bg-single

รัฐประหาร-ยังไม่มา | นิธิ เอียวศรีวงศ์

23.05.2023

นักการเมืองบางคน และพรรคการเมืองบางพรรคคิดว่า หากประเทศถูกเปลี่ยนแรงและเร็วไป ก็จะทำให้ชนชั้นนำตระหนกและใช้กองทัพยึดอำนาจอีก

บรรยากาศทางการเมืองในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้กลุ่มคณาธิปไตยไทยหวั่นไหวได้เหมือนกัน เพราะหลายต่อหลายประเด็นที่เคยทำให้ปลอดพ้นจากการเมือง กลับถูกดึงกลับมาอยู่ในอาณาบริเวณการเมือง ซึ่งหมายความว่าตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมของคนกลุ่มอื่นๆ นอกคณาธิปไตย และอาจกว้างถึงประชาชนในวงกว้างด้วย หากไทยสามารถบรรลุถึงระบอบประชาธิปไตยได้กว้างขวางและลึกกว่านี้

บรรยากาศการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ชนชั้นนำคณาธิปไตยหวั่นไหวมากขึ้น เพราะดูเหมือนพรรคการเมืองที่ประกาศปฏิรูประบบต่างๆ อย่างจริงจัง จะได้รับคะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำจากผู้เลือกตั้ง

และถ้าพรรคการเมืองนั้นได้รับคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้งมากจริง ก็นับว่าน่าตระหนกแก่กลุ่มคณาธิปไตยมากทีเดียว เพราะถ้าดูจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พวกเขาร่างขึ้นเอง แสดงให้เห็นว่ากลุ่มชนชั้นนำไม่คาดคิดเลยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยน และเปลี่ยนไปแล้วอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

ดังนั้น ถ้าพรรคปฏิรูปการเมืองได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วยจำนวนที่นั่งในสภาที่มากพอสำหรับการต่อรองนโยบาย ภัยคุกคามต่อกลุ่มคณาธิปไตยก็จะเริ่มขึ้นทันที ผมคิดว่าเราอาจสรุปภัยคุกคามที่เกรงว่าจะเกิดขึ้นเหล่านั้นได้สี่ประการด้วยกันคือ

 

1.พระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ซึ่งไม่ชัดเจนนัก ทั้งในกฎหมายและแบบปฏิบัติเชิงประเพณี ให้โอกาสแก่กองทัพในการแทรกแซงทางการเมือง สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าความคลุมเครือเกี่ยวกับพระราชอำนาจในทางกฎหมายและประเพณียังดำรงอยู่เหมือนเดิม แต่ในความคาดหวังของคนจำนวนไม่น้อยกลับชัดเจนและมีขอบเขตที่แน่นอนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังร่วมกันผลักดันให้ตรากฎหมายขึ้นรองรับด้วย

2. นับจาก 2475 เป็นต้นมา อำนาจการควบคุมกองทัพได้หลุดจากมือผู้บริหารการเมือง ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทหารซึ่งเป็นสมาชิกหรือพันธมิตรของคณะราษฎร (เป็นความจำเป็นในช่วงนั้นเพื่อทอนกำลังของฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติในกองทัพ) นับแต่นั้นมา กองทัพซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็งที่สุด กลายเป็นองค์กรทางการเมืองและสังคมที่เป็นอิสระจากทุกฝ่าย ความเป็นอิสระนี้กำลังจะร่อยหรอลง จนถึงอาจหมดไปได้ในอนาคต กลับตกอยู่ในความควบคุมของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

3. นอกจากกองทัพจะกลายเป็นหน่วยราชการปรกติของรัฐ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของนักการเมืองซึ่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว อำนาจของกองทัพในการกำกับและแทรกแซงการเมืองตามทิศทางแห่งผลประโยชน์อิสระของกองทัพก็จะสูญสิ้นไปด้วย

4. ไม่แต่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น สื่อ, องค์กรภาคประชาชน และพลังกดดันทางสังคมอีกนานาชนิด ก็จะสามารถเข้าไปมีส่วนในการกำกับควบคุมกองทัพด้วย (เหมือนสังคมประชาธิปไตยทั่วไป) กองทัพซึ่งเคยเป็นแดนสนธยาที่ไม่มีใครเข้าถึงได้เลย นอกจากทหารด้วยกัน ก็จะกลายเป็นแดนเปิด ที่ผู้เป็นเจ้าของชาติย่อมสามารถเข้าถึงได้เสมอ

