bg-single

Clubhouse พื้นที่สาธารณะ เพื่อประชาธิปไตยในปี 2564 / ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

23.02.2021

บทความพิเศษ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

 

Clubhouse

พื้นที่สาธารณะ

เพื่อประชาธิปไตยในปี 2564

 

ประเทศไทยในทศวรรษ 2560 คือประเทศซึ่งการขยายตัวของเทคโนโลยีสื่อสารทำให้การเมืองของประเทศเปลี่ยนไปอย่างแหลมคม เพราะการเลือกตั้งครั้งแรกในยุคโซเชียลจบด้วยชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ ขณะคนรุ่นใหม่ลงถนนในปี 2563 ด้วยประเด็นไล่ประยุทธ์-ปฏิรูปสถาบัน

ประเทศไทยเพิ่งเข้าสู่เดือนสองของปี 2564 จนยากที่จะประเมินว่าสถานการณ์ปีนี้จะเป็นอย่างไร

แต่ถ้าอดีตชี้ทิศทางของอนาคต อดีตในปี 2562-2563 ก็สะท้อนว่าเราเป็นสังคมที่กำลังเกิดแรงกระเพื่อมทางความคิดครั้งใหญ่ และเป็นแรงกระเพื่อมที่จะทำให้อนาคตของประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จากปรากฏการณ์อนาคตใหม่ปี 2562 ถึงม็อบราษฎรปี 2563 ประเทศไทยมีคนที่ไม่พอใจระบอบการปกครองตอนนี้มากจนคนรุ่นใหม่อย่างธนาธร, เพนกวิน, รุ้ง, คณะราษฎร ฯลฯ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงจนปัญหาของปี 2564 คือพลังนี้จะแสดงออกที่ไหนและอย่างไร

แน่นอนว่า “โซเชียล” ไม่ได้ทำให้คนรุ่นใหม่แห่ลงคะแนนเลือกธนาธรในการเลือกตั้งปี 2562 และลุกลามเป็นการลงถนนโดยต่อเนื่องในปี 2563

แต่ “โซเชียล” ทำให้คนที่คิดแบบนี้รู้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนที่คิดแบบเดียวกันอีกเยอะ

และในที่สุดก็เกิด “ชุมชนในจินตนาการ” แบบใหม่ขึ้นมา

 

ถ้าปี 2562 และ 2563 คือปีที่ “โซเชียล” อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์โอบรับความรู้สึกนึกคิดในสังคมจนแปรรูปเป็นปรากฏการณ์ “ธนาธร”, “อนาคตใหม่” และ “ราษฎร” ปี 2564 ก็คือปีซึ่งแอพพลิเคชั่นแบบ Clubhouse กำลังโอบรับความรู้สึกใหม่ๆ เพื่อสร้าง “ชุมชนในจินตนาการ” บางอย่างต่อไป

ขณะที่เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เป็นแอพพลิเคชั่นที่แพร่หลายเพราะทุกคนมีโอกาสมีอิทธิพลผ่าน “โซเชียล” เพื่อสร้าง “เครือข่ายทางสังคม” ในบั้นปลาย แอพพลิเคชั่นแบบคลับเฮาส์กลับทำงานแบบตรงข้าม นั่นก็คือคนที่จะมีสิทธิใน “โซเชียล” แบบนี้ต้องมีเป็น Somebody หรือ “คนพิเศษ” บางคน

คลับเฮาส์เป็นแอพพ์ที่ยังไม่ให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ใช้ ตัวแอพพ์จึงตอกย้ำความเป็น “คนพิเศษ” ของผู้ใช้ระบบปฏิบัติการอีกแบบ ยิ่งกว่านั้นคือผู้ใช้ระบบปฏิบัติการนั้นจะติดตั้งคลับเฮาส์ได้ก็ต่อเมื่อมี “คนพิเศษ” ส่งคำเชิญให้กดติดตั้ง และผู้ใช้ซึ่งเป็น “คนพิเศษ” แต่ละคนจะกดเชิญคนได้เพียงครั้งเดียว

เส้นทางของการเข้าร่วม “คลับเฮาส์” คือเส้นทางของการตอกย้ำความเป็น “คนพิเศษ” มิหนำซ้ำแอพพ์ยังทำงานโดย “คนพิเศษ” เปิดห้องตั้งหัวข้อพูดคุยโดยกดเชิญ “คนพิเศษ” คนอื่นมาร่วมสนทนา คลับเฮาส์จึงเป็นห้องแชททางเสียงที่แชตได้เฉพาะคนที่อยู่ใน “โซเชียล” ของ “คนพิเศษ” ด้วยกัน

