
ศ. ดุสิต/รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว(๘๘๙)
อ่านอนาคตของคุณไม่ยากหรอก…แค่รู้จักดาว 10 ดวงเท่านั้น!
เรื่องลึกในโหราศาสตร์ไทยชุด “คลังโหร” เกณฑ์ชาตาที่สบาย
เกณฑ์นี้เป็นอีกเกณฑ์หนึ่งที่จะทำให้เรามองดูดวงชาตาที่เพิ่งผูกขึ้นปั๊บ ก็รู้ได้ปุ๊บเลยว่าเจ้าชาตานี้จะมีชีวิตที่มีครรลอง “ลำบาก” หรือ “สบาย” ได้อย่างดี เพียงแต่มองดูดาวสำคัญที่สถิตอยู่ในดวงว่าได้เข้าเกณฑ์นี้หรือไม่เท่านั้น
ดังนั้น การรู้จักกับเกณฑ์นี้ไว้จึงไม่เสียหลายสำหรับคุณอย่างแน่นอน
แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “ลำบาก” กับ “สบาย” ที่ว่านี้กันเสียก่อนดีกว่า เพราะอาจจะมีผู้ที่เข้าใจในศัพท์สองคำนี้ “เว่อร์” เกินไปจนเกินความเป็นจริงก็ได้ เราควรเข้าใจกันอย่างนี้
“ลำบาก” หมายถึงชีวิตที่ต้องผจญกับความทุกข์ยากต่างๆ เช่น-ต้องออกแรงอย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ มีความเหน็ดเหนื่อยไม่สิ้นสุด หรือต้องเหนื่อยกันอยู่ทุกวันเป็นเวลานาน หรือถ้าไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้ แต่ชีวิตต้องประสบกับความคับข้องอึดอัดบ่อยๆ มีอุปสรรคเข้ามาสู่ชีวิตไม่ขาดสายเป็นระยะเวลานาน เดี๋ยวเรื่องโน้นเรื่องนี้ อย่างที่เรียกกันว่า “เหนื่อยใจ” นั่นก็ได้

พูดง่ายๆ ก็คือ ความไม่สบายเหล่านี้แหละที่เราเอามารวมกับคำว่า “ลำบาก” ชีวิตของใครที่ว่าต้องลำบาก ก็คือชีวิตที่ต้องมีครรลองแบบนี้มากกว่าความสบายนั่นเอง
“สบาย” คำนี้ไม่ได้หมายความเป็นชีวิตที่นั่งกินนอนกินอยู่อย่างเดียวโดยไม่ได้ทำอะไร หรือมีชีวิตที่ร่ำรวยอย่างเศรษฐี เพราะเศรษฐีก็อาจ “ลำบาก” ได้
“สบาย” คำนี้จึงหมายถึงชีวิตที่ไม่มีความทุกข์เข้ามาเกาะกุม หรือมีก็น้อยจนไม่คิดว่ามันเป็นความทุกข์ เพราะความสบายนี้มันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าร่างกาย
บางคนต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ แต่เขาก็มีความ “สบาย” ได้ทางจิตใจ กายลำบากแต่จิตใจมีสุข อย่างนี้จะจัดอยู่ในกรุ๊ปของ “สบาย”
เราตีความเอาไว้อย่างนี้ ไม่ใช่ความสบายคือความร่ำรวยมีทรัพย์ เพราะอย่างที่ว่า มีทรัพย์เป็นมหาเศรษฐีแต่ไม่สบายก็มีเยอะไป ดวงสบายคือดวงที่มีความหมายอย่างที่ว่านี้นะครับ
เอาละ, ทีนี้มาดูเกณฑ์นี้กันต่อไปว่ามีสูตรอยู่ยังไงกันมั่ง
ดวงที่มีเกณฑ์สบายนั้น จะต้องประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ คือ–
๑. มีดาวคู่ธาตุอยู่ในดวง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีดาวคู่มิตรอยู่สักคู่หนึ่งก็ได้
๒. ถ้าดาวคู่ธาตุคู่มิตรนั้นดวงใดดวงหนึ่งได้เกษตรหรืออุจจ์ ย่อมทำให้ความสบายจะเพิ่มแรงขึ้น
๓. ถ้าไม่มีทั้งดาวคู่ธาตุ, มิตร มีเพียงดาวคู่สมพลคู่หนึ่ง ก็ยังพอนับได้ว่ามีความสบายอยู่บ้าง
