์กับลัทธิชาตินิยม เสรีประชาธิปไตยกับลัทธิอำนาจนิยม ระเบียบโลกแบบเสรีนิยมกับระเบียบโลกแบบแตกเป็นส่วนๆ ไปจนถึงการต่อสู้ระหว่างโลกตะวันตกกับประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ยอมรับระเบียบโลกแบบเสรีนิยม

หลังจากเสริมแนวรบแล้ว คาดว่ากลุ่มอำนาจเดิมจะเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ทรัมป์ 2 เกิดขึ้นง่ายๆ อีกต่อไป

 

ในด้านบทความ ยกตัวอย่างของ วูล์ฟกัง อิสชินเจอร์ ผู้นี้เคยเป็นเอกอัครทูตประจำสหรัฐ เป็นประธานการประชุมความมั่นคงมิวนิก และเป็นศาสตราจารย์ด้านนโยบายความมั่นคงและการปฏิบัติทางการทูต ชี้ว่า ลัทธิทรัมป์ได้กลายเป็นสิ่งทดสอบความเข้มแข็งของยุโรป ทั้งยังทดสอบต่อความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก และกระทั่งต่อทั้งโลก

นโยบาย “อเมริกันต่อชาติอื่น” ของทรัมป์ เป็นปรปักษ์ต่อนโยบายต่างประเทศแบบสากลนิยมที่ปฏิบัติมานานถึง 80 ปี

บทความเห็นว่า ในสายตาของทรัมป์นั้น ความเป็นหุ้นส่วน การเป็นพันธมิตร กฎระเบียบ และพิธีการทูตไม่มีความหมายอะไร แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรด่วนถือว่าสหรัฐไม่ใช่หุ้นส่วนของยุโรป เพราะว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกทรัมป์ แม้แต่ผู้อยู่ในฝ่ายบริหารของทรัมป์เองบางส่วนก็สนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนข้ามแอตแลนติก

นอกจากนี้ ทั่วโลกก็ยังเห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ เช่น จีนเห็นว่ายุคใหม่ของลัทธิกีดกันการค้าเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะยกยุโรปมาเทียบชั้นกับสหรัฐ และการแยกความมั่นคงของยุโรปจากสหรัฐก็ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนมาก

บทความสรุปว่า “แทนที่จะรอคอยในความหวาดกลัวว่าทรัมป์จะทวีตอะไร เราชาวยุโรปควรจะวางรากฐาน สำหรับยุโรปที่เข้มแข็ง สามารถปฏิบัติการได้ และยึดมั่นในค่านิยมของตะวันตก จากจุดนี้เราจะสามารถตอกย้ำ ผลประโยชน์ใจกลางของเราต่อหน้าสหรัฐด้วยความมั่นใจ”

(ดูบทความของ Wolfgang Ischinger ชื่อ How Europe Should Deal With Trump ใน project-syndicate.org 15.02.2017)

 

สําหรับคำปราศรัย จะใช้ตัวอย่างจากคำกล่าวนำของนักการเมืองรุ่นลายครามของสหรัฐคือ จอห์น แม็กเคน ที่เข้าใจได้ว่าผู้จัดตั้งใจจะเชิญมาปราศรัย “อัด” ทรัมป์โดยเฉพาะ เขาได้รับเชิญมากล่าวนำช่วงการประชุมเรื่อง “อนาคตของยุโรป : หายนะหรือฟื้นสู่ฐานะเดิม” แม็กเคนชี้ว่าโลกตะวันตกในปี 2017 นี้ตกอยู่ในอันตรายเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าสมัยโอบามาเสียอีก สาเหตุมาจากลัทธิทรัมป์ (เขาไม่ได้เอ่ยชื่อตรงๆ) ได้แก่

(ก) การหันเหไปจากค่านิยมสากลไปสู่เรื่องเชื้อชาติ และลัทธิแบ่งพวก

(ข) การสร้างบรรยากาศความชิงชังต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย และชนชาติส่วนน้อย โดยเฉพาะมุสลิม

