หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ผมใช้กล้องและเลนส์เป็นเครื่องมือรับบทเรียนจากธรรมชาติมานานพอสมควร ผมบอกใครๆ เสมอว่า ผมเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการดูนก และก็บอกบ่อยๆ เช่นกันว่า ผมมีนกอีโก้งเป็น “นกในดวงใจ” ให้อีโก้งเป็นนกในดวงใจ ทั้งๆ ที่ยังรู้จักนกแค่ไม่กี่ตัว
ผมไม่แน่ใจนักว่า ทำไมนกซึ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหลาย จึงมักถูกคนเรียกโดยขึ้นต้นชื่อว่า อี
เรียกอี ทั้งตัวผู้และตัวเมีย อาจเพราะนกเหล่านี้มีจำนวนมาก คนค่อนข้างคุ้นเคย จึงเรียกพวกมันอย่างเอ็นดูเหมือนเรียกลูกหลาน เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำ อันเป็นแหล่งอาศัยของนกเหล่านี้ อยู่ในพื้นที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับเพาะปลูก
นกและคนอยู่ร่วมกัน พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ พวกมันช่วยกำจัดแมลง ที่กัดกินต้นข้าว ดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณเหมาะสม ก่อนหน้าที่ท้องทุ่งจะกลายเป็นคล้ายทุ่งสังหาร เพราะสารพิษที่อยู่ในยาฆ่าแมลง, ปุ๋ยเคมี
นกน้ำหลายชนิดสาบสูญไป หลายชนิดเหลือไม่มาก พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งแม้ว่าจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่ดูเหมือนว่าจะเลี่ยงไม่พ้นกับการถูกทำลายในนามของการพัฒนา
วินาทีแรกที่ผมมีโอกาสได้มองผ่านกล้องสองตากำลังขยาย 8 เท่า เห็นนกอีโก้ง ที่เดินทำหางกระดกๆ อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ แถวสามร้อยยอด ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มีนกสีม่วง อยู่บนโลกใบนี้
พูดแบบโรแมนติก มันคือ “รักแรกพบ”
ไม่เพียงจะเข้ามาอยู่ในใจ แต่ อีโก้ง นกธรรมดาๆ ตัวหนึ่งที่ก้มหน้าก้มตา ทำงานช่วยชาวนาอยู่ในท้องทุ่ง คือจุดเริ่มต้นอันทำให้ผม “เห็น” แบบของโลกที่ผมอยู่
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่ในป่า
ป่าไม่ได้เพียงทำให้ผมรู้จักสัตว์ป่า สิ่งที่ป่าสอนมากกว่านั้น คือการได้เห็นว่า โลกใบนี้ถูกออกแบบมาอย่างไร รวมทั้งชีวิตในป่าทุกชีวิตทำงานร่วมกันอย่างไร
เช่น ฝนตกลงมา น้ำไม่ได้ไหลลงทะเลทันที น้ำค่อยๆ ซึมลงดิน ผ่านรากไม้ ผ่านชั้นใบไม้ที่ทับถมมาเนิ่นนานก่อนจะไหลออกมาเป็นตาน้ำ เป็นลำห้วย เป็นแม่น้ำ แล้วจึงเดินทางต่อ
ระหว่างทาง น้ำไม่ได้ทำหน้าที่เพียงหล่อเลี้ยงผู้คน มีปลา กุ้ง ปู นก แมลง พืช และสิ่งมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน ชีวิตเหล่านี้ทำหน้าที่ไม่ต่างจากช่างซ่อมบำรุง
พื้นที่ที่น้ำเอ่อล้นในฤดูฝน ไม่ได้เป็นพื้นที่สูญเปล่า แต่มันคือที่พักของน้ำ หนอง บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำ คือฟองน้ำขนาดใหญ่ เมื่อฝนตกมาก มันรับน้ำไว้ เมื่อหน้าแล้งมาถึง มันค่อยๆ ปล่อยน้ำกลับคืน
แต่ทุกวันนี้ ดูเหมือนคนจำนวนไม่น้อยมองน้ำต่างออกไป
ลำห้วยหลายสายถูกปรับให้ตรงที่สุด เร็วที่สุด คอนกรีตปิดทับพื้นดินจนไม่เหลือพื้นที่ให้น้ำซึม
คลองจำนวนมากกลายเป็นเพียงท่อส่งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ถูกถม หรือกลายเป็นแค่อ่างเก็บน้ำ
หน้าที่ที่ซับซ้อนของธรรมชาติ ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขปริมาณน้ำกี่ล้านลูกบาศก์เมตร
เราคิดว่าเก็บน้ำได้มากขึ้น แต่ลืมความสูญเสียหน้าที่อีกนับร้อยที่ธรรมชาติเคยทำ สัตว์น้ำหายไป นกอพยพไม่มีที่พัก น้ำใต้ดินลดลง ฤดูน้ำหลากกลายเป็นภัยน้ำท่วมรุนแรง เพราะน้ำไม่มีที่ให้หยุดพัก
คนออกแบบให้น้ำต้องรีบเดินทาง แต่ธรรมชาติออกแบบให้น้ำได้หยุด
หลายปีมานี้ แนวคิดหนึ่งเริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้นทั่วโลก คือ Nature-based Solutions หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา
ธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาที่มีชีวิต และไม่ควรถูกทำลาย ไม่ใช่แนวคิดใหม่หรอก มันคือการยอมรับว่า ก่อนที่มนุษย์จะสร้างระบบต่างๆ ขึ้นมา โลกมีระบบที่ทำงานอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราควรทำ ไม่ใช่การแทนที่ธรรมชาติ แต่คือการทำความเข้าใจ แล้วออกแบบให้สอดคล้องกับสิ่งที่ธรรมชาติทำได้ดีที่สุด
ทำความเข้าใจว่าป่าไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตไม้ แต่เป็นโรงงานผลิตน้ำ เป็นเครื่องกรองอากาศ เป็นที่กักเก็บคาร์บอน พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่ที่รกร้าง ที่สำคัญเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิต คนทำเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ สร้างกำแพงเพื่อกันน้ำ ทำคลองให้เป็นท่อส่งน้ำ ทำทุกอย่างให้เหลือเพียงหน้าที่เดียว
ผมเป็นเช่นเดียวกับคนอีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาเพราะมนุษย์จำเป็นต้องมีน้ำ มีไฟฟ้า มีถนน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
และทุกคนมีคำถามเดียวกัน ไม่ใช่คำถามว่า “จะพัฒนาหรือไม่” แต่คือ “เราจะพัฒนาอย่างไร”
หากการพัฒนาหมายถึงการทำลายระบบที่ค้ำจุนชีวิต แล้วค่อยใช้งบประมาณมหาศาลสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาทดแทน หรือใช้เงินมหาศาลสร้างป่าในศูนย์การค้า
นั่นคงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่มีต้นทุนสูงกว่าที่คิด
ทุกวันนี้ ความพยายามสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องแลกกับป่านับแสนไร่ ยังไม่เคยหายไปจากสังคมไทย
คงดีหากก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนป่าผืนหนึ่งให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำ เราถามตัวเองให้ครบทุกคำถาม ป่านั้นผลิตอะไรอยู่บ้าง เป็นบ้านของกี่ชีวิต และหากป่านั้นหายไป เราจะต้องสร้างอะไรอีกกี่อย่าง เพื่อทดแทนสิ่งที่ธรรมชาติทำอยู่ทุกวัน
เราแก้ปัญหาหนึ่ง แต่สร้างอีกหลายปัญหาตามมา

สําหรับผมเรียนรู้ว่า ป่าไม่ได้สอนให้หยุดพัฒนา ไม่ได้สอนให้ไม่ปรับตัว
สิ่งที่ป่าต้องการสอนจริงๆ คือให้เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์
ป่าสอนให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน
เมื่อเราเปลี่ยนสิ่งหนึ่ง อีกหลายสิ่งย่อมเปลี่ยนตาม
บางครั้งผลลัพธ์อาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ แต่เกิดกับคนรุ่นถัดไป หรือกับสัตว์ที่ไม่มีโอกาสพูด
การพัฒนาที่ยั่งยืน ย่อมไม่ใช่การควบคุมธรรมชาติได้มากที่สุด แต่เป็นการยอมรับว่า แบบที่ธรรมชาติออกแบบไว้ เป็นแบบที่ดีที่สุด หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การวาดแบบใหม่ทับลงไปทั้งหมด แต่เรียนรู้แบบเดิมให้ลึกพอ โดยไม่ทำลายโครงสร้างที่ค้ำจุนชีวิต
ธรรมชาติไม่ได้แบ่งโลกออกเป็นส่วนๆ สัตว์ป่าไม่มีพรมแดน ทุกสิ่งต่างทำหน้าที่ของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เพื่อสิ่งอื่น ใบไม้ที่ร่วงหล่นกลายเป็นอาหารของดิน ดินอุ้มน้ำไว้ให้ลำธาร ลำธารหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่เพียงลำพัง
คนโบราณรู้เรื่องเหล่านี้ดี
เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ป่าก็เปลี่ยนตาม การกระทำที่ดีที่สุด คือการไม่ฝืนความจริงของโลก ทำโดยเข้าใจระบบที่มีอยู่แล้ว
ผมเริ่มต้นจากการดูนก วันหนึ่งผมรับ นกอีโก้ง นกธรรมดาๆ ตัวหนึ่งเข้ามาไว้ในดวงใจ
มันทำให้ได้รู้ความจริง เมื่อมองโลกอย่างผ่านหัวใจ “แบบของโลก” ก็เห็นได้ชัดเจน
ไม่ว่าแหล่งอาศัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นกอีโก้ง ยังคงทำหน้าที่ไปตามปกติ ดำเนินชีวิตไปตามวิถี แม้ว่าจะไม่ง่ายดายนักแล้ว
นั่นเรียกได้ว่าคือความหวัง