ฟังดูแล้วรู้สึกว่า มันไม่น่าจะเป็นเกณฑ์ดิบดีอะไรขึ้นมาได้เลย เพราะมันเป็นสิ่งธรรมดาที่ดวงชาตาของคนเรามักจะมีดาวคู่มิตรคู่ธาตุอยู่ในดวงกันแทบทั้งนั้น
แต่ก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่พอได้พบดวงมากๆ เข้าก็เลยรู้ว่า ดวงคนเราไม่ได้มีดาวคู่ธาตุคู่มิตรกันเยอะนักหรอก ดวงคนที่โชคดีเท่านั้นจึงจะมี โดยเฉพาะดาวคู่ธาตุที่ดีๆ นั้นจะพบได้น้อยกว่าดาวคู่มิตรเสียอีก
ซึ่งแสดงว่าดาวคู่ธาตุจะต้องมีความสำคัญมากกว่าดาวคู่มิตรด้วยซ้ำ แต่ครูท่านก็บอกไว้ในสูตรว่าเสมอกัน
ที่ว่าดาวคู่ธาตุดีๆ นั้น ท่านหมายถึงคู่ธาตุที่ท่านจัดเอาไว้ว่าดี ซึ่งเรื่องของธาตุนี้เราก็เคยเรียนกันมาแล้วว่ามีอยู่ 4 ธาตุ คือธาตุไฟ-ดิน-ลม-น้ำ และ-
ธาตุไฟ กับ ธาตุลม ท่านถือว่าเป็นธาตุบาปเคราะห์
ธาตุดิน กับ ธาตุน้ำ ท่านถือว่าเป็นธาตุศุภเคราะห์
บาปเคราะห์ให้โทษแรงกว่าให้คุณ ศุภเคราะห์ให้คุณแรงกว่าให้โทษ
ตรงนี้แหละครับที่ครูท่านใช้เป็นเครื่องกำหนดน้ำหนักของคุณภาพธาตุที่อยู่ในดวง
นอกจากนั้น ท่านยังใช้คุณภาพของธาตุในราศีเป็นตัวกำหนดด้วย
เช่น อยู่ในเรือนธาตุของมิตรหรือศัตรู หรืออยู่ในธาตุอันเป็นกลาง ธาตุที่อยู่ในเรือนธาตุของตัวเองย่อมถือว่าให้คุณแรงกว่า เพราะได้ “อสีติธาตุ” อยู่ในเรือนธาตุที่เป็นมิตรก็ให้คุณรองลงมา
อยู่ในธาตุเป็นกลางก็ถือเป็นปกติ
ถ้าอยู่ในเรือนศัตรูธาตุ ก็ย่อมย่อหย่อนลง แต่ก็ยังให้คุณอยู่นั่นเอง เพียงแต่น้ำหนักเบาลงกว่าในเรือนของสามธาตุข้างต้นนั้นเท่านั้น
แต่นอกเหนือกว่านี้ ยังมีสิ่งที่มีความหนักเบาไม่เท่ากันอยู่อีก นั่นก็คือ ภพ ที่ดาวคู่ธาตุนั้นสถิตอยู่ว่าเป็นภพที่มีความหมายแก่ดวงชาตาอย่างไร ให้ผลไปในทางไหน ซึ่งตรงนี้แหละที่ความหนักเบาไม่เหมือนกันเลย นักพยากรณ์ที่ดีจึงต้องคำนึงถึงให้มาก ภพที่ให้คุณแก่ดวงชาตาดีที่สุดก็คือภพ ตนุ หรือกุมลัคนานั่นเอง เพราะตนุหมายถึงชีวิตของเจ้าชาตาจริงๆ ดาวสถิตภพตนุก็คือทำงานให้แก่ชีวิตของเจ้าชาตามากกว่าด้านอื่นนั่นแหละ
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลของดาวคู่ธาตุนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น นั่นก็คือจะต้องเป็นดาวคู่ธาตุที่ลอยอยู่เพียงสองดวงในราศีนั้นเท่านั้น นี่คือสิ่งดีที่สุด ถ้ามีดาวอื่นเข้ามาแซมด้วย ดาวนั้นก็จะ “ดึง” พลังของดาวคู่ธาตุนั้นออกไปด้วย ทำให้พลังในการจะให้คุณแก่ชาตาลดหย่อนลงได้ตามน้ำหนักคุณโทษของดาวนั้นเอง
ดูตัวอย่างดาวคู่ธาตุตามความหนักเบา

ดูตัวอย่างแล้ว คุณก็คงจะมองเห็นได้ว่าดาวคู่ธาตุนั้นได้ไปสถิตในต่างธาตุกัน และในภพต่างกัน ก็จะให้คุณที่ต่างกันด้วย
อาจมีผู้สงสัยว่า ใน ดี 4 นั้นดาวได้สถิตในอริภพ ไฉนจึงจะให้คุณได้ แม้จะในระดับบ๊วยก็เถอะ แต่ดังได้บอกแล้วว่า อันดาวคู่ธาตุนั้นมีพลังที่เหนือกว่าดาวธรรมดา จะนำเอาดาวธรรมดามาเปรียบเทียบมิได้ และในตัวอย่างนั้นดาวศุกร์ในราศีธนูนั้นมีศักดิ์ศรีเป็นมหาจักร จึงมีพลังมากพอที่จะต้านอริของภพไว้ได้บ้าง จึงมีส่วนที่จะให้คุณแก่ชาตาได้เหมือนกัน