(ค) การหันไปเล่นหูเล่นตากับลัทธิอำนาจนิยม (หมายถึงรัสเซีย) และสร้างความเพ้อฝันต่อระบบนี้ให้มีค่าเท่ากับหลักความประพฤติของเรา แม็กเคนย้ำว่า “(สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ) ประชาชนของเราจำนวนมากรวมทั้งในประเทศของผมเอง ได้ทิ้งขว้างตะวันตกไป พวกเขาเห็น (ตามที่ทรัมป์ปลุกปั่น) ว่ามันเป็นข้อตกลงที่ไม่ดี ซึ่งเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหาก ไม่มีข้อตกลงนี้…และขณะที่ชาติตะวันตกยังมีอำนาจที่จะรักษาระเบียบโลกของเรา แต่ไม่ชัดเจนว่า เรามีกำลังใจที่จะทำเช่นนั้น”

(ดูรายงานข่าวของ Aaron Blake ชื่อ John McCain just systematically dismantled Donald Trump”s entire worldview ใน The Washington Post 17.02.2017)

อนึ่ง นายพลจิม แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐได้รับเกียรติเป็นองค์ปาฐกร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี ในการเปิดการประชุม เขาพูดอย่างสั้นๆ เน้นความสำคัญของนาโต เพื่อปลอบใจพันธมิตรที่ขวัญผวาจากทวีตของทรัมป์

ความขัดแย้งระหว่างลัทธิทรัมป์กับระบบอำนาจเดิมจำนวนมากสามารถเจรจาต่อรองได้ แต่ที่ไม่อาจต่อรอง ประนีประนอมได้ คือกลุ่มทรัมป์ต้องการทำลายกลไกของกลุ่มอำนาจเดิม ต้องการระบายน้ำจากบึงเก่ามาสู่บึงใหม่ที่ทรัมป์และพวกสร้างขึ้น ดังนั้น ต่างฝ่ายจึงมีความคิดทฤษฎีคนละชุด ภาษาคนละภาษา (เช่นคำว่า “ข่าวปลอม” มีความหมายคนละอย่าง) มวลชนคนละกลุ่ม (ต้นเดือนมีนาคมนี้ฝ่ายทรัมป์ได้จัดชุมนุมมวลชนหลายหมื่นคนในนิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ)

ทั้งสองฝ่ายกำลังเสริมแนวรบของตน

 

ในด้านทัศนะของนักวิชาการปีกขวา จะยกทัศนะของ ฟรานซิส ฟูกูยามา ผู้นี้ได้เขียนหนังสือชื่อ “ปลายทางประวัติศาสตร์” (1992) ชี้ว่าหลังสงครามเย็นที่สหภาพโซเวียตล่มสลายเป็นการสิ้นสุดประวัติศาสตร์พัฒนาการทางอุดมการณ์ โดยอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยของตะวันตกที่สหรัฐเป็นแกน ได้กลายเป็นจุดสูงสุดของวิวัฒนาการสังคมวัฒนธรรมมนุษย์

แต่เมื่อถึงปลายปี 2016 เขาได้เขียนบทความชื่อ “สหรัฐเป็นรัฐล้มเหลว” เป็นการกลับตาลปัตรทางความคิดอย่างเหลือเชื่อ เขาเห็นว่าทรัมป์ชี้ปัญหาใหญ่สองอย่างในสังคมอเมริกันได้ถูกต้อง คือ ความเหลื่อมล้ำ และการที่ระบบการเมืองถูกชักใยโดยกลุ่มผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย แต่ก็เข้าใจปัญหาผิด (เช่น เข้าใจว่าเกิดจากการทำข้อตกลงที่ไม่ดี หรือเกิดจากผู้อพยพลี้ภัย) และย่อมไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้

“ภาวะแห่งความเคลิ้มสุขอันเนื่องจากความสำเร็จของตะวันตกผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถปัดความเป็นไปได้ที่ว่า เรากำลังเผชิญกับความยุ่งเหยิงทางการเมือง ซึ่งเทียบได้กับการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในรุ่นที่แล้ว”

(ดูบทความของ Francis Fukuyama ชื่อ American is a Failed State ใน prospectmagazine.co.uk 13.12.2016)


