bg-single

เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1

02.11.2026

รายงานพิเศษ

เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’

แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง

ผนึก แผง ตท.26

จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1

ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงิน ใครๆ ก็รู้ว่า “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตัวจริงเสียงจริง จนถูกเรียกว่าเป็นสายตรงบุรีรัมย์

เพราะตอนที่ตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ชื่อของ พล.ท.อดุลย์ เต็งหนึ่งชื่อเดียว ที่จะให้เป็น รมว.กลาโหมมาตั้งแต่ต้น แบบที่บิ๊กทหารที่มีชื่อเป็นแคนดิเดต ต้องชิดซ้ายกันไปเลย เพราะ พล.ท.อดุลย์มีสตรองคอนเน็กชั่นกับคีย์แมนพรรคสีน้ำเงิน ไม่ใช่เพราะเรียน วปอ.61 รุ่นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่เพราะความสัมพันธ์อันยาวนานกับนายเนวิน ชิดชอบ

“แล้วผมผิดอะไร ผมไม่เคยวิ่งเต้นไปเข้าเรียน วปอ.พร้อมนายกฯ และไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมเติบโตที่ฉะเชิงเทรา พอมาเป็นทหาร จบมาก็มาอยู่ ร.23 พัน.4 บุรีรัมย์ ตอนนั้นไม่รู้จักว่า

พ่อชัย ชิดชอบ คือใคร คุณเนวินคือใคร ผมมาลงอยู่ชายแดน เพราะผมอยากอยู่ชายแดน” พล.ท.อดุลย์ระบุ

พล.ท.อดุลย์ระบุว่า เป็นคำถามยอดฮิต ที่โดนถามตลอดเลยว่าเป็นสายตรง “เนวิน” หรือไม่ ซึ่งคงเพราะเป็นทหารอยู่ ร.23 พัน.4 อยู่บุรีรัมย์มาหลายปี ตั้งแต่เป็นทหารเด็กๆ ตั้งแต่บุรีรัมย์ยังตำน้ำกิน ที่เลือกมาลงบุรีรัมย์เพราะอยากเป็นทหารชายแดน สมัยนั้นไม่เคยรู้จักใคร ไม่ว่าจะพ่อชัย ชิดชอบ หรือคุณเนวิน

จนปี 2533 เคยมาทำงานร่วมกัน เวลาทำงานของจังหวัด และทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เพราะ พล.ท.อดุลย์ก็เป็นนักฟุตบอล โดยมองว่าคุณเนวินเป็นคนทำประโยชน์ สร้างบ้านสร้างเมืองให้ชาวบุรีรัมย์

ในแวดวงการเมืองร่ำลือกันถึงว่า ภรรยาคนปัจจุบันของ พล.ท.อดุลย์ เป็นเครือญาติของนายเนวิน ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ยืนยัน ว่าเป็นเฟกนิวส์ ไม่ได้เป็นญาติแต่เป็นคนบุรีรัมย์ อ.ประโคนชัย ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ที่นั่น

“ตอนนั้นคุณเนวินเป็น ส.ส.ในพื้นที่ และเป็น รมช.คลัง ผมรู้จักทุกคนไม่ใช่แค่คุณเนวิน ทั้งที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลฯ โคราช รู้จักหลายคน ไม่ได้เฉพาะคุณเนวินคนเดียว ถ้าใครไม่รู้จักสิเป็นเรื่องแปลก แต่ผมไม่เคยเอากำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ไปดูแลคุณเนวินส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว”

“เมื่อก่อนผมไม่กล้าใช้ทะเบียนรถบุรีรัมย์ เมื่อก่อนไปไหน บอกบุรีรัมย์บ้านนอก ไกลจังเลยไม่เคยไป ทั้งๆ ที่ห่างจากโคราชแค่ 124 กิโลเมตร สมัยนี้ผมมีรถทะเบียนบุรีรัมย์”

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ดังนั้น คำให้สัมภาษณ์สื่อของ พล.ท.อดุลย์จึงเป็นการตอกย้ำบุรีรัมย์คอนเน็กชั่น และจะเป็นคำตอบ ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ว่า พล.ท.อดุลย์จะหลุดเก้าอี้ รมว.กลาโหม หลังจากที่เคยเป็น รมช.กลาโหมใน ครม.อนุทิน 1 และเป็น รมว.กลาโหมใน ครม.อนุทิน 2 รวมนานราว 1 ปีแล้ว