กองทัพในฐานะองค์กรทางสังคมและการเมืองที่เป็นอิสระในตัวเอง อย่างที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่ 2475 ก็จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

หลายคนอาจคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นบ่อนทำลายผลประโยชน์ของกองทัพถึงเพียงนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพ (และชนชั้นนำ) จะอยู่เฉย โดยไม่ก่อรัฐประหารเพื่อขัดขวางการเมืองไทยที่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่กองทัพ (และชนชั้นนำ) ไม่เห็นชอบด้วย

ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้มีอยู่เสมอ แต่ก็ลดน้อยถอยลงจนกระทั่ง การเลือกตั้งที่ผิดคาดเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะใช้อ้างเป็นเหตุแห่งการยึดอำนาจเสียแล้ว ต้องไม่ลืมด้วยว่า ความสำเร็จในการรัฐประหารของกองทัพขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สั้นและรวดเร็วในการสถาปนา “อาญาสิทธิ์ใหม่” ขึ้นในบ้านเมือง เพราะเวลาที่เนิ่นนานและไม่ลงเอยอย่างชัดเจนทำให้พลังของการต่อต้านแข็งกล้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านจากประชาชนร่วมกับองค์กรทางการเมืองอื่นๆ (ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงพรรคการเมืองเท่านั้น แต่มีองค์กรภาคประชาชนสนับสนุนอย่างแข็งขันด้วย เช่น พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง) หรือการต่อต้านจากบาง “มุ้ง” (faction) ของกองทัพที่ประเมินแล้วว่า หากการยึดอำนาจทำได้สำเร็จ “มุ้ง” ของตนจะไม่เหลืออนาคตในกองทัพอีกเลย

หากกองทัพยึดอำนาจในช่วงหลังเลือกตั้งที่ผิดคาด กองทัพจะสามารถสถาปนา “อาญาสิทธิ์ใหม่” ได้ใน 48 ชั่วโมงหรือไม่? ผมคิดว่าโอกาสที่จะทำไม่ได้มีมากกว่า

มีเหตุผลหลายอย่างที่กองทัพไม่สามารถสถาปนา “อาญาสิทธิ์ใหม่” ขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็วเพียงพอหลังการรัฐประหาร

 

ในการรัฐประหารสองครั้งสุดท้าย ประชาชนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันต่อต้าน แม้เป็นจำนวนไม่มากพอจะหยุดยั้งกองทัพได้ ก็เฉียดเข้าใกล้ภาวะที่กองทัพจะต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปราม และอันที่จริงในการยึดอำนาจ 2557 มีการรวมตัวของประชาชนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอย่างยืดเยื้อ ต้องใช้กำลังตำรวจและทหารเข้าจับกุมเพื่อสลายการชุมนุม ทำให้การชุมนุมกลับกระจายออกไปจากอนุสาวรีย์ฯ จำเป็นต้องเที่ยวไล่จับกุมกว้างขวางออกไปตามสี่แยกในกรุงเทพฯ หลายแห่ง

จึงค่อนข้างแน่ชัดว่า หากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีก อย่างไรเสียก็จะมีการประท้วงต่อต้านจากประชาชน เพียงแต่ไม่มีใครทำนายได้ว่า ฝ่ายต่อต้านจะยืนระยะไปได้นานเพียงใด และจำนวนจะเพิ่มขึ้นจนเต็มถนนอย่างใน 2535 หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ฝ่ายกองกำลังรัฐประหารซึ่งกำลังกลายเป็นกองกำลังกบฏ จะใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาดโดยการยิงผู้ประท้วงอย่างไม่เลือกหน้าอย่างที่เคยทำให้ 2535 หรือไม่

การใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาด (ประหนึ่งคนไทยผู้ประท้วงคือข้าศึกต่างชาติ) จะทำให้เกิดความสงบในเวลาอันสั้น หรือทำให้การประท้วงยิ่งยืดเยื้อต่อไป?