เศรษฐกิจเป็นแบบโลกาภิวัตน์

การเมืองเป็นแบบชาตินิยม

มรดกความระส่ำระสายของตะวันตก

ความระส่ำระสายในโลกตะวันตกข้างต้น เมื่อสาวให้ลึกลงไปพบว่า เกิดจากการปฏิวัติแบบทุนนิยมที่ไม่ถึงที่สุด ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ที่สังเกตเห็นได้แก่ คาร์ล มาร์กซ์ (1818-1883) นักปฏิวัติสังคมนิยมชาวเยอรมัน เขาได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ในการปฏิวัติฝรั่งเศสที่มีการโค่นล้มระบอบราชาธิปไตยและก่อตั้งระบอบสาธารณรัฐขึ้น แต่ นโปเลียน โบนาปาร์ต (1769-1821) นายทหารสำคัญของฝรั่งเศสแม้ยังคงเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ก็สมยอม กับระบอบราชาธิปไตย สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ (1804-1814) เปลี่ยนสาธารณฝรั่งเศสที่หนึ่งเป็นจักรวรรดิ ฝรั่งเศสที่หนึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง

แต่ประวัติศาสตร์ยังซ้ำรอย หลานชายของพระองค์คือ พระเจ้าหลุยส์-นโปเลียน โบนาบาร์ต สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (1852-70) ที่มาร์กซ์กล่าวว่า กลายเป็นละครตลกไป การปฏิวัติชนชั้นนายทุนแบบไม่ถึงที่สุดนี้ ทำให้ระบบทุนหวนมาคืนดีกับระบอบราชาธิปไตย ทำให้การพัฒนาระบบทุนในหลายประเทศใหญ่ของยุโรปดำเนินไปภายใต้ระบอบราชาธิปไตย เช่น จักรวรรดิเยอรมนี และจักรวรรดิรัสเซีย

การปฏิวัติสังคมนิยมที่ก่อตัวตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ได้อภิปรายปัญหานี้อย่างแท้จริง เห็นว่าแม้การปฏิวัติสังคมนิยมจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศหนึ่ง แต่จำต้องมีลักษณะสากล ต้องขยายการปฏิวัติไปทั่วโลก เรียกว่า “การปฏิวัติถาวร”

มาร์กซ์เองได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดตั้งสากลนิยมที่หนึ่งขึ้น (1864-1876) ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อความคิดทางการเมืองทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่น ในอังกฤษมีการตั้งสมาคมเฟเบียนของนักคิดนักเขียน ตั้งแต่ปี 1884 เป็นสังคมนิยมแบบปฏิรูป

การปฏิวัติรัสเซีย (1917) ซึ่งเป็นการปฏิวัติสังคมนิยมครั้งแรกในโลกปัญหาสากลนิยมชนชั้นกรรมาชีพและการปฏิวัติถาวรเป็นไปอย่างแหลมคม ผู้ที่เสนอการปฏิวัติถาวรได้แก่ ลีออน ทรอตสกี (1879-1940) เขาได้พัฒนาแนวคิดการปฏิวัติถาวรตั้งแต่ปี 1904 แต่พ่ายแพ้ในศึกชิงอำนาจกับสตาลินที่เสนอนโยบาย “สังคมนิยมในประเทศเดียว” ทรอตสกีต้องลี้ภัยจากสหภาพโซเวียตในปี 1929 และตั้งสากลนิยมที่สี่ขึ้น (1938 ปัจจุบัน ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในทวีปอเมริกา)

ในทัศนะของทรอตสกี ลัทธิสตาลินเป็นการทรยศต่อการปฏิวัติสังคมนิยม สร้างชนชั้นนักบริหารรัฐกิจขึ้นมาแทนที่ชนชั้นคนงานที่ปฏิวัติ และจะทำให้โซเวียตล่มสลายในที่สุด เป็นอันว่าการปฏิวัติสังคมนิยมก็ไม่ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน

เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 ดุลอำนาจในยุโรปได้เสียไป โดยจักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิรัสเซีย ทั้งหมดอยู่ในระบอบปกครองแบบราชาธิปไตย ได้ขึ้นมาแข่งอำนาจกับอังกฤษและฝรั่งเศส เกิดความรู้สึกว่าจะเกิดสงครามใหญ่ที่ทำลายระบบทุนนิยม และอิทธิพลสังคมนิยมจะสูงขึ้น มีกลุ่มนายทุนโดยเฉพาะในแกนอเมริกา-อังกฤษ ได้มีการรวมตัวกัน