ยิ่งในเวลานี้ กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี โดยจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเดือนธันวาคมนี้ ถึงขั้นมีข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะมานั่งเป็น รมว.กลาโหมเลยทีเดียว เพราะต้องใช้โควต้า รมต.ของพรรคภูมิใจไทยเอง และคนที่สนิทสนมเป็นกันเองมากที่สุดคือ พล.ท.อดุลย์ ที่น่าจะคุยง่าย

จึงทำให้เกิดกระแสข่าวการหลุดเก้าอี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยอาจมีเกมการเมืองแทรก คือทำให้ผลการลงคะแนนไม่ไว้วางใจได้ต่ำสุดในบรรดา 18 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาเยี่ยมกลาโหม

กล่าวสำหรับเก้าอี้ รมว.กลาโหมนั้น เคยมีรายงานข่าวตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลอนุทินสมัยแรก นายอนุทินเสนอให้ ร.อ.ธรรมนัสเป็น รมว.กลาโหม ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ และถือเป็นเกียรติประวัติของทหารเก่า ที่เป็นสายเลือดเตรียมทหารรุ่น 25 แม้จะมียศแค่ร้อยเอกก็ตาม

ในเวลานั้นถึงขั้นที่ทีมงานของ ร.อ.ธรรมนัส นำโดย เสธ.หิ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.25 นำทีมเพื่อนเข้ากลาโหม เพื่อเตรียมทีมงานที่จะมานั่งทำงานในกระทรวงกลาโหมกันแล้ว

แต่ ร.อ.ธรรมนัสก็โดนเตะตัดขาสกัดกั้น โดยมีกระแสในเวลานั้นว่า มีอดีตบิ๊กทหาร ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ทหารในกองทัพให้ความเคารพนับถือ เป็นตัวแทน พูดคุยเจรจากับนายอนุทินถึงความห่วงใย หาก ร.อ.ธรรมนัสจะมาเป็น รมว.กลาโหม ซึ่งคือการคัดค้าน โดยอ้างเรื่องประวัติ และเคยถูกสกัดกั้นไม่ให้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารดีเด่นมาแล้ว ในยุคที่เป็น รมช.เกษตรฯ ในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จนในที่สุด ก็ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัสมาเป็นสนามไชย 1 โดยมีชื่อของบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รุ่นพี่เตรียมทหาร 20 สายตรงบิ๊กตู่ มานั่งเป็น รมว.กลาโหมแทน และมี พล.ท.อดุลย์เป็น รมช.กลาโหม

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญและผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26

แม้กองทัพจะเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเหล่าทัพมาแล้วหลายชุด และ ผบ.เหล่าทัพชุดปัจจุบันเป็น ตท.รุ่น 26 ที่มีแนวคิดแบบทหารอาชีพยุคใหม่ก็ตาม

แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เตรียมทหารรุ่นเลขติดกัน เช่น ตท.25 มักจะมีปัญหากันมาในกองทัพจากการควบแข่งชิงยศตำแหน่งกันมา

แต่ ตท.25 โชคร้าย เป็นรุ่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในการรับราชการทหารในกองทัพเท่าใดนัก อีกทั้งเป็นรุ่นที่อยู่ติดกับรุ่นพี่และรุ่นน้องที่มีพลังความแรงในการเติบโตตั้งแต่ ตท.20 มา ตท.22 ตท.23 และ ตท.24 ที่ได้เป็น ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพ

จึงทำให้ ตท.25 ถูกข้ามหัวไป ส่งไม้ต่อกับ ตท.26 ที่เป็นรุ่นที่ครองอำนาจในปัจจุบัน

อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์ก็เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 หากจะต้องเสียเก้าอี้ให้กับ ร.อ.ธรรมนัส ตท.25 ก็อาจจะเป็นการตอกย้ำรอยร้าวตามธรรมชาติระหว่างรุ่นในกองทัพ

แม้ว่านายอนุทินจะเคยประกาศตัวว่า เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของเตรียมทหารรุ่น 25 เพราะรู้จักมักคุ้นกับแกนนำรุ่นหลายคนมายาวนาน แต่เป็นนายทหารเด็กๆ รวมทั้ง ร.อ.ธรรมนัส ที่เทียบรุ่นแล้วถือว่าเป็นรุ่นเดียวกัน

ถ้า ร.อ.ธรรมนัสจะมาร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ รมว.กลาโหม ก็อาจจะต้องมีการวัดพลังและเจรจาตกลงใจกันระหว่างนายอนุทินกับนายเนวิน ที่คาดกันว่าครูใหญ่จะมีพลังในการตัดสินใจที่มากกว่า

