ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ช่วงแรกของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ผมแทบจะไม่สนใจเลย
ทีมไหนอยู่สายไหนก็ไม่รู้
แข่งวันไหน กี่โมงก็ไม่เคยตามข่าว
ผิดวิสัยคนที่ชอบฟุตบอลอย่างผมมาก
จะบอกว่าไม่มีเวลาก็ไม่ได้
เพราะการทำงานฟรีแลนซ์ทำให้เวลาว่างเหลือเฟือ จัดเวลาง่ายมาก
ไม่เหมือนตอนที่ทำงานประจำ ตอนนั้นต้องวางแผนการดูบอลอย่างละเอียด
ทำอย่างไรจะไม่เสียงาน
หรือไปทำงานสายแบบไม่น่าเกลียด
ผมรู้สึกว่ายิ่งนานวัน ผมเริ่มบ้าบอลน้อยลง
ไม่ค่อยรู้สึก “อิน” กับทีมใดทีมหนึ่งเหมือนในอดีต
อย่างพรีเมียร์ลีก ผมเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้ก็ยังเชียร์เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ “อิน” เท่าไรนัก
เวลาทีมไหนเล่นดีหรือฟอร์มดี ผมก็ตามดูและแอบเชียร์ทีมนั้นเหมือนกัน
บางทีเล่นกับแมนยูฯ ยังแอบเผลอปรบมือเวลาที่คู่แข่งยิงประตูสวยๆ ได้
ขนาดพรีเมียร์ลีกยังไม่ค่อย “อิน”
ไม่แปลกที่ฟุตบอลโลก ผมจะรู้สึกเฉยๆ
เพราะไม่มีทีมไหนที่เชียร์แบบจริงจัง
ส่วนใหญ่จะเชียร์นักฟุตบอลที่เราชอบมากกว่า
อย่างครั้งนี้ ผมแอบเชียร์นักบอลอาวุโสที่น่าจะถึงเวลาแขวนสตั๊ดแล้ว
อย่าง “เมสซี่-โรนัลโด้”
อยากให้ทั้งคู่อำลาบอลโลกแบบสวยงาม
ส่วนทีมอังกฤษก็เชียร์ เพราะคุ้นเคยกับ “พรีเมียร์ลีก”
“สเปน-ฝรั่งเศส” ก็ชอบเพราะเล่นบอลสวยงาม
“นอร์เวย์” ก็เชียร์ เพราะชอบ “ฮาแลนด์”
และท่าพายเรือของกองเชียร์
เห็นไหมครับว่า “หลายใจ” มาก
การดูฟุตบอลโลกของผมจึงเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง
ไม่เจาะจงที่ทีมใดทีมหนึ่ง
ผมสมัคร MONO MAX หลังจากฟุตบอลโลกเริ่มไปแล้ว
เพราะ “เมสซี่-โรนัลโด้” เริ่มลงสนาม
ช่วงแรกๆ เป็นการดูแบบว่างก็ดู ไม่ว่างก็ดู
ที่สำคัญระบบของ MONOMAX ที่มีไฮไลต์ทั้งแบบสั้นและแบบยาวให้ดูเต็มอิ่ม
คู่ไม่สำคัญ แค่ดูไฮไลต์ยาวๆ ก็โอเคแล้ว
ต้องยอมรับว่าไฮไลต์บอลโลกตัดต่อดีกว่าพรีเมียร์ลีกมาก
และยังมี “เต็มแมตช์ย้อนหลัง” ให้ดูแบบเต็มอิ่มด้วย
บอลโลกครั้งนี้ เวลาการถ่ายทอดสดไม่เป็นใจสำหรับคนไทยเลย
เพราะแข่งดึกมาก
ก่อนเที่ยงคืนมีไม่กี่คู่
ส่วนใหญ่จะตีสอง ตีสาม
บางคู่แข่งเช้า
ผมเริ่มวางแผนการดูบอลรอบแรกแบบ “ฟรีแลนซ์”
คู่ไหนที่ทีมใหญ่ลงแข่ง ถ้าก่อนเที่ยงคืนก็จะดูสด
แข่งจบประมาณตีสอง ตีสาม ก็เลือกดู
ถ้าไม่ไหวก็จะมาดู “เต็มแมตช์ย้อนหลัง” ตอนเช้า
พิธีกรรมตอนเช้าก็คือ ห้ามเปิดมือถือดูข้อความอะไรเด็ดขาด
เพราะถ้ารู้ผลก่อนจะดูไม่สนุก
จากนั้นค่อยเปิด MONOMAX ในไอแพดดู
สนุกเหมือนกันเลยครับ
แต่ดีกว่าตรงที่ไม่ง่วง
และเราสามารถกดข้ามช่วงไม่สำคัญ เช่น ตอนพักครึ่ง ตอนพักกินน้ำ นักเตะนอนเจ็บ ฯลฯ
ทำให้เวลาในการดูเต็มแมตช์น้อยลง แต่ได้อรรถรสเหมือนดูถ่ายทอดสดจริงๆ
ส่วนบางคู่ที่ไม่น่าสนใจมาก ก็จะดู “ฟูลไฮไลต์” ประมาณ 10-19 นาที