เช่นในอังกฤษมีการจัดตั้ง “กลุ่มโต๊ะกลม” (ตั้งปี 1909) เพื่อสร้างเครือข่ายข้ามชาติระหว่างผู้ปกครองในศูนย์กลางอังกฤษกับประเทศอาณานิคม

ในสหรัฐก็มีการรวมกลุ่มเช่นกัน มีการจัดตั้งสถาบันกิจการระหว่างประเทศขึ้นในปี 1919

บุคคลสำคัญในรุ่นแรกได้แก่ เอ็ดเวิร์ด แมนเดลล์ เฮ้าส์ (1858-1938 รู้จักในนามนายพันเฮ้าส์) เป็นที่ปรึกษาสำคัญของประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ของสหรัฐ กลุ่มนี้มีแนวคิดแบบสากลนิยม ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ให้เป็นทุนนิยมเสรีทั้งโลก จนถึงตั้งรัฐบาลโลกที่เป็นแบบสาธารณรัฐ เรียกชื่อได้ว่า “ลัทธิโลกาภิวัตน์ หรือระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” โดยการขับเคลื่อนของกลุ่มนี้ทำให้มีการจัดตั้งสันนิบาตชาติ (1920) แต่ในสหรัฐยังไม่สามารถเอาชนะความคิดชาตินิยมได้จึงไม่ได้เป็นสมาชิก หลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงให้มีการจัดตั้งองค์การระดับโลกขึ้นอีก ได้แก่ กลุ่มธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ องค์การตลาดโลกและองค์การสหประชาชาติ โดยสหรัฐมีบทบาทนำในองค์การเหล่านี้

(ดูบทความ David l. Cuddy ชื่อ A Chronological History of the New World Order ใน constitution.org 1996)

มาถึงสมัยทรัมป์ ประชานิยมแบบชาตินิยมฟื้นตัวมาอีกครั้ง มีการขู่ว่าจะถอนตัวจากองค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

การปฏิวัติทุนนิยมของสหรัฐก็ออกอาการว่าจะไปไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน

ความขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจที่เป็นแบบโลกาภิวัตน์และการเมืองแบบชาตินิยม ยังเกิดจากความเป็นจริง พื้นฐานประการหนึ่งนั่นคือ ระบบทุนนิยมไม่สามารถพัฒนาไปอย่างสม่ำเสมอได้ จำต้องพัฒนาไปแบบ “รวยกระจุก จนกระจาย”

เมื่อความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น ก็เปิดช่องให้มีผู้นำใช้ถ้อยคำปลุกปั่นให้ผู้ที่ยากจนขาดโอกาสเหล่านั้น มาเป็นพวกด้วยการอ้างลัทธิชาตินิยม ประชานิยม ศาสนานิยม เชื้อชาตินิยม ชาติภูมินิยม ต่อต้านกระบวนโลกาภิวัตน์ ความขัดแย้งนี้จึงหยั่งรากลงถึงระดับเมือง ชุมชนและครอบครัว

ซึ่งจะกล่าวขยายความในฉบับต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความแก่ : พูดเบาๆ ก็เจ็บ
คลังรื้อระบบสวัสดิการ ‘ซ้ำซ้อน’ อนุทินทนเสียงต้านไม่ไหวสั่ง ‘ถอย’ เกณฑ์ตัดสิทธิ์พ่อแม่ลดหย่อนภาษี
กระดูกสันหลังของกองทุน : ว่าด้วยงบบริหารประกันสังคม และวิธีคิดที่ไม่ยอมเปลี่ยน
ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู |
BATTLE รถครอบครัว ประตูสไลด์ 7 ที่นั่ง STEP WGN ปะทะ SERENA e-POWER
ราเมงมิโซะหมูชาชู
บทเรียนสารพันปัญหา! ลิขสิทธิ์บอลโลกในไทย
สังคมศึกษาใต้กะลา
อสังหาฯ เผชิญ ‘Slow Motion Tsunami’
ตำแยแมวบำรุงร่างกาย แก้หอบหืด ภูมิแพ้สำหรับทาสแมวในหน้าฝน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2569