bg-single

มุมมอง ฆราวาสธรรม รากฐาน มูลเชื้อ ความหลุดพ้น มองอย่างให้ โอกาส

22.03.2017

ยิ่งติดตามการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ จำแนกแยกแยะ ในเรื่อง “จิตว่าง” ในเรื่อง “ความหลุดพ้น” อัน ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ประมวลมา

ยิ่งมีความเข้าใจใน “ความเข้าใจผิด”

ทำไมกลุ่มของ อนันต์ เสนาขันธ์ จึงมองและสรุปว่า แนวทางของท่านพุทธทาสภิกขุได้หลุดไปจากแนวทางในแบบ “เถรวาท”

หากถลำลงไปใน “มหายาน”

โดยเฉพาะ “มหายาน” อันแฝงกลิ่นอายในแบบของ “เว่ยหล่าง” โดยเฉพาะ “มหายาน” สายจีนอันสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับ “เต๋า”

อย่างเช่นในเรื่อง “บวชที่ใจ”

อย่างเช่นในเรื่องการทอดตามองไปยัง “ฆราวาส” ซึ่งคร่ำเคร่งในการปฏิบัติธรรมอย่างเปี่ยมด้วย “ความเมตตา” อย่างเป็นพิเศษ

เพราะว่าพุทธศาสนาแนวทาง “ดั้งเดิม” สรุปว่า การหลุดพ้นเป็นเรื่องของ “บรรพชิต”

ทั้งยังเป็น “บรรพชิต” อย่างไม่สามัญธรรมดา ตรงกันข้าม ต้องเป็น “บรรพชิต” ที่ปรารภความเพียรอย่างเอกอุเท่านั้น

การปรารภความเพียรอย่างเอกอุย่อมยากที่ “ฆราวาส” จะทำได้

กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามี “ฆราวาส” จำนวนไม่น้อยที่เดินแนวทางสายปฏิบัติกระทั่งมีความโดดเด่นมากยิ่งกว่า “บรรพชิต” ด้วยซ้ำ

มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

ตรงนี้เองที่ท่วงทำนองของท่านพุทธทาสภิกขุ และบทสรุปของท่านเหมือนกับเป็นมืออันเปี่ยมด้วยเมตตาที่ยื่นออกไป

ต้องอ่าน

ท่านได้เบี่ยงเบนศูนย์รวมประเด็นของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ท่านออกไปจากเรื่องบทบาททางสังคม โดยให้นิยามของคำว่า “ฆราวาส” และ “บรรพชิต” ตามแบบภาษาธรรมว่าเป็นสถานะทางจิตใจ แทนที่จะเป็นบทบาททางศาสนา

ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

“อย่าถือการอยู่ในบ้านหรืออยู่ในวัดเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าใครเป็นฆราวาส ใครเป็นบรรพชิต คุณต้องพิจารณาสิ่งที่อยู่ในสถานะทางจิตใจของเขาเสียก่อน ทุกวันนี้คนที่อยู่ในวัดอาจจะมีจิตใจเหมือนคนที่อยู่ในบ้าน

“ส่วนคนที่อยู่ในบ้านก็อาจมีจิตใจเหมือนพระหรือนักบวชก็ได้”

ตามนิยามนี้ทั้งพระภิกษุและฆราวาสอาจมีประสบการณ์ในทางปฏิบัติด้วยการใช้ชีวิตตามแบบธรรมะอยู่ในโลก ซึ่งท่านพุทธทาสกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับการบรรลุความหลุดพ้นในทางศาสนา

อย่างไรก็ตาม ท่านได้ก้าวไกลไปจากนี้อีกขั้นหนึ่ง โดยกล่าวว่า

“ฆราวาสธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่จะบรรลุ “นิพพาน” ถ้าใครเป็นฆราวาสที่ดีไม่ได้ เขาก็บรรลุ “นิพพาน” ไม่ได้”