คำว่า “คนพิเศษ” ไม่ได้แปลว่าแอพพ์นี้แสดงสถานะทางสังคม เพราะแอพพ์คือสินค้าสาธารณะ และอะไรที่เป็นสินค้าสาธารณะย่อมต้องการให้สาธารณชนใช้มากขึ้น ความพิเศษในที่นี้หมายถึงความเป็น “ใครบางคน” ในหัวข้อสนทนานั้นๆ จนคนอื่นรู้สึกว่าพึงเสียเวลามาฟังคนนั้นพูดโดยตรง

แน่นอนว่าตอนนี้แอพพ์แพร่หลายบนความรู้สึกเป็น “คนพิเศษ” ในแง่ไม่ใช่ของที่ทุกคนก็มี และตัวแอพพ์เองก็ใช้ความรู้สึกนี้เร่งให้คนใช้แอพพ์มากขึ้นถึงจุดที่ไม่มีใครพิเศษต่อไป ในที่สุดแอพพ์จึงเหมือนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ที่ใครก็ใช้ได้

แต่ใช้แล้วจะมี “ผู้ติดตาม” มากหรือน้อยแค่ไหนก็สุดแท้แต่กรณี

 

ถ้าจุดเด่นของเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์คือการทำให้ใครก็เป็น “ผู้มีอิทธิพล” หรือ Influencer ได้โดยที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนเลย จุดเด่นของคลับเฮาส์ก็คือการทำให้คนซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องหนึ่งๆ เกาะเกี่ยวคนซึ่งเป็นที่รู้จักต่อไปอีก

ส่วนคนซึ่งไม่มีใครรู้จักก็มีโอกาสฟัง “คนพิเศษ” พูดเรื่องที่เป็นหัวข้อสนทนา

ด้วยความที่คลับเฮาส์ทำงานบนเครือข่ายของ “คนพิเศษ” ที่แลกเปลี่ยนความเห็นผ่าน “เสียง” ของคนพิเศษด้วยกัน ผู้ใช้จึงใช้โดยรู้ว่าใครเป็นใคร ส่วนผู้พูดก็ระมัดระวังเป็นพิเศษในการพูดต่อหน้าผู้ฟังซึ่งตอบโต้กลับได้ทันที

ผลที่ได้คือการสนทนาที่ผ่านการกลั่นกรองกว่าการโพสต์เฟซหรือทวิตเตอร์

ขณะที่จุดเด่นของเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์คือความรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสื่อสารกับสังคม

จุดเด่นของคลับเฮาส์กลับเป็นการสร้าง “บทสนทนา” เรื่องต่างๆ ซึ่งไม่มีทางเร็วเท่าเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

แต่มีจุดแข็งตรงความสามารถเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นจนความคิดเปลี่ยนในระยะยาว

คำถามคือ การขยายตัวของโซเชียลแบบ “คลับเฮาส์” ที่เน้นความเร็วน้อยลงแต่เน้นการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบคอบมากขึ้นนั่นจะส่งผลความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร

 

ธนาธรเคยบอกผมก่อนเลือกตั้ง 2562 ว่าพรรคอนาคตใหม่จะชนะเลือกตั้งเยอะระดับ 50++ จากการเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในยุคโซเชียลมีเดียมาแรง ยิ่งกว่านั้นคือ “พี่โต้ง” หรือ “ฐากูร บุนปาน” บอกผมตอนช่วยมติชนจัดงานเลือกตั้งว่า Data Analytics ชี้คนสนใจอนาคตใหม่กว่าทุกพรรคการเมือง

ถ้าการเติบโตของเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ทำให้เกิดปรากฏการณ์อนาคตใหม่และคณะราษฎร ความช้าของแอพพลิเคชั่นอย่างคลัปเฮาส์อาจสะท้อนว่าเรามาถึงจุดที่ “ความเร็ว” แบบทวิตเตอร์ หรือ “ความแรง” ในการชี้นำความเห็นคนแบบเฟซบุ๊กอาจไม่พอต่อความความคาดหวังของสังคมอีกต่อไป

ความเร็วและการออกแบบให้ผู้ใช้ไม่ระบุตัวตนทำให้ทวิตเตอร์โดดเด่นในแง่ระดมคนไปชุมนุมทางการเมือง แต่ความสั้นของทวิตเตอร์ทำให้ทวิตเตอร์ไม่มีประโยชน์ต่อการถกเถียงประเด็นที่ซับซ้อนมากนัก