 

ใน 2535 ความรุนแรงที่ถนนราชดำเนินสลายการชุมนุมได้ก็จริง แต่พลันก็เกิดการชุมนุมใหม่ที่รามคำแหง ถึงจะใช้กองกำลังของนายพลบุ่มบ่ามปราบปรามอีก จะแน่ใจได้อย่างไรว่าการชุมนุมจะไม่กระจายไปยังที่อื่นๆ ต่อไป

ยิ่งกว่านั้น การรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จสองครั้งคือ 2549 และ 2557 ต้องอาศัยการปูพื้นทางสังคมอยู่นานพอสมควร กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง (พันธมิตรฯ และ กปปส.) ต่างแสดงสายสัมพันธ์โดยนัยะกับบางส่วนของชนชั้นนำคณาธิปไตย จึงเป็นเหตุให้กลไกรัฐซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของชนชั้นนำคณาธิปไตย (มากเสียยิ่งกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง) เรรวนอย่างมาก ที่จะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ประท้วง ในบางกรณีแทบจะมีคำพิพากษาเพื่อปกป้องผู้ประท้วงจากตำรวจเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด จนถึงการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ยังไม่มีการ “ปูพื้น” ทางสังคมอย่างที่เคยทำมาแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตาม แต่ความจำเป็นที่จะต้อง “ปูพื้น” แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ความเห็นชอบของชนชั้นนำคณาธิปไตยเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะประกันว่า การรัฐประหารจะประสบความสำเร็จ หากไม่มีเหตุ “ทางสังคม” บางอย่างหนุนช่วยอยู่บ้าง

หนึ่งในเหตุผลที่ไม่มีการปูพื้นสำหรับการยึดอำนาจก็คือ นับตั้งแต่การวางอาวุธของ พคท.ในทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แม้ว่างบประมาณและกำลังคมของ กอ.รมน.ไม่ได้ลดลง แต่ศักยภาพของกองทัพในการแทรกเข้าไปจัดตั้งหรือกำกับควบคุมองค์กรภาคประชาชนถดถอยลงอย่างยิ่ง ดังนั้น การสร้างขบวนการ “มวลชน” เพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจ จึงต้องอาศัยคนกลุ่มอื่นในคณาธิปไตยเป็นหลักยิ่งกว่ากองทัพ ไม่ว่าพันธมิตรฯ หรือ กปปส.ก็ไม่ได้เกิดจากกองทัพ

ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่า อันที่จริงกองทัพได้สูญเสียอำนาจตัดสินใจอิสระของตนเองในการก่อรัฐประหารไปนานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่กองทัพทำเช่นนั้นได้คือการทำรัฐประหารซ้อนใน 2520 หลังจากนั้นการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จของกองทัพ ต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากชนชั้นนำอย่างเป็นปึกแผ่น

กองทัพเองก็มีความแตกต่างจากสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อย่างมาก ในสมัยที่กองทัพยังเป็นองค์กรทางการเมืองที่อิสระ ตำแหน่งผู้บังคับบัญชากองทัพเกิดจากการเลือกสรรตามธรรมชาติ กล่าวคือ นายทหารที่นอกจากสามารถรวบรวมผู้สนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาหน่วยรบทั้งหลายแล้ว (ด้วยศรัทธา, บุคลิกส่วนตัว หรือการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึงก็ตาม) ยังแสดงความสามารถแหลมคมในการรักษาผลประโยชน์และอำนาจต่อรองของกองทัพในท่ามกลางกลุ่มต่างๆ ของชนชั้นนำที่ถืออำนาจทางการเมืองอยู่ด้วย และนั่นคือเหตุผลหลักที่กองทัพเป็นองค์กรที่อิสระเต็มที่ทางการเมืองได้ แต่ในภายหลัง 14 ตุลา การไต่เต้าไปสู่ผู้บัญชาการกลับขึ้นกับอำนาจภายนอกกองทัพมากขึ้นทุกที ซ้ำยังเป็นอำนาจที่ไม่ต้องเวียนเข้าเวียนออกดังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารอีกด้วย กองทัพจึงขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปมาก

ในการยึดอำนาจ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคณาธิปไตย เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้การยึดอำนาจทำได้สำเร็จ โดยไม่ต้องปะทะกันเอง ซึ่งจะทำให้ “จังหวะ” ของการทำรัฐประหารเรรวนไปหมด

ที่น่าสงสัยอย่างยิ่งก็คือ ในปัจจุบัน คณาธิปไตยไทยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่?

