bg-single

เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง

02.11.2026

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

เสียงคุณภาพต่ำ

กับความชอกช้ำใจสูง

จากผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ฝ่ายชนะเลือกตั้งได้รับคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย นำมาซึ่งการวิจารณ์ว่าเสียงที่ทำให้ฝ่ายชนะได้รับเลือกนั้นมาจาก “ประชาชนคุณภาพต่ำ ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ” และ “เราเลือกตั้งทีไรก็ได้คุณภาพต่ำบรรลัยเสมอ ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งคือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอ” นัยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นเป็น “เสียงคุณภาพต่ำ” คนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ต่างก็กุลีกุจอช่วยกันอธิบาย บ้างก็อ้างไปถึงแนวคิดของเพลโต (Plato) กันเลยทีเดียว เพื่อจะนำมาสนับสนุนว่า ประชาธิปไตยนั้นมีปัญหาเพราะเปิดโอกาสให้คนที่ขาดความรู้หรือความสามารถเข้ามามีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง ทั้งที่การปกครองควรเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ความสามารถมากกว่า

หากพิจารณากันโดยทั่วไป ข้อวิจารณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคนเรามีความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจต่อปัญหาสาธารณะแตกต่างกัน บางคนติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด ขณะที่บางคนอาจตัดสินใจจากข้อมูลเพียงเล็กน้อย บางคนพิจารณาผลกระทบในระยะยาว ขณะที่บางคนอาจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ดังนั้น หากเราต้องการให้การตัดสินใจทางการเมืองมีคุณภาพ การตั้งคำถามว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีความรู้เพียงพอหรือไม่ ย่อมเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนปัญหาจะเริ่มจากตรงนี้ เมื่อข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างด้านความรู้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อสรุปว่า เสียงของคนบางกลุ่มมีคุณภาพต่ำกว่าเสียงของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และดูเหมือนจะมีนัยต่อไปว่าเสียงของคนกลุ่มแรกควรได้รับการยอมรับน้อยกว่าเสียงของคนกลุ่มหลัง คำถามที่เราควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความรู้มากน้อยเพียงใด แต่ยังรวมไปถึงคำว่า “คุณภาพต่ำ” นั้นหมายถึงอะไร ใครเป็นผู้กำหนดเกณฑ์คุณภาพที่ว่านั้น และเรามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่จะใช้เกณฑ์ดังกล่าวจัดลำดับคุณค่าของเสียงทางการเมือง

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่เราจะถกเถียงกันว่าประชาธิปไตยมีปัญหาเพราะเสียงคุณภาพต่ำหรือไม่ เราอาจจะต้องเริ่มจากคำถามที่เป็นพื้นฐานกว่านั้นว่า เมื่อมีใครสักคนใช้คำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” นั้นเพียงพอและเหมาะสมที่จะเป็นคำอธิบายสำหรับสังคมประชาธิปไตยหรือไม่

เมื่อเราลองมาพิจารณาคำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” แล้วจะพบว่า แม้ว่าคำคำนี้ดูเหมือนจะมีความหมายชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียด เราจะพบว่าคำดังกล่าวยังเปิดให้ตีความได้หลายทาง

อย่างแรก คำนี้อาจหมายถึงเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนกำลังลงคะแนน เช่น ผู้ประกันตนที่ไม่เข้าใจโครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคม ไม่ทราบว่ากองทุนมีเงินมาจากไหน หรือไม่เข้าใจข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุน หากใช้ความหมายนี้ คำว่า “คุณภาพต่ำ” ก็เป็นข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับระดับความรู้ของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

อย่างที่สอง หากคำนี้หมายถึงผู้เลือกตั้งที่ขาดความสามารถในการใช้เหตุผล แม้จะมีข้อมูลอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เปรียบเทียบนโยบาย หรือพิจารณาผลกระทบของทางเลือกต่างๆ ได้อย่างรอบคอบ ในความหมายนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดและกระบวนการตัดสินใจ

อย่างที่สาม คำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” อาจหมายถึงผู้เลือกตั้งที่ตัดสินใจจากอารมณ์ ความนิยม ความผูกพันกับบุคคล หรือความต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าจะพิจารณาเหตุผลและนโยบายที่เกี่ยวข้อง และความหมายอย่างที่สี่ คำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” อาจถูกใช้เรียกเสียงของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เลือกฝ่ายซึ่งผู้พูดไม่เห็นด้วยเพื่อแสดงความไม่พอใจ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่าผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นมีความรู้หรือใช้เหตุผลอย่างไร