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านพุทธทาสเห็นว่า หากไม่มีบาทฐานที่เป็นกิจกรรมทางโลกแล้ว การดำเนินตามเส้นทางโลกุตรธรรมอันเลยพ้นโลกนั้นก็จะไม่สามารถบังเกิดผลได้เลย

คำกล่าวอ้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้

ซึ่งก็สวนทางกับทรรศนะดั้งเดิมที่ว่า “นิพพาน” จะเข้าถึงได้ด้วยการที่ผู้ปฏิบัติแยกตัวออกจากโลกิยธรรมอย่างเด็ดขาดเพื่อไปปฏิบัติโลกุตรธรรมนั้นมาจากความเห็นของพุทธทาสที่ว่า

“การเป็นฆราวาสมีความหมายเท่ากับการศึกษาธรรมะนั่นเอง”

นั่นคือ การเป็นฆราวาสหมายถึงการศึกษาธรรมะจากชีวิตจริง ท่านพุทธทาสถือว่า การปฏิบัติธรรมในชีวิตฆราวาสก็คือการทำความเข้าใจพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติ ซึ่งก็ต่างกับความเข้าใจของพระพุทธศาสนาของฝ่ายบรรพชิตที่มักจะเป็นเรื่องทางทฤษฎี

ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้าใจในเชิงปฏิบัติเช่นนี้ซึ่งก็เกิดจากการปฏิบัติธรรมผ่านความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตเรื่อยมายังเป็นที่เชื่อกันว่าจะช่วยก่อกำเนิดวิธีที่ให้ผลที่ดียิ่งขึ้นในการบรรลุความหลุดพ้น

ในการตีความตามแบบภาษาธรรมของท่านพุทธทาสนั้น คำว่า “โลกียะ” ไม่ได้หมายถึงเรื่องของฆราวาส ส่วน “โลกุตระ” ก็ไม่ได้หมายถึงเรื่องของบรรพชิต อย่างที่เคยเป็นมาแต่เดิม แต่หมายถึงสถานะทางจิตที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตหรือบทบาทในทางสังคมของคนเรา

ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า

“โลกุตรภูมิหมายถึงจิตที่ปราศจาก “อัตตา” คือ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น “ตัวกู” หรือ “ของกู””

บทสรุปที่ว่า “ฆราวาสธรรม” เป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง นำไปสู่ “ความหลุดพ้น” ของผู้ปฏิบัติธรรมสำคัญอย่างยิ่งยวด

เหมือนสะท้อนองค์เอกภาพแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา

แม้เหมือนกับว่าองค์เอกภาพนี้จะสำแดงออกโดยกระบวนการทางการปฏิบัติของ “บรรพชิต” เท่านั้น

แต่ก็มิได้หมายว่า “ฆราวาส” จะไม่มีโอกาสเอาเสียเลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความแก่ : พูดเบาๆ ก็เจ็บ
คลังรื้อระบบสวัสดิการ ‘ซ้ำซ้อน’ อนุทินทนเสียงต้านไม่ไหวสั่ง ‘ถอย’ เกณฑ์ตัดสิทธิ์พ่อแม่ลดหย่อนภาษี
กระดูกสันหลังของกองทุน : ว่าด้วยงบบริหารประกันสังคม และวิธีคิดที่ไม่ยอมเปลี่ยน
ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู |
BATTLE รถครอบครัว ประตูสไลด์ 7 ที่นั่ง STEP WGN ปะทะ SERENA e-POWER
ราเมงมิโซะหมูชาชู
บทเรียนสารพันปัญหา! ลิขสิทธิ์บอลโลกในไทย
สังคมศึกษาใต้กะลา
อสังหาฯ เผชิญ ‘Slow Motion Tsunami’
ตำแยแมวบำรุงร่างกาย แก้หอบหืด ภูมิแพ้สำหรับทาสแมวในหน้าฝน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2569