บทความพิเศษ | สิริกร มณีรินทร์
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
ในวันที่ AI เปลี่ยนกติกาการเรียนรู้และการทำงาน ทักษะการอ่านที่เราคุ้นเคยยังสำคัญเพียงใด เมื่อเทคโนโลยีช่วยสืบค้น สรุปเนื้อหา และเขียนข้อความให้เราได้ในไม่กี่นาที
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทสำคัญในการเตรียมฐานความรู้และสมรรถนะทุนมนุษย์ของชาติ รวมทั้งสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ผู้เขียนสนใจศึกษาว่านานาประเทศเตรียมเยาวชนให้ใช้และรู้เท่าทัน AI อย่างไร
จึงศึกษาหลักสูตรของ 14 ประเทศที่โดดเด่นด้านการศึกษา
ทั้งในยุโรป เช่น ฟินแลนด์ เอสโตเนีย อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน
ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
การศึกษาโมเดลนานาชาติชี้ให้เห็นว่าประเทศผู้นำทางการศึกษาต่างตื่นตัวและเตรียมความพร้อมเยาวชนเพื่อรับมือกับโลกยุคปัญญาประดิษฐ์
โดยภาพรวม อาจจำแนกการขับเคลื่อนนี้เป็น 2 แกนหลัก
แกนแรกคือการสร้างทักษะความรู้เท่าทัน AI
และแกนที่สองคือการตอกย้ำรากฐานความสามารถด้านการอ่านและการเขียนแบบดั้งเดิม
แกนที่ 1 : การเตรียมผู้เรียนให้ใช้และรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์
ผู้นำทางเทคโนโลยีอย่างจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เอสโตเนีย และฟินแลนด์ กำลังเร่งพัฒนาความฉลาดรู้ด้าน AI ผ่านการบรรจุหลักสูตร โครงการทดลอง และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย
โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งในแง่ของผลประโยชน์ ข้อจำกัด ตลอดจนความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมในการใช้งาน การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ดี รูปแบบ ความเข้มข้น และจุดเริ่มต้นของระดับชั้นเรียนในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
จีนวางแนวทางระดับชาติเป็นขั้นตอนตามวัยอย่างเป็นระบบ
โดยระดับประถมศึกษาเน้นการจุดประกายความสนใจและความรู้พื้นฐาน
มัธยมศึกษาตอนต้นขยับสู่การทำความเข้าใจหลักการและการประยุกต์ใช้
ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลายมุ่งเน้นการคิดเชิงระบบและนวัตกรรมขั้นสูง
โดยมีกฎเหล็กห้ามมิให้นักเรียนระดับประถมใช้งานเครื่องมือสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ AI ด้วยตนเอง
สิงคโปร์วางโรดแมปให้เด็กประถม 1-3 เรียนรู้เพียงกรอบแนวคิดว่า AI คืออะไร โดยยังไม่มอบหมายงานที่ต้องพึ่งพา AI โดยตรง
จากนั้นอนุญาตให้เด็กชั้น ป.4 ขึ้นไป เริ่มใช้เครื่องมือ AI ที่ออกแบบเพื่อการศึกษาภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครู
ส่วนเอสโตเนียปักหมุดนวัตกรรมผ่านโครงการ “AI ก้าวกระโดด” โดยเริ่มต้นนำร่องกับนักเรียนในระดับเกรด 10-11 ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมครูอย่างเข้มข้น ก่อนจะขยายผลครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและสายอาชีพทั้งประเทศในปีการศึกษา 2569