 

ผมไม่ทราบแน่ชัด แต่ใคร่ตั้งข้อสังเกตว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคณาธิปไตย (ในทุกสังคมที่เคยเกิดขึ้นทั่วโลก) เกิดและดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัยสองประการ หนึ่ง การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำ (ทรัพย์, เกียรติยศ, อำนาจ, อภิสิทธิ์) เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน ไม่ได้หมายความว่าเท่าเทียมกันนะครับ แต่ลดหลั่นกันไปตาม hierarchical structure หรือโครงสร้างของชั้นชนที่ชนชั้นนำในสังคมนั้นยอมรับ และสอง มีหลักการนามธรรม – ที่อาจปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะ ศาสนา, บุคคลศักดิ์สิทธิ์, ประเพณี ฯลฯ – ที่ทำให้ความสัมพันธ์ภายในของกลุ่มคณาธิปไตยเป็นไปอย่างราบรื่น

8-9 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญสองอย่างนี้เสื่อมคลอนลง เช่นกลุ่มทุนใหญ่ที่สนับสนุน คสช.ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มากเกินไป จนกระทั่งทุนใหญ่อื่นเสียโอกาส ในขณะเดียวกัน หลักการนามธรรมที่สร้างความสมานฉันท์ในกลุ่มคณาธิปไตยกลับสูญสิ้นลง

แม้ว่าอำนาจทางการเมืองของกองทัพดูเหมือนไม่ได้ลดลงเลย แต่ขอให้สังเกตด้วยว่าอำนาจของกองทัพในการรับมือและจัดการกับสถานการณ์ทางการเมืองหลังรัฐประหารลดลง ก่อให้เกิดการสังหารหมู่ประชาชนใน พ.ศ.2519 และ 2535 การต่อต้านรัฐประหารของกองทัพในหลายลักษณะตั้งแต่ 2549 เป็นต้นมา จนเกิดการสังหารหมู่อีกใน 2552 และ 2553 ซ้ำร้ายเมื่อจำเป็นต้องจัดให้มีเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ชนะขาดคือพรรคการเมืองที่กองทัพขจัดออกไปในการก่อรัฐประหาร

ที่เคยเชื่อกันในหมู่ชนชั้นนำไทยว่า ในการเมืองไทย ทหารอยู่ตลอดไป แต่นักการเมืองเข้ามาแล้วก็ไป ไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

 

ทั้งหมดนี้ไม่มีเจตนาจะทำนายว่า รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในการเมืองไทย เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การรัฐประหารของกองทัพกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสำหรับคณาธิปไตยไทยเสียแล้ว (แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ ก็ยังใช้ได้อยู่ ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเอาข้างหน้า หวังผลให้เกิดตามความต้องการของตนไม่ได้เสียแล้ว)

ด้วยไพ่ที่เหนือกว่าทางการเมือง (เช่น มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง ซ้ำ ส.ว.ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอย่างได้ผล บวกกับข้อกำหนดอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับอัปรีย์) คณาธิปไตยจึงยังอาจควบคุมความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมได้ในระดับสูง แน่นอนไม่สูงกว่าที่เคยควบคุมมาได้ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เช่น ต่อรองกับพรรคที่ได้ที่นั่งในสภามากสุด เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่คณาธิปไตยพอรับได้คือไม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่กระทบทรัพย์, เกียรติยศ, อำนาจและอภิสิทธิ์ของตน

โชคดีที่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในเมืองไทยทุกวันนี้ โดยเฉพาะกับพลเมืองที่ “ตาสว่าง” แล้ว มีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าการเมืองมากนัก ดังนั้น ถึงคณาธิปไตยอาจชะลอความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการต่อรองทางการเมือง ความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ ในสังคมไทยก็ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และอาจในจังหวะที่เร่งเร้าขึ้นด้วย อย่างไรเสียความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ต้องมาถึงจนได้อย่างหลีกไม่พ้น ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ก็อาจผ่านหนทางอื่น

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT
CRINK : พันธมิตร 4 สหาย ท้าทายโลกตะวันตก!
ความคาดหวังที่มีต่อ ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข