มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม
‘คนยังมาวันละแสน’
ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
เข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับ ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31’ ซึ่งจัดขึ้นในห้วงเวลาที่กรุงเทพเมืองฟ้าอมรและอีกหลายจังหวัดอยู่ในอาการสะบักสะบอมจากเหตุน้ำท่วม ผสมโรงไปกับบรรยากาศอึมครึมของภาวะเศรษฐกิจที่สะกิดให้ผู้คนระมัดระวังในการจับจ่าย
ทว่า เพียง 3 วันแรก มวลมหาประชาชนคนชอบอ่าน เดินทางไปเช็กอิน ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทะลุครึ่งล้าน โดยมีตัวเลขแบบเป๊ะๆ อยู่ที่ 500,195 คน
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าที่สุดแล้วยอดเงินสะพัดจะเข้าเป้า 500 ล้าน ตามที่ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย คาดการณ์ไว้หรือไม่
อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้ คือวันสุดท้ายของ 10 วันเต็มนับแต่แกรนด์โอเพนนิ่งไปเมื่อ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ในธีม ‘คุณได้รับข้อความใหม่’ เปรียบหนังสือทุกเล่มเป็นข้อความที่รอการเปิดอ่าน
แล้วนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ อ่านสถานการณ์วงการหนังสือไทยเป็นอย่างไร อนาคตที่รออยู่เบื้องหน้าสดใสเหมือนตัวเลขโค้งแรกของผู้ตบเท้าเข้าร่วมมหกรรมฯ หรือไม่?
: ตอนแถลงข่าวจัดงาน เคยห่วงว่าน้ำท่วมจะกระทบเศรษฐกิจ ทำให้คนจับจ่ายกับการอ่านน้อยลง แต่คนแห่เข้าเฉลี่ยวันละ 1.6 แสนในโค้งแรก เยอะกว่าที่เคยคาดค่าเฉลี่ยไว้ว่าวันละแสน?
วันเปิดงานถือว่าเกินเป้าไปเยอะมาก ทุกคนบอกว่าเป็นวันที่ขายดีที่สุด วันต่อๆ มาก็ดร็อปลงไปบ้าง แต่ก็ยังขายดีอยู่
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมันมีผลกระทบอยู่แล้ว เราปฏิเสธไม่ได้
บางคนที่เคยตั้งใจจะมางานบอกว่าขอเป็นงานหน้าก็แล้วกัน แต่จำนวนคนที่มาร่วมงานถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
คือเกินแสนคนทุกวัน
: แล้วคาดการณ์โค้งสุดท้ายของมหกรรมไว้อย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงแผ่วหรือไม่?
ตามวงจรของงานหนังสือ 3 วันแรกที่ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์มันแรงอยู่แล้ว
แต่วันธรรมดาซึ่งเป็นวันทำงานต้องเข้าใจว่าจะลดลงบ้าง
แต่เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ถือว่าคนมาไม่น้อย แล้วจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหลังจากวันพุธ
แล้วไปพีกอีกทีวันเสาร์-อาทิตย์เลย
: นิยายสืบสวนสอบสวนของไทยยังคงบูมมาก ตั้งแต่งานหนังสือฯ ครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะผลงานของ กิตติศักดิ์ คงคา ที่ถือว่าสร้างมิติใหม่ มองว่าจะส่งผลบวก ‘ระยะยาว’ ต่อวงการหรือไม่?
แน่นอนอยู่แล้ว จริงๆ คุณกิตติศักดิ์เขาไม่ได้เขียนแค่แนวเดียว แต่เขียนหลายแนวมากๆ ถ้าย้อนกลับไปดูตอนแรกๆ เขาขายแทบไม่ได้เลย แต่พอมีเรื่องหนึ่งดัง เรื่องอื่นก็ดังหมดเลย พิมพ์ซ้ำหมดเลย อย่างกาสักอังก์ฆาตทั้งซีรีส์ พิมพ์ไปแล้วเป็นแสนเล่ม
เพราะฉะนั้น ผมว่าคนที่จะเข้ามาในวงการยังมองได้ว่าเรามีโอกาสจะขายได้แบบนั้นอยู่ แต่ต้องใช้ความอดทน
คุณกิตติศักดิ์ก็ใช้ความอดทน ออกงานอย่างสม่ำเสมอ และมีการประชาสัมพันธ์ที่แข็งแรงมากๆ
: ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่มักห่วงว่า ‘คนรุ่นใหม่’ จะไม่อ่านหนังสือ แต่สถิติแชมป์นักช้อปต่อเนื่องคือ เจน Z?
ใช่ครับ เยอะที่สุดคือเจน Z แน่นอน เขาก็มีความสนใจเป็นเอกเทศ
เขาอาจจะไม่ได้อ่านหนังสืออย่างที่เราอ่าน แต่อ่านในสิ่งที่ตอบสนองต่อเขามากกว่า ซึ่งมันเป็นการดีทั้งหมด
ผมว่าอย่าไปกะเกณฑ์ใครเลยว่าต้องอ่านแบบไหน เดี๋ยวสักพักคนเราก็อาจจะอยากออกจากคอมฟอร์ตโซนบ้าง อ่านแนวที่เราไม่ชอบบ้าง
แต่แค่ขอให้การอ่านยังอยู่ในชีวิต
: จากยอดคนไปงาน และเจเนอเรชั่นใหม่ที่อ่านเยอะ ดูเหมือนอนาคตยาวๆ ของวงการหนังสือไม่น่าห่วง?
เอาจริงๆ ผมยังเป็นห่วง เรายังต้องการนักอ่านหน้าใหม่ เจนใหม่มากขึ้นอีก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรามีปกหลากหลายมากขึ้น แต่จำนวนพิมพ์ของแต่ละปกไม่ได้เยอะเท่าเมื่อก่อน
นี่คือสิ่งที่แตกต่าง สมัยก่อนจำนวนปกไม่ได้ออกเยอะเท่านี้ แต่จำนวนพิมพ์หลักหมื่นหลักแสนเล่ม
ปัจจุบันคือหลักพันเล่ม จึงต้องมีหนังสือใหม่ออกมาเพื่อตอบสนองลูกค้า
จริงๆ แล้วเราต้องการขยายฐานให้กว้างขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องมีส่วนรับผิดชอบในการส่งเสริมให้รักการอ่านตั้งแต่เด็ก ต้องสร้างเจเนอเรชั่นของนักอ่านรุ่นใหม่
ที่คนเจน Z อ่านเยอะมาจากยูทูเบอร์ซึ่งทำตลาดแนะนำหนังสือ แต่ผมรู้สึกว่ามันยังมีช่องว่างอยู่
ตอนนี้วรรณกรรมเยาวชนหายไปเยอะมาก ในต่างประเทศเด็กจะเติบโตขึ้นมาจากหนังสือเด็กที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง แล้วก็จะมาอ่านวรรณกรรมเยาวชน ตรงนั้นเป็นรากฐานที่เข้มแข็งมากๆ ทำให้คนอยู่กับการอ่านได้ทั้งชีวิต เพราะการอ่านวรรณกรรมเยาวชนที่มีคุณค่าและเหมาะกับเขา
แต่พอตอนนี้เยาวชนมาอ่านอย่างอื่นก่อน ซึ่งไม่ได้ผิด แต่ผมคิดว่าวรรณกรรมเยาวชนยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนอยู่กับเรื่องของการอ่านแล้วรู้ว่าอะไรดี หรือไม่ดี รู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนเป็นคอนเทนต์ที่ดี คอนเทนต์แบบไหนเป็นคอนเทนต์ขยะ
เราต้องเข้าใจว่าวรรณกรรมเยาวชนที่ดีเขียนยากมากๆ เพื่อสื่อสารกับคนวัยนั้น เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีวรรณกรรมเยาวชนมากขึ้น
แต่ตอนนี้มันหายไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างมาก
ต้องฝากรัฐบาลช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ มีวรรณกรรมเยาวชนอ่าน
ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนานแล้วยังแก้ไม่ได้ คือเรายังไม่มีห้องสมุดที่ดีมากเพียงพอ ซึ่งตรงนี้จำเป็นมากๆ
: ไทยมีทั้งห้องสมุดประชาชนทั่วไทย ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร หอสมุดเมือง ห้องสมุดสถาบันการศึกษา และห้องสมุดเอกชน ทำไมมองว่ายังไม่เพียงพอ?
ไม่ได้เป็นเรื่องปริมาณ แต่เป็นเรื่องคุณภาพ บางแห่งไม่ได้อัพเดตหนังสือมา 5 ปีแล้ว ถ้าเรามีระบบห้องสมุดที่ดี เด็กสามารถเข้าถึงหนังสือที่มีคุณภาพได้ ประชาชนเข้าถึงหนังสือได้ จะทำให้รักการอ่าน
ประเทศเรามี 77 จังหวัด ถ้าเราลงทุนจังหวัดละ 2 แห่ง แห่งละ 10 ล้าน หรือ 20 ล้าน ผมว่าไม่เยอะเกินไป ไม่เกินกำลังรัฐบาล ถ้าจะเจียดงบประมาณตรงนี้มาซื้อหนังสือใหม่เข้าห้องสมุด สมมุติว่าแห่งละ 1 ล้านต่อปี ถ้าเทียบกับงบประมาณด้านอื่น ถือว่าถูกมากๆ ในการสร้างภูมิปัญญา
เชื่อไหมห้องสมุดในต่างประเทศ ยังไงคนก็เข้า เพราะมีที่เย็นๆ สบายๆ นั่งอ่านหนังสือ และมีกิจกรรมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เอาหนังสือมาตั้งวาง แต่มีการเล่านิทาน ฉายภาพยนตร์ ทำให้ห้องสมุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และเป็นผู้ซื้อหนังสือรายใหญ่ด้วย
การมีห้องสมุดที่มีหนังสือใหม่ที่มีคุณภาพไปอัพเดต มันแก้ปัญหาเรื่องยอดพิมพ์และราคาหนังสือที่แพงได้ สมมุติว่าผมพิมพ์หนังสือออกมา ห้องสมุดขอซื้อไปเลย 10,000 เล่ม กระจายไปทั่วประเทศ ผมก็สามารถทำราคาถูกได้ หนังสือก็จะไปถึงมือคนอ่าน และการอ่านก็จะกลายเป็นวิถีชีวิต