บทเรียนนี้สะท้อนว่าประเทศที่ขับเคลื่อน AI เชิงรุกก็ยังเลือกจุดเริ่มต้นและระเบียบวิธีต่างกัน
ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครจะเริ่มใช้เร็วกว่ากัน หากเป็นการแยกแยะชัดเจนระหว่าง “การเรียนรู้-เท่าทัน AI” และ “การลงมือใช้เครื่องมือโดยตรง” พร้อมออกแบบเครื่องมือให้สอดรับกับพัฒนาการตามวัย
การเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเล็กจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการโยน AI ให้ใช้โดยตรงเสมอไป
แกนที่ 2 : การวางรากฐานการอ่านและการเขียนให้เข้มแข็งในยุค
AI หลายประเทศกังวลและหันกลับมาทบทวนสมดุลเชิงนโยบายระหว่างการรับมือเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาทักษะพื้นฐานของมนุษย์
จะเห็นออสเตรเลียมุ่งเน้นการสอนอ่านอย่างเป็นระบบผ่านข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐเพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้ความสำคัญกับระบบประเมินทักษะการอ่านในวัยประถมต้น และจัดทีมสอนเสริมกลุ่มย่อยเพื่อช่วยเหลือเด็กก่อนที่ปัญหาการอ่านจะสะสมจนยากแก่การแก้ไข
ส่วนนิวซีแลนด์ประกาศเพิ่มงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาคุณภาพการอ่านและยกระดับศักยภาพผู้เรียนที่ยังอ่านไม่คล่อง
อังกฤษจัดสรรงบประมาณ 5 ล้านปอนด์ให้แก่โรงเรียนมัธยมเพื่อจัดซื้อหนังสือและสื่อภายใต้แคมเปญ “ปีแห่งการอ่านหนังสือ 2569” พร้อมสมทบอีก 12.5 ล้านปอนด์เพื่อให้โรงเรียนประถมของรัฐทุกแห่งมีห้องสมุดภายในสิ้นวาระรัฐสภานี้
นโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ National Literacy Trust องค์กรการกุศลอิสระซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ ภาคธุรกิจ และราชวงศ์ ออกรายงานเตือนเมื่อกรกฎาคม 2569 ว่ามีโรงเรียนประถมในอังกฤษราว 1 ใน 9 แห่งที่ยังขาดแคลนห้องสมุด
ส่วนสวีเดนสร้างความตื่นตะลึงเมื่อประกาศหวนคืนสู่พื้นฐานโดยเพิ่มเวลาอ่านหนังสือและลดการใช้หน้าจอที่ไม่จำเป็น
จัดสรรงบประมาณซื้อหนังสือเรียนประเภทกระดาษและหนังสืออ่านทั่วไปให้แก่โรงเรียนตั้งแต่ปฐมวัยราว 500 ล้านโครนต่อปีตั้งแต่ปี 2568
ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์ชาติ “สวีเดน-ประเทศแห่งการอ่าน (2569-2574)” มุ่งกู้คืนทักษะการอ่านของเยาวชนและสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง
การขยับตัวของสวีเดนสะท้อนทัศนะแหลมคมว่า การเตรียมพลเมืองสำหรับอนาคตยังต้องหยั่งรากอยู่บนฐานการอ่านที่แข็งแกร่ง
สวีเดนมองว่าการอ่านเป็นเสาหลักของการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าผลสัมฤทธิ์หรือคะแนนสอบในโรงเรียน นำไปสู่การคิดวิเคราะห์อย่างอิสระ การประเมินค่าข้อมูลข่าวสาร และการมีส่วนรับผิดชอบในสังคมประชาธิปไตย
โดยรัฐบาลจะติดตามผลลัพธ์ผ่านดัชนีชี้วัดตั้งแต่สถิติผลการเรียน ยอดจำหน่ายหนังสือ การเข้าใช้ห้องสมุดจนถึงผลการประเมิน PISA
คำถามคือ เราจะพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถด้านการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจด้วยเหตุผลได้อย่างไร?
กรณีศึกษาที่ 1 : เกาหลีใต้กับการปรับยุทธศาสตร์ “ตำราเรียนดิจิทัลเอไอ”
เกาหลีใต้เริ่มต้นนำ “หนังสือเรียนดิจิทัล AI” (AI Digital Textbook : AIDT) มาใช้จริงในการสอนวิชาแกนหลักของชั้นประถม 3-4 รวมถึงมัธยมปีที่ 1 และ 4 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างห้องเรียนที่ตอบสนอง “การเรียนรู้เฉพาะบุคคล” และใช้ชุดข้อมูลช่วยครูผู้สอนติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิด มิใช่การทดแทนตำราเรียนกระดาษทั้งระบบ
ทว่า หลังการประเมินผลอย่างเข้มข้น รัฐสภาเกาหลีใต้ตัดสินใจแก้ไขกฎหมาย ปรับสถานะของ AIDT จากเดิมที่เป็นตำราเรียนหลักภาคบังคับให้เป็น “สื่อการศึกษาทางเลือก” ที่โรงเรียนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม และยังคงให้น้ำหนักกับการหยั่งรากวัฒนธรรมการอ่านผ่านกฎหมายส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านและกฎหมายส่งเสริมห้องสมุดโรงเรียนที่ทำมาต่อเนื่องหลายสิบปี ซึ่งกำหนดเป็นกลไกเชิงนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนต้องจัดทำแผนแม่บทด้านหนังสือและห้องสมุดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
เกาหลีใต้ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบการศึกษาต้องพิจารณาความพร้อม การติดตามประเมินผลที่ยืดหยุ่น และพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายได้ตลอดเวลา
โดยไม่ละทิ้งการฝึกทักษะอ่านเขียนพื้นฐาน
กรณีศึกษาที่ 2 : สิงคโปร์กับวิสัยทัศน์ Smart Nation และสมดุลแห่งการอ่าน
สิงคโปร์มุ่งพัฒนา “ความรู้เท่าทัน AI” ด้วยกรอบแนวทางฉบับล่าสุดที่ครอบคลุมหลักสูตร กิจกรรม และทรัพยากรการเรียนรู้ที่จำแนกตามพัฒนาการช่วงวัย โดยเฉพาะการฝึกทักษะตรวจสอบข้อมูลจาก AI และการรู้เท่าทันสื่อปลอมที่สร้างขึ้นด้วย AI
สอดคล้องกับการกำหนดหมุดหมายให้ผู้เรียนตั้งแต่ชั้น ป.4 ขึ้นไปเริ่มเรียนรู้การใช้ AI ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครู โดยที่สื่อสิ่งพิมพ์ยังคงเป็นแกนหลักของการเรียนการสอน
สิงคโปร์ยังคงแน่วแน่ในนโยบายส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่องผ่านความร่วมมือของโรงเรียนและคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติ
ด้วยการเปิดตัวแคมเปญระดับชาติระยะ 5 ปี “ReadSG” ซึ่งมีนวัตกรรมใช้กลไกเกมชวนคนอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 15 นาที
โดยรัฐบาลติดตามจัดเก็บข้อมูลทั้งความถี่และทัศนคติต่อการอ่าน
จุดสำคัญของโมเดลสิงคโปร์ คือความพยายามชี้วัดความยั่งยืนของพฤติกรรมการอ่านในระยะยาว มากกว่าการมุ่งนับเพียงจำนวนตัวเลขของผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบฉาบฉวย
กรณีศึกษาที่ 3 : ฟินแลนด์กับการปักหมุดโครงการ “องค์ประกอบแห่งปัญญาประดิษฐ์” ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ที่พลเมืองยุคใหม่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
โดยเริ่มพัฒนาหลักสูตรออนไลน์สำหรับประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะขยายผลเป็นหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ฟรี (MOOC) ที่ตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการสอนประชากรในประเทศให้เข้าใจพื้นฐานของ AI อย่างน้อยร้อยละ 1
ขณะเดียวกัน แนวทางการใช้ AI สำหรับการศึกษาฉบับล่าสุด (พ.ศ.2568) ของฟินแลนด์ ได้หันมาเน้นย้ำเรื่องการใช้งานที่รับผิดชอบ ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการเรียนรู้
โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนและครูผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตามบริบทจริง
ควบคู่ไปกับการไม่ละทิ้งรากฐานดั้งเดิมอย่างการส่งเสริมการอ่าน ที่ยังคงขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นผ่านกลไกของครู ห้องสมุด ครอบครัว และการสร้างรสนิยมการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน
กรณีศึกษาข้างต้นยืนยันว่าการพัฒนา AI และการอ่านส่งเสริมกัน การใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณต้องอาศัยความเข้าใจ การตั้งคำถาม และการตรวจสอบเหตุผล ยิ่ง AI ผลิตคำตอบได้รวดเร็ว มนุษย์ยิ่งต้องอ่านและคิดเพื่อประเมินว่าคำตอบนั้นถูกต้องและเหมาะกับบริบทหรือไม่
การอ่านสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงความรู้ ส่วนการเขียนช่วยเรียบเรียงความคิดและตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง
ตั้งแต่เริ่มในปี 2543 PISA ประเมินทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเลือกการอ่านเป็นจุดเน้นรอบแรก ใช้หลักการอ่านเป็นฐานสำคัญของความรู้ในทุกวิชา ตลอดจนการพิจารณาข้อมูลและตัดสินใจในชีวิตจริง จึงวัดตั้งแต่การจับใจความและค้นข้อมูลตามเงื่อนไข จนถึงการเชื่อมโยงหลายแหล่ง แยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็น และประเมินความน่าเชื่อถือของสิ่งที่อ่าน
ผลการประเมิน PISA 2025 ที่ประกาศเมื่อกันยายน 2569 เตือนว่าทักษะการอ่านกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาในโลก เมื่อเทียบกับปี 2565 คะแนนการอ่านดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญใน 42 จาก 74 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ
แม้แต่ประเทศที่ระบบการศึกษาที่เข้มแข็งของโลก อาทิ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เอสโตเนีย และเกาหลีใต้ ต่างเผชิญภาวะคะแนนการอ่านลดลงถ้วนหน้า (16, 8, 12 และ 14 คะแนน ตามลำดับ)
แม้คะแนนการอ่านของไทยจะเพิ่มขึ้น 13 คะแนนจากรอบก่อนหน้า ทว่า ในภาพรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และมีเด็กไทยถึงร้อยละ 59 ที่ทักษะการอ่านยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานพื้นฐาน
ขณะที่แม้เวียดนามจะมีคะแนนการอ่านเท่ากับไทย แต่คะแนนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ส่งผลให้เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยรวมสามวิชา เวียดนามรั้งอันดับที่ 44 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 55 จาก 90 ประเทศซึ่งตัวเลขนี้เป็นข้อวิเคราะห์ของผู้เขียน มิใช่อันดับทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ (อันดับ 53)
บทสรุปเชิงนโยบายในการเตรียมความพร้อมทุนมนุษย์สู่อนาคต จึงน่าจะเริ่มจากการวางรากฐานภาษาและนิสัยการอ่านตั้งแต่ปฐมวัย คู่ไปกับการบ่มเพาะความรู้เท่าทัน AI ให้เหมาะสมตามวัย รัฐต้องลงทุนในตัวครู หนังสือ และระบบห้องสมุด พร้อมช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบาง
เช่น การคัดกรองทักษะการอ่านเชิงรุกในระดับชั้น ป.1-3 จัดสรรงบประมาณหนังสือให้ทั่วถึงทุกสถานศึกษา และกำหนดหมุดหมายให้ชัดเจนว่าในชั้นเรียนใดที่เด็กสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี AI ภายใต้การชี้แนะของครูได้อย่างปลอดภัย
จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีอาจช่วยย่นระยะเวลาในการค้นหาและสร้างสรรค์ข้อความได้อย่างรวดเร็ว ทว่า “การได้คำตอบที่รวดเร็ว” มิได้มีมูลค่าเท่ากับ “การทำความเข้าใจในคำตอบนั้น” ยิ่งปัญญาประดิษฐ์คิดแทนมนุษย์ได้มากเท่าใด ระบบการศึกษายิ่งต้องเคี่ยวกรำให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่านและคิดวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกมากพอที่จะประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบเหล่านั้น
การอ่านจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือกรองข้อมูลของ AI
แต่เป็นสะพานเชื่อมสู่การคิดอย่างมีวิจารณญาณและมีคุณธรรม
ทักษะการอ่านวันนี้จึงมิใช่สิ่งตกยุค หากแต่เป็นหลักพิงสำคัญให้มนุษย์สามารถยืนหยัดและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าทันและมีอารยะ