ความหมายทั้งสี่ประการนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน คนที่มีความรู้น้อยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ใช้เหตุผลไม่เป็น คนที่ตัดสินใจจากอารมณ์ในบางสถานการณ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินใจเช่นนั้นเสมอไป และที่สำคัญที่สุด การเลือกผู้สมัครที่เราไม่เห็นด้วยไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าผู้เลือกตั้งคนนั้นขาดความรู้หรือความสามารถ

ลองสมมุติว่าผู้ประกันตนสองคนเลือกผู้สมัครคนละฝ่าย คนแรกเลือกผู้สมัครที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนของกองทุน ส่วนคนที่สองเลือกผู้สมัครที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตน แม้ทั้งสองจะมีข้อมูลชุดเดียวกัน พวกเขาก็อาจเลือกต่างกันได้ เพราะให้น้ำหนักกับคุณค่าทางการเมืองคนละอย่าง

เราจะเรียกเสียงของคนที่เลือกผู้สมัครซึ่งเราไม่เห็นด้วยว่าเป็นเสียงคุณภาพต่ำได้หรือไม่ หากจะเรียกเช่นนั้น เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นก่อนว่าเขาไม่เข้าใจข้อมูล ใช้เหตุผลผิดพลาด หรือมีความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับหลักฐานจริงๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาให้ความสำคัญกับคุณค่าที่แตกต่างจากเรา หรือเลือกไม่เหมือนกับเรา

ดังนั้น ปัญหาแรกสุดของคำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” จึงอยู่ที่ความคลุมเครือทางความหมาย คำนี้อาจใช้เรียกความบกพร่องด้านความรู้ ความสามารถในการใช้เหตุผล วิธีการตัดสินใจ หรือเป็นความไม่เห็นด้วยในทางการเมืองก็ได้ หากผู้พูดไม่แยกความหมายเหล่านี้ให้ชัดเจน ข้อวิจารณ์ของเขาก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการใช้คำประเมินค่าที่ฟังดูหนักแน่น แต่ยังไม่มีเกณฑ์ความหมายที่ชัดเจนรองรับ

ปัญหาต่อมาคือ สมมุติว่าเรากำหนดความหมายของ “คุณภาพต่ำ” ได้ชัดเจนแล้ว ก็ยังต้องพิจารณาว่าข้อกล่าวอ้างนั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ และหลักฐานดังกล่าวนำไปสู่ข้อสรุปทางการเมืองได้จริงหรือเปล่า

สมมุติว่ามีการสำรวจแล้วพบว่า ผู้เลือกตั้งบางส่วนไม่สามารถอธิบายกลไกการบริหารกองทุนประกันสังคมได้อย่างถูกต้อง นี่อาจเป็นข้อเท็จจริงที่น่ากังวล เพราะการตัดสินใจเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้าไปบริหารกองทุนย่อมควรอาศัยข้อมูลและความเข้าใจที่เพียงพอ แต่ต้องระวังไม่ให้ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่เกินกว่าที่เรามีหลักฐาน

จากข้อความว่า “ผู้เลือกตั้งบางคนขาดความรู้เกี่ยวกับกองทุนประกันสังคม” ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “ผู้เลือกตั้งเหล่านั้นไม่มีสิทธิลงคะแนน” หรือ “เสียงของพวกเขาไม่ควรมีน้ำหนักเท่ากับเสียงของผู้ที่มีความรู้มากกว่า” นี่จึงเป็นความแตกต่างระหว่างคำกล่าวอ้างเชิงพรรณนา (descriptive claim) กับคำกล่าวอ้างเชิงปทัสถาน (normative claim) อย่างแรกบอกเราว่าสิ่งต่างๆ เป็นอย่างไร ส่วนอย่างหลังบอกเราว่าสิ่งต่างๆ ควรเป็นอย่างไร

ข้อเท็จจริงที่ว่าคนบางคนมีความรู้มากกว่าคนอื่นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ข้อเสนอว่าคนที่มีความรู้มากกว่าควรมีสิทธิทางการเมืองมากกว่าคนอื่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้อเสนออย่างหลังนั้นต้องการเหตุผลเพิ่มเติมอย่างมาก เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามมาจากข้อเท็จจริงอย่างแรกโดยตรง

ในทางตรรกวิทยา เราอาจเขียนโครงสร้างการให้เหตุผลดังกล่าวได้ดังนี้ (1) ผู้เลือกตั้งบางคนมีความรู้เกี่ยวกับประกันสังคมน้อยกว่าผู้เลือกตั้งบางคน (2) ผู้ที่มีความรู้น้อยกว่าย่อมมีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดมากกว่าในบางเรื่อง ดังนั้น (3) เสียงของผู้ที่มีความรู้น้อยกว่าจึงควรมีคุณค่าทางการเมืองน้อยกว่า