ส่วนเฟซบุ๊กไม่มีปัญหาเรื่องขนาดข้อความ แต่ก็อาจดึงคนที่คิดเหมือนกันมาเออออกันเอง

 

ประเทศไทยในทศวรรษ 2560 มีความขัดแย้งทางความคิดหลายเรื่องซึ่งคนคิดต่างกัน และยิ่งนานความคิดที่ต่างกันเริ่มลุกลามเป็นการเผชิญหน้าทางการเมืองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนประเด็นรัฐธรรมนูญและเผด็จการและรัฐธรรมนูญในปี 2560-2562 ขยายตัวสู่เรื่องปฏิรูปสถาบันในปี 2563 จนปัจจุบัน

หัวหน้าพรรคก้าวไกลเคยพูดในสภาว่าประเด็นปฏิรูปสถาบันเป็นความกระอักกระอ่วนแห่งยุคสมัยที่สังคมต้องยอมรับกัน และหากขยายความจากสิ่งที่พรรคก้าวไกลพูดต่อไป ประเด็นนี้ใช้วิธียัดคดีหรือจับคนพูดเข้าคุกเพื่อปิดเรื่องให้เงียบลงได้ยาก เพราะคนรุ่นใหม่ที่คิดอะไรแบบนี้ก็มีเยอะจริงๆ

ไม่มีใครรู้ว่าประเทศไทยจะฝ่าข้ามห้วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้อย่างไร สัญญาณการประนีประนอมไม่มี ยิ่งนานยิ่งชัดเจนว่ารัฐเลือกใช้วิธีเอาคนคิดเรื่องนี้ไปขังคุกให้สิ้นซาก ยุทธศาสตร์รัฐเน้นกดหัวให้คนกลัวจนหุบปากเงียบ แต่แรงกดย่อมนำไปสู่แรงต้านที่วันใดวันหนึ่งย่อมระเบิดขึ้นมา

มีโอกาสอย่างสูงที่คลับเฮาส์จะเป็นโซเชียลแขนงใหม่ที่คนไทยใช้พูดเรื่องที่พูดยากทางการเมือง ยิ่งเรื่องแบบปฏิรูปสถาบันที่มีคนพูดกันทั้งประเทศในปี 2563 ยิ่งง่ายที่ในปี 2564 จะระเบิดเป็นการพูดหรือแสดงความเห็นในช่องทางใหม่ๆ จนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เรื่องนี้หายไปจากสังคมไทย

 

สังคมประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่สาธารณะเพื่อเปิดโอกาสให้สังคมถกเถียงเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล วิธีจับคนเข้าคุกอาจปิดปากคนได้ แต่หยุดการแพร่หลายของความคิดไม่ได้ ขณะที่การปิดกั้นทำให้คนระเบิดอารมณ์ในโซเชียลอื่นๆ ซึ่งยิ่งนานก็จะเป็นการระเบิดของความเกรี้ยวกราดทางการเมือง

ความเห็นต่าง (Disagreement) จะเป็นความขัดแย้ง (Conflict) และการเผชิญหน้า (Confrontation) เมื่อคนที่เห็นต่างแย่งกันพูดเพื่อเอาชนะยิ่งกว่าฟังกัน ส่วนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มีธรรมชาติจะทำให้ผู้ใช้มองคนอื่นเป็น “ผู้ตาม” หรือ “ลูกเพจ” จนแทบไม่ช่วยให้เกิดการฟังความเห็นต่างได้เลย

ด้วยการมาของคลับเฮาส์ที่ร้อนแรงจนมีการขาย Invitation กัน เป็นไปได้อย่างสูงที่ประเด็น “ปฏิรูปสถาบัน” จะโผล่ในคลับเฮาส์จนทำให้รัฐบาลหงุดหงิดเรื่องนี้ขึ้นไปอีก แต่คลับเฮาส์ดีตรงที่สื่อสารคำพูดซึ่งรู้ว่าใครเป็นใครจนพูดส่งเดชได้ยาก เราจึงอาจเห็นการถกเถียงเรื่องนี้ที่มีคุณภาพกว่าเดิม

ไม่ว่าจะมองในมุมไหน สังคมหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องนี้ได้ยาก การปิดปากไม่อาจปิดความคิดคนได้ และการปล่อยให้มีพื้นที่เปิดที่มีเหตุผลอาจดีที่สุดสำหรับฝ่ายที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าจริงๆ

ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสที่คลับเฮาส์จะถูกรัฐบาลไทยแบนเหมือนรัฐบาลจีน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