ประกอบกับแกนนำ ตท.26 และทีมเพื่อนที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม ต่างก็ยังไม่เห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงตัว รมว.กลาโหม แม้แต่ตัว พล.ท.อดุลย์เองก็ยังไม่มีใครมาสะกิดบอก

และยังคงทำงานเต็มที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่การลุยน้ำท่วม ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย แม้แต่หลังน้ำลดแล้วก็ตาม

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กับ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26

สําหรับตัว พล.ท.อดุลย์แล้ว เพื่อนร่วมรุ่นยืนยันว่าไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และไม่มีสัญญาณใดที่ระบุว่าจะมีการเปลี่ยนตัวสนามไชย 1 ไม่ว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส หรือบิ๊กทหารคนอื่น

อีกทั้งในเวลานี้กระทรวงกลาโหมถือเป็นฐานที่มั่นของ พล.ท.อดุลย์ และเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ที่มาช่วยกันทำงาน ทั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม ที่ปรึกษา และคณะทำงาน จนเรียกกันว่าเป็นบ้านหลังที่สอง หรือรังของ ตท.26 เลยทีเดียว

ถึงขั้นที่นายอนุทินถือโอกาสมาเยือนกระทรวงกลาโหมอย่างไม่เป็นทางการ โดยมาไหว้ศาลหลักเมืองและมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระทรวงกลาโหม ก่อนมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ พล.ท.อดุลย์ และเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 รวมทั้งปลัดตั้ม พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เป็น ตท.26 เพื่อนของ พล.ท.อดุลย์

ดังนั้น จึงต้องรอดูการเดินเกม หากว่าพรรคกล้าธรรมจะมาร่วมรัฐบาล และ ร.อ.ธรรมนัสสามารถเป็นรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องคุณสมบัติ พรรคภูมิใจไทยจะเฉือนโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใดเป็นการตอบแทน และอาจปรากฏให้เห็นจากคะแนนโหวตในสภาในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ในศึกอภิปรายที่มีการเก็งข้อสอบกันว่า พล.ท.อดุลย์จะโดนอภิปรายในเรื่องการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งเรือฟริเกต เรือดำน้ำ หรือทหารผีรัฐมนตรีปีศาจเช่นที่เคยโดนมาแล้ว

ซึ่งก็มีการเตรียมพร้อมที่จะตอบคำถามเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ที่จะพยายามโยงมาถึงตัว พล.ท.อดุลย์ สายตรงบุรีรัมย์ส่งมาคุมกองทัพ และดันผองเพื่อนเตรียมทหารขึ้นคุมอำนาจกองทัพแบบยกแผง เพื่อเป็นการกินรวบอำนาจกองทัพ

แม้ว่า พล.ท.อดุลย์จะเป็น ตท.26 แต่ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขึ้นมาดันเพื่อนร่วมรุ่นให้คุมอำนาจกองทัพ

แต่เหตุผลหนึ่งที่นายอนุทินและนายเนวินเลือก พล.ท.อดุลย์มาคุมกลาโหม เพราะความเป็น ตท.26 ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพและแกนนำกองทัพ ที่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ได้เป็นอย่างดี

เพราะเป้าหมายของรัฐบาลนายอนุทินคือมาสร้างสัมพันธ์กับกองทัพ และจับมือกันในการสู้รบกับกัมพูชาและแก้ไขปัญหาความมั่นคง

การที่ ตท.26 ขึ้นมาคุมอำนาจแบบยกแผง เป็นเพราะเป็นรุ่นที่ใกล้จะเกษียณราชการ และเป็นรุ่นที่มีสมาชิกมากกว่า 300 นาย จึงเป็นจังหวะที่ได้เติบโตขึ้นมาในตำแหน่งสำคัญพอดี

ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพล โดยเฉพาะผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้ว เป็นที่รู้กันว่าฝ่ายการเมืองไม่สามารถแทรกแซงหรือสั่งการได้เนื่องจากเป็นอำนาจของ “บอร์ด 6 เสือกลาโหม” ที่แม้มี รมว.กลาโหมเป็นประธาน แต่ก็เท่ากับหนึ่งเสียงของผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของผู้บัญชาการเหล่าทัพในการตัดสินใจวางตัวนายทหารที่จะดำรงตำแหน่งแทน หรือดำรงตำแหน่งสำคัญ