จะเห็นได้ว่าข้อสรุป (3) ไม่ได้เป็นผลมาจาก (1) และ (2) โดยตรง ต่อให้ยอมรับว่า (1) และ (2 ) เป็นจริง ก็ยังต้องมีหลักการเพิ่มเติมเพื่ออธิบายว่าเหตุใดความแตกต่างด้านความรู้จึงควรนำไปสู่ความแตกต่างด้านสิทธิทางการเมือง

หากผู้วิจารณ์ต้องการเสนอว่าความรู้ควรเป็นเงื่อนไขของสิทธิในการลงคะแนน เขาก็ต้องอธิบายต่อไปว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าความรู้ระดับใดจึงเพียงพอ จะวัดความรู้อย่างไร และเหตุใดเกณฑ์นั้นจึงเป็นธรรมต่อผู้เลือกตั้งทุกกลุ่ม คำถามเหล่านี้ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ข้อเสนอเรื่องการจัดลำดับคุณภาพของเสียงทางการเมืองต้องตอบให้ได้

นอกจากนี้ การใช้สิทธิเลือกผู้สมัครยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจภายใต้คุณค่าที่อาจขัดแย้งกัน ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งอาจเห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนควรได้รับความสำคัญสูงสุด ขณะที่อีกคนอาจเห็นว่าความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้อำนาจเป็นเงื่อนไขที่สำคัญกว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจข้อมูลทางเทคนิคเหมือนกัน พวกเขาก็ยังอาจลงคะแนนต่างกันได้ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเป้าหมายที่ควรให้ความสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ การเรียกเสียงของฝ่ายหนึ่งว่าคุณภาพต่ำอาจไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความสามารถในการใช้เหตุผลของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด ตรงกันข้ามถ้อยคำดังกล่าวได้สะท้อนว่าผู้พูดกำลังยกคุณค่าบางประการให้มีความสำคัญเหนือคุณค่าอื่น นั่นก็คือยึดถือคุณค่าของตนว่าเหนือกว่าคนอื่นตั้งแต่ต้น

หากเราเรียกเสียงของฝ่ายที่ชนะว่าคุณภาพต่ำเพียงเพราะเราไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้ง เราก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ความเห็นของตนเองเป็นทั้งมาตรฐานและคำตัดสินในเวลาเดียวกัน

การที่เราเชื่อว่าตนเองตัดสินใจได้ดีกว่าคนอื่น อาจเป็นเหตุผลให้เราเสนอข้อมูล อธิบายเหตุผล หรือพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเปลี่ยนใจได้ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะสรุปว่าเสียงของคนเหล่านั้นมีคุณค่าของความเป็นพลเมืองน้อยกว่าเสียงของเรา และนี่เองอาจเป็นบททดสอบสำคัญของประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเราจะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้หรือไม่ แต่คือเราจะอยู่ร่วมกันในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมกันได้อย่างไร แม้เราจะเห็นต่างกันทั้งในเรื่องความรู้ เหตุผล และสิ่งที่เราเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับสังคม

ถึงที่สุดแล้ว ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ดี ในสังคมเราไม่มีทางที่จะมี “ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง หรือคนที่เก่งไปเสียทั้งหมด” ฉะนั้น “เสียงคุณภาพต่ำหรือสูง” จึงไม่ใช่สมมุติฐานของประชาธิปไตย ความเสมอภาคต่างหากซึ่งเป็นคุณค่าที่ประชาธิปไตยยึดถือ กล่าวคือ สังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและการได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ลองคิดดูง่ายๆ ก็ได้ว่า คนที่มีความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างดีก็คงมีความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวน้อยกว่าชาวนา ฉะนั้น เราจะบอกได้อย่างไรว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยสูงส่งกว่าชาวนา ข้าราชการเหนือชั้นกว่ากรรมการ

บางที คำว่า “เสียงคุณภาพต่ำ” จึงหาใช่อะไรอื่น นอกเสียจากถ้อยคำที่แสดงถึง “ความชอกช้ำใจสูง” ของใครบางคนที่เห็นว่าฝ่ายที่ตนสนับสนุนนั้นแพ้เลือกตั้ง หรือถ้ามากไปกว่านั้นก็คงเป็นการเห็นฝ่ายที่ตนไม่ชอบนั้นชนะการเลือกตั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ
‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา
FACING EL CHAPO | ‘จับตัวเจ้าพ่อ’