ส่วนการจะให้คุณไปทางใดนั้น ก็ดูได้จากภพที่ดาวคู่ธาตุนั้นสถิตอยู่ การให้คุณก็จะให้ไปตามหน้าที่ของภพนั้น
เช่น ภพตนุก็จะให้ความสบายแก่ชีวิต
ภพศุภะก็จะให้ความสบายในความก้าวหน้าของเจ้าชาตา
แต่ถ้าอยู่ในทุสถานภพเช่นภพอรินั้น ก็มีความหมายว่ากว่าจะได้พบความสบายนั้น เจ้าชาตาก็จะต้องพบกับความลำบากเสียก่อน หรือต้องเหน็ดเหนื่อยบากบั่นมาก่อนจึงจะได้ความสบาย
ถ้ามีดาวเข้ามาแซมในดาวคู่ธาตุ เราก็สามารถที่จะอ่านได้ว่า ดาวนั้นมาดึงหรือมาเบี่ยงเบนการให้คุณของดาวคู่ธาตุอย่างไรบ้าง คือดูด้วยการอ่านว่าดาวนั้นเป็นดาวอะไร เป็นมิตรหรือศัตรูกับดาวคู่ธาตุนั้น มีหน้าที่ตามดวงชาตาอย่างไร และดาวนั้นมีศักดิ์ศรีมาส่งเสริมดาวคู่ธาตุหรือมาหักล้างให้ต่ำลง
แม้ว่าครูท่านจะบอกว่าการมีดาวเข้ามาแทรกแซงจะทำให้ดาวคู่ธาตุอ่อนแรงลงบ้างก็ตาม
แต่ในบางกรณีดาวที่เข้ามาแซมก็อาจจะช่วยเสริมให้ดาวคู่ธาตุดีขึ้นอีกก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าดาวนั้นเป็นดาวอะไร หน้าที่อะไร
เช่น–

ตัวอย่างดวงนี้ได้คู่ธาตุระดับ 3 แต่มีดาวอาทิตย์เข้ามาแซมในราศีด้วยอีกดวงหนึ่ง และอาทิตย์ในราศีนี้ได้นิจแต่มาจากภพลาภะอันเป็นภพที่ให้คุณแก่ชาตา
ยิ่งกว่านั้นการเข้ามาเสริมของอาทิตย์ทำให้จับคู่สมพลกับดาวศุกร์เกษตรเจ้าภพตนุอีกด้วย อย่างนี้การแซมจึงไม่ทำให้ชาตาเสียไป อาทิตย์มีคุณสมบัติในความหยิ่งในศักดิ์ศรี มีความไว้ตัวไว้เกียรติ ความเป็นนิจทำให้คุณภาพเหล่านี้เบาบางลง กลายเป็นอาทิตย์ที่ติดดินมากขึ้น ทำให้เจ้าชาตาไม่เป็นคนที่ถือยศถือเกียรติแต่อย่างใด
สรุปง่ายๆ ก็คือ ผูกดวงใครขึ้นมามองดูแล้วว่าในดวงเขามีดาวคู่ธาตุคู่มิตรอยู่ในดวงด้วย ก็สันนิษฐานไว้ได้ก่อนแล้วว่า เจ้าของดวงนี้จะได้รับความสบายในชีวิตได้ แม้จะเคยลำบากมาก่อนก็อย่าได้ดูหมิ่นเขาเป็นอันขาด เพราะดวงอย่างนี้สามารถที่จะได้รับความสบายในปลายมือได้เสมอ และถ้าผู้พยากรณ์มีพื้นฐานสูงด้วยละก็ อาจจะพยากรณ์ได้ยืดยาวเพียงวิเคราะห์จากดาวคู่ธาตุนี้เพียงคู่เดียวเท่านั้น
ที่พูดมานี้ ผมอธิบายถึงดาวคู่ธาตุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องไปแจกแจงถึงดาวคู่มิตรอีก
เนื่องจากใช้สูตรเดียวกันนี้เอง เพราะครูท่านให้ความสำคัญของดาวคู่มิตรกับคู่ธาตุมีความเสมอกันในเรื่องนี้
ส่วนผู้ที่อาจสงสัยว่า แล้วดาวคู่สมพลคู่อุปถัมภ์อะไรอีกล่ะจะเอามาใช้ร่วมด้วยได้ไหม
ขอตอบว่าไม่ได้ครับ เพราะครูไม่ได้บอกว่าใช้ในกรณีนี้ได้ เนื่องจากดาวคู่อื่นๆ นั้นมีน้ำหนักในการให้คุณไม่เพียงพอนั่นเอง
อธิบายมาพอเข้าใจกันแล้ว ก็มีความละเอียดพอที่จะทำให้คุณๆ อ่านดวงนี้เป็นกันแน่ๆ ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว ก็ขอลาไปตรงนี้แหละครับ