จากรอบแรกสู่รอบสอง และเข้ารอบลึกเรื่อยๆ
ผมจึงเริ่มสนุกกับ “บอลโลก” มากขึ้น

“โรนัลโด้” และทีมชาติโปรตุเกส จบแค่รอบ 16 ทีม
ต้องยอมรับว่า “โรนัลโด้” เชื่องช้าไปมาก
เล่นเกมระดับนี้ไม่ไหวแล้ว
ส่วนหนึ่งเพราะสไตล์การเล่นของ “โรนัลโด้” จุดเด่น คือ การกระชากลากเลื้อย และการทำประตู
แม้เขาจะรักษาความแข็งแกร่งของร่างกายไว้ได้
แต่สิ่งที่หายไปอย่างเห็นชัด คือ “ความเร็ว”
ส่วน “เมสซี” กลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของคนทั้งโลก
ยิ่งทีม “อาร์เจนตินา” ชุดนี้ไม่แข็งแกร่งเหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ยิ่งต้องพึ่งพา “เมสซี” มากขึ้น
“เมสซี” ก็คล้ายกับ “โรนัลโด้”
“อายุ” ไม่ใช่แค่ “ตัวเลข”
แต่เป็น “ความจริง” ที่ต้องเผชิญ
เขาช้าไปกว่าเดิมมาก การลากเลื้อยแบบทะลุทะลวงระดับลากครึ่งสนามไปยิงประตู ทำไม่ได้แล้ว
แม้แต่จะเลี้ยงบอลผ่านกองหลังก็ยังไม่ลื่นไหลเหมือนในอดีต
จากที่นึกจะทำอะไรก็ทำได้
วันนี้ทำไม่ได้แล้ว
แต่สิ่งที่เหนือชั้นของ “เมสซี” คือ การอ่านเกมในสนาม และการวางบอลที่เหนือชั้น
ผมรู้สึกว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้ “เมสซี” เดินไปเดินมาในสนามมากกว่าทุกครั้ง
นานๆ จะสปีดที
วิ่งไล่บอลก็แทบไม่เห็นเลย
แต่พอจับบอลได้ทีไร ช็อตมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลา
และ 3 นัดสุดท้ายกับหมู่เกาะเคปเวิร์ด อียิปต์ และอังกฤษ
“เมสซี” โชว์ความเป็น “พ่อมดลูกหนัง”
ร่ายมนต์ในช่วงท้ายเกมพลิกเอาชนะทั้ง 3 ทีมได้
โกงความตายแบบเห็นๆ
นัดชิงชนะเลิศระหว่าง “สเปน” กับ “อาร์เจนตินา”
“สเปน” เป็นต่อเยอะทีเดียว
เพราะฟอร์มที่เอาชนะ “ฝรั่งเศส” ตัวเก็งเหนือชั้นมากๆ
ทีมสเปนชุดนี้เล่นคล้ายกับชุดที่เป็นแชมป์โลกเลย
คือ เล่นเป็นทีม
คู่ชิงคือ “อาร์เจนตินา” ที่ฟอร์มไม่ดีเลย
แต่บังเอิญว่าทีมนี้มี “เมสซี”
คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าฟันธง 100% เพราะกลัว “เมสซี” หักธง
พอลงสนามจริงๆ “สเปน” ฟอร์มเหนือกว่าเยอะมาก
“อาร์เจนตินา” ตั้งรับอย่างเดียว ยิงไม่เข้ากรอบเลย
“เมสซี” หายไปจากเกม
มีแค่ 10 นาทีสุดท้ายช่วงต่อเวลา ที่เขาเริ่มแสดงความอันตรายออกมา
ทุกครั้งที่จับบอลได้ คนดูจะลุ้นว่าเขาจะทำอะไร
แต่สุดท้าย “ความมหัศจรรย์” ก็มีวันหมดอายุ
“สเปน” ชนะ 1:0
เป็นแชมป์โลกครับ
บอลโลกครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของ “ลีโอเนล เมสซี่”
ดีใจที่ได้ดูความมหัศจรรย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย
“เมสซี่” เป็นนักฟุตบอลที่คนบอกว่าเป็น “มนุษย์ต่างดาว”
เพราะเก่งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้
แต่วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง
ที่แม้จะเปี่ยมด้วยความมหัศจรรย์
แต่เขาก็แพ้เป็น
แม้วันนี้เขาพ่ายแพ้
แต่ตำนานจะอยู่ตลอดไป