พล.ท.อดุลย์จึงเป็น รมว.กลาโหมคนแรก ที่เป็นรุ่นเดียวกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงทำให้การปกครองบังคับบัญชาเป็นในลักษณะของความเป็นเพื่อนมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาที่เป็นรุ่นพี่กับรุ่นน้อง มีความเกรงใจกัน

อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์มียศพลโท และเกษียณราชการในตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 เท่านั้น จึงกลายเป็น รมว.กลาโหมที่ไม่ได้มีเพาเวอร์เท่าที่ควร ไม่สามารถที่จะสั่งการหรือขอ ผบ.เหล่าทัพ

ได้แต่เป็นฝ่ายมาประนีประนอม และเป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพสนับสนุนผู้บัญชาการเหล่าทัพและเพื่อนร่วมรุ่นมากกว่า

สมการความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง พล.ท.อดุลย์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีจากสายของพรรคการเมืองกับกองทัพนั้น ไม่ใช่การมาคุมอำนาจหรือกุมบังเหียนกองทัพในเชิงอำนาจนิยม

แต่เป็นการเลือกบุคคลมาทำงานที่เข้ากับฝ่ายกองทัพได้เสียมากกว่า

“การที่ ตท.26 ขึ้นมาแบบยกแผง เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ แต่ผมมั่นใจว่าทำดี ที่ได้มีโอกาสเติบโตมาในรุ่นนี้ เพื่อนผมทุกคน ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรที่เสียหาย มีแต่จะทำเพื่อประเทศชาติประชาชน การเป็นรุ่นเดียวกันเป็น ผบ.เหล่าทัพ 5 เสือเหล่าทัพ ก็ดีเป็นโอกาส เพราะที่ผ่านมาที่เราได้เปรียบ เพราะความเป็นเตรียมทหารยกหูโทรศัพท์หากัน และบอกกันว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ต้องอะไรมาก ไม่เกิน 3- 5 นาทีก็มา” พล.ท.อดุลย์ระบุ

ที่ต้องจับตามองต่อไปคือ เมื่อ ตท.26 คุมอำนาจกองทัพแบบยกแผงเช่นนี้ ก็อาจจะเอื้อต่อการผลักดันให้เพื่อนร่วมรุ่นได้สานอำนาจต่อไป

เช่นในกรณีที่ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ถูกมองว่าได้วางตัวบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 จากสายรบพิเศษให้ขึ้นมาเป็น รอง ผบ.ทบ. ในการโยกย้ายครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ดำรงตำแหน่งพลเอกอาวุโสอัตราจอมพล เตรียมจ่อคิวขึ้นเป็น ผบ.ทบ. คนต่อไป อันจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้ ตท.26 มี ผบ.ทบ.ถึง 2 คน

แม้ว่าจะมีแคนดิเดตอย่างแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 ที่สามารถชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้ โดยมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 พร้อม พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ นี่จึงอาจเป็นเหตุให้ พล.ท.วรยสต้องนั่งเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อไปเป็นปี 2 โดยไม่ได้ขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบกในการโยกย้ายที่ผ่านมา อันเสมือนเป็นการถูกตัดออกจากการเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. โดยอาจถูกมองว่าเป็นการเคลียร์ทางให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. นั่นเอง

ขณะเดียวกันก็ยังให้เตรียมทหารรุ่น 28 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.ท.วรยส ได้ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตแทน แม้ว่า พล.ท.วรยสจะไม่ได้มีโอกาสแล้วก็ตาม โดยผู้ช่วยกอล์ฟ พล.อ.สราวุธ ไชยสิทธิ์ เพื่อนร่วมรุ่นได้ขยับจากรองเสนาธิการทหารบก ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. รอชิงเก้าอี้ ทบ.1 หรืออย่างน้อยก็รอที่จะเป็น ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ได้ เพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2573 สามารถนั่งทำงานได้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี

แต่กระนั้นก็ตาม หากท้ายที่สุดในโยกย้ายปลายปี 2570 พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ไม่ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เหตุเพราะมีอายุราชการเหลือแค่ปีเดียวก็ตาม

แต่ทหารสายรบพิเศษหมวกแดง ก็ยังคงเติบโตมาและมีความหวัง ที่จะชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. กับพี่น้องทหารจากสายกองกองทัพภาค 1 และสายทหารคอแดง

