bg-single

ชัยชนะของคนแพ้? | ปราปต์ บุนปาน

06.11.2022

แม้บางฝ่ายที่คิดว่าพวกตนเข้าใจ “การเมืองไทย” อย่างถ่องแท้มากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศ อาจหัวเราะขำขันกับผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพฯ โดยนิด้าโพล ซึ่งระบุว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล นั้นเป็นผู้นำทางการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด

หรือบางคนอาจสบประมาทว่าความคิดทางการเมืองของคน กทม. ไม่ใช่ภาพแทนที่แท้จริงของประชาชนทั้งประเทศ

แต่หากพิจารณาคะแนนนิยมในโพลของพิธา โดยเปรียบเทียบกับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เราก็อาจมองเห็นแง่มุมบางประการที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

การวิเคราะห์ชัยชนะของ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” และความสำเร็จของกลยุทธ์ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” นั้นทำได้ในหลายแนวทาง

การวิเคราะห์ที่เป็นกระแสหลักแนวหนึ่ง มักมองว่าชัชชาติได้รับคะแนนเสียงระดับฉันทามติอย่างถล่มทลาย เพราะการมีภาพลักษณ์ที่ดู “เป็นกลาง” น่าจะประสานงานได้กับทุกฝ่าย ไล่ตั้งแต่รัฐบาลที่เสื่อมคะแนนนิยมลงทุกวัน ไปจนถึงกลไกระบบราชการที่ถูกมองว่าล่าช้าอืดอาด

พูดอีกอย่างได้ว่าชัชชาติชนะ ด้วยท่าทีที่ไม่ได้มุ่งท้าชน แตกหัก หรือตั้งเป้าจะเข้าไปประสานงากับระบอบระเบียบ-โครงสร้างดั้งเดิม ผ่านจุดยืนทางการเมืองที่รุนแรงสุดขั้ว

แต่หากวิเคราะห์ในอีกมุมหนึ่ง เราก็คงปฏิเสธได้ยากว่าสโลแกน “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” นั้นสื่อถึงการทำงานหนักในฐานะผู้รับอาสาเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ เมืองหลวง อันต่อเนื่องยาวนานของชัชชาติ

โดยทุกฝ่ายต่างตระหนักกันได้ว่า ชัชชาติเริ่มต้นเดินเข้าสู่สนามแข่งขันดังกล่าวอย่างหนักแน่นจริงจังก่อนหน้าแคนดิเดตรายอื่นๆ และก่อนหน้าจะมีความแน่ชัดเรื่องวันเวลาเลือกตั้งผู้ว่าฯ เสียด้วยซ้ำ

นี่คือจุดแข็งแกร่งจริงๆ ของผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ที่ทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่นๆ ชนิดไม่เห็นฝุ่น ไม่ว่าคู่แข่งรายนั้นๆ จะมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหน หรือมีทักษะบางด้านที่เหนือกว่าชัชชาติเพียงใด

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

คําถามคือ แล้วชัยชนะของชัชชาติจะโยงมาถึงคะแนนนิยมของพิธาในนิด้าโพลได้อย่างไร?

คำตอบมีอยู่ว่า ถ้าชัชชาติประสบความสำเร็จ เพราะการได้ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ในพื้นที่กรุงเทพฯ มาล่วงหน้าก่อนบรรดาผู้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ ซึ่งทยอยเปิดตัวภายหลัง

พิธาในฐานะผู้นำพรรคก้าวไกล และนักการเมืองรุ่นใหม่ผู้โดดเด่นของฝ่ายค้าน ก็มีโอกาสได้ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ในสนามชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาอย่างต่อเนื่องจริงจังก่อนหน้าผู้แข่งขันคนอื่นๆ เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ที่ได้โอกาสบริหารอำนาจรัฐ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมจากคนกรุงเทพฯ อย่างเป็นชิ้นเป็นอันนัก

หรือหากเทียบกับผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันในสภา ก็ต้องยอมรับว่าพิธามีภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางการเมือง มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ดูมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง และมีความมุ่งมาดปรารถนาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เด่นชัดกว่าหัวหน้าหรือผู้นำพรรคฝ่ายค้านรายอื่น

ขณะเดียวกัน ผู้นำนอกสภาของพรรคเพื่อไทยอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” ก็ยังไม่มีโอกาส “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ในฐานะแคนดิเดตฯ นายกฯ มากและเข้มข้นเท่าพิธา

จึงมิใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ ที่แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนนิยมสูงกว่าพรรคก้าวไกล ทว่า ในเชิงตัวบุคคลแล้ว พิธากลับยังมีความป๊อปปูลาร์สูงกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แพทองธาร ตลอดจนผู้นำการเมืองอีกมากมาย

คําถามต่อเนื่องก็คือ การเตะสกัดพรรคก้าวไกลและพิธา ผ่านการคว่ำ “กฎหมายสุราก้าวหน้า” ในวาระที่ 3 ซึ่งดูเป็นการสมประโยชน์กันระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มทุนบางกลุ่มนั้น จะ “เป็นโทษ” หรือ “เป็นคุณ” ต่อฝ่ายถูกเตะสกัดมากกว่ากัน?

หากมองปรากฏการณ์ในระยะสั้น ชะตากรรมของ “กฎหมายสุราก้าวหน้า” อาจถือเป็นอีกหนึ่งความล้มเหลว อีกหนึ่งความพ่ายแพ้ อีกตัวอย่างของความอ่อนด้อยประสบการณ์ ของ “นักการเมืองเด็กๆ” กลุ่มหนึ่ง

แต่หากพิจารณาถึงการต่อสู้ในระยะยาว นี่อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของพรรคก้าวไกลและพิธาเสียทีเดียว

โดยเฉพาะเมื่อนำการคว่ำ “กฎหมายสุราก้าวหน้า” ไปวางเทียบเคียงกับการเตะสกัดโปรเจ็กต์ “รถไฟความเร็วสูง” หรือ “พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน” ในครั้งกระโน้น

แน่นอนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตอนต้นปี 2557 คือการทำลายบิ๊กโปรเจ็กต์ของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-เพื่อไทย” และการตัดตอน “การทำงานการเมืองเชิงสร้างสรรค์” ของ รมว.คมนาคม ชื่อชัชชาติ

ซึ่งกลายเป็นความชอบธรรมที่นำไปสู่การรัฐประหารในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ทว่า เมื่อสังคมการเมืองไทยค่อยๆ สั่งสมความเปลี่ยนแปลงเพียงไม่เกินหนึ่งทศวรรษ ความแค้นและความเสียดายโอกาสจากการเตะสกัด “โครงการรถไฟความเร็วสูง” ก็กลับกลายเป็นคะแนนเสียงเกินหลักล้านที่ประชาชน กทม. เทมาสนับสนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติ

ผิดกับประโยค “รถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย และเป็นไปได้ ควรให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศก่อน” ที่กลายสภาพเป็นสิ่งตกสำรวจทางประวัติศาสตร์ไปแล้วเรียบร้อย

บางที การโหวตคว่ำ “กฎหมายสุราก้าวหน้า” ณ เดือนพฤศจิกายน 2565 อาจส่งผลลัพธ์แบบเดียวกันในอนาคตข้างหน้า

คือการถูกแปรสภาพเป็นความสำเร็จทางการเมืองของฝ่ายนำเสนอร่างกฎหมาย และเป็นความล้มเหลวของฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลง •

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