เพราะยังมีรองเอิร์ธ พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รอง ผบ.นสศ.) จะนำเตรียมทหารรุ่น 31 ที่กำลังจะเติบโตขึ้น ผบ.นสศ. เทียบเท่าระดับแม่ทัพภาค 5 เพื่อรอคิวจ่อขึ้น 5 เสือกองทัพบก และชิง ผบ.ทบ. โดยมีอายุราชการถึงตุลาคม 2575

จึงกล่าวได้ว่าในยุคนี้เป็นยุคที่ทหารหมวกแดงรบพิเศษเติบโตเร็วและยังเหลืออายุราชการมากพอที่จะมาชิงเก้าอี้ 5 เสือ และ ผบ.ทบ. เพราะหากดูจากในอดีต นายทหารรบพิเศษสามารถขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.สำเร็จหลายคน แต่ต้องเว้นระยะห่างกันหลายปีเท่านั้น

โดย ผบ.นสศ. ที่เทียบเท่าแม่ทัพภาค 5 ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.แล้ว 4 คน เช่น พล.อ.วิมล วงศ์วานิช ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

จากนั้น บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น ผบ.ทบ.ยาว 4 ปี ตุลาคม 2541 ก่อนถูกขยับไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ 2545

และต่อด้วย บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. 2 ปี ตั้งแต่ตุลาคม 2548-ตุลาคม 2550 และนำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ต่อด้วย บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เป็น ผบ.ทบ. 2 ปี ตุลาคม 2559-ตุลาคม 2561

ดังนั้น หาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ในปลายปี 2570 ก็จะถือว่าเป็นคนแรกในรอบ 8 ปี ที่ทหารหมวกแดงจะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในช่วงเวลาที่ไม่ห่างจนมากเกินไป และหากต่อด้วย พล.ต.อินทนนท์ ในปี 2573 ก็จะยิ่งถือว่ารบพิเศษทวงคืนเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้เร็วกว่าห้วงที่ผ่านมา

และจะถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของทหารรบพิเศษหมวกแดง ที่ได้เป็น ผบ.ทบ.ต่อกันในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี

กล่าวสำหรับ พล.ต.อินทนนท์ แม้ว่าจะมีคู่แข่งสำคัญหลายคน ทั้งในส่วนของรบพิเศษที่มี รองเด็จ พล.ต.เสด็จ อาคะจักร รอง ผบ.นสศ. รุ่นพี่เตรียมทหาร 30 ที่ก็ยังมีลุ้นที่จะเบียด พล.ต.อินทนนท์ ขึ้นเป็น ผบ.นสศ. แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งยังมีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 31 ที่เติบโตมาในกองทัพภาค 1 และเกษียณ 2575 พร้อมกันก็พร้อมเป็นคู่แข่ง

แต่สำหรับ พล.ต.อินทนนท์แล้ว เป็นนายทหารที่ถูกจับตามองตั้งแต่ครั้งยังเป็นผู้กองหรือรบพิเศษว่าอนาคตอาจจะขึ้นถึง ผบ.ทบ. และเป็นนายทหารรบพิเศษที่ พล.อ.สุรยุทธ์เลือกไปเป็นนายทหารคนสนิทติดตาม จึงยิ่งทำให้ พล.ต.อินทนนท์ถูกจับตามองมากขึ้น

และคาดการณ์ว่าในการโยกย้ายตุลาคม 2570 พล.ต.อินทนนท์ ซึ่งนั่งเป็นรอง ผบ.นสศ. มาเป็นปีที่ 2 จะขยับขึ้นเป็น ผบ.นสศ. ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเทียบเท่าแม่ทัพภาค 5 เพื่อเตรียมจ่อขึ้น 5 เสือกองทัพบกในโยกย้ายตุลาคม 2571 เตรียมตัวต่อคิวชิงเก้าอี้ ทบ.1 กับเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 31 เช่น รองด้วง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ที่นั่งเป็นรองแม่ทัพภาค 1 เป็นปีที่สองเช่นกัน

จ่อคิวขนาดนี้ ทั้ง พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์และ พล.ต.อินทนนท์ รบพิเศษ ก็ย่อมต้องได้เป็น ผบ.ทบ. ทั้ง 2 คน หรืออย่างน้อยก็คนใดคนหนึ่งที่ได้ถึงฝั่งฝัน แต่ก็เรียกได้ว่าหมวกเบเร่ต์แดงก็กำลังจะบานสะพรั่งที่กองทัพบกอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ
‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา
FACING EL CHAPO | ‘จับตัวเจ้าพ่อ